ขอสงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำข้อมูลในกระทู้นี้ไปเผยแพร่ต่อ ยกเว้นได้รับการอนุญาตจากเจ้าของข้อมูลแล้วเท่านั้น !!!

บทความ ประเพณีถือศีลกินผัก


< หน้าก่อน   1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 71 72 73 74 75 76 77 78 79 80 81 82 83 84 85 86 87 88 89 90 91 92 93 94 95 96 97 98 99 100 101 102 103 104 105 106 107 108 109 110 111 112 113 114 115 116 117 118 119 120 121 122 123 124 125 126 127 128 129 130 131 132 133    หน้าถัดไป >


กระทู้นี้เดิมเป็นกระทู้ประเพณีถือศีลกินผัก แต่เนื่องจากว่ามีการโพสข้อมูลที่มีเนื้อหาสาระเข้ามาเยอะมากๆ
เลยขอปรับกระทู้นี้ให้เป็นกระทู้ บทความที่เกี่ยวเนื่องกับประเพณีถือศีล กินผัก โดยเฉพาะ
ซึ่งทุกท่านสามารถส่งเข้ามายังกะทู้นี้ได้ ไม่เฉพาะต้องเขียนโดยผู้เขียนเท่านั้น มีเนื้อหาครอบคลุม
- ประเพณีถือศีลกินผักทั่วไป
- ประเพณีถือศีลกินผักที่เกี่ยวเนื่องกับเมืองตรัง
- ประวัติศาลเจ้าและพระที่นับถือ
- ประกาศงานบุญ

ในกะทู้นี้ต่อไปหากมีข้อมูลมากพอก็จะรวบรวมจัดแบ่งให้ชัดเจนยิ่งขึ้น กะทู้นี้ผู้เขียนขอให้คงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์จึงต้องระมัดระวังในการกล่าวคำอย่างยิ่ง ให้สัญลักษณ์เป็น ดอกเหมย เป็นปฐมบทของการปรับปรุงกะทู้ดั้งเดิม

โดย.. บุนเต้หลาง 124.157.209.249   

 ความคิดเห็นที่ 61

28 ก.ย.2549  เวลา 00:34 น.
โดย.. สมโภช 125.24.150.18  

เรียนทุกท่านที่ผ่านมาในกระทู้นี้ กระผมขอเรียนว่า การที่เราจะแนะนำเพื่อนหรือใครก็แล้วแต่ให้มาเที่ยวงาน ประเพณีถือศีลกินผัก จังหวัดตรัง ขอให้ทุกท่านแนะนำพวกเขาเหล่านั้นว่า มันเป็นประเพณีเก่าแก่ของจังหวัดตรัง แล้วให้เขาต้องการที่จะมาด้วยแรงที่ต้องการที่จะมาไหว้ พระในศาลเจ้าในจังหวัดตรัง ด้วยความนับถือองค์ศักดิ์สิทธิ์ทุกองค์ ไม่ใช่จะไปแนะนำว่าที่ศาลเจ้านั้นมีการทำอะไรหรือมีอะไร ของให้แนะนำความเป็นประเพณีการถือศีลกินผัก ของจังหวัดตรังด้วยสิ่งที่ว่าความเป็น ประเพณีโบราณของจังหวัด กระผมยังหวังว่าประเพณีถือศีลกินผักของจังหวัดตรัง ในปีนี้จะมีให้เห็นความเป็นแบบแผนจากอดีตให้ ลูกหลานจังหวัดตรังได้ศึกษาและเก็บไว้เป้นภาพที่ประทับใจในการถือลูกหลานคนตรังและแขกผู้มาเยือน ได้เห็นถึงความเก่าแก่ของประเพณีถือศีลกินผัก ของจังหวัดตรังนะครับ


 ความคิดเห็นที่ 62

28 ก.ย.2549  เวลา 20:45 น.
โดย.. บุนเต้หลาง 58.9.77.251  

ผมพิมพ์ข้อความนี้เสร็จหลายวันแล้ว คิดว่าจะเผยแพร่ออกดีหรือไม่ เปรียบเทียบระหว่างข้อดีข้อเสีย ในที่สุดคิดว่าควรเผยแพร่ เพราะคงต้องมีคนกล้าพูดความจริง คอยกระตุ้นเตือน รายงานสถานการณ์ประเพณีถือศีลกินผัก ณ ปัจจุบันให้รับทราบ น่าจะดีกว่าเก็บเอาไว้โดยถือว่าธุระไม่ใช่ และขอทำความเข้าใจว่าข้อความต่อไปนี้ขอให้ถือว่าเป็นคำขยายความ เป็นการให้ข้อมูลเพื่อเป็นความเข้าใจสื่อถึงกัน

ปกติการจัดตั้งศาลเจ้าเพื่อบูชาและถือศีลกินผัก(ฉ้ายตึ๋ง หรือเจตั้ว)นั้น ในสายฮกเกี้ยนหรือแม้กระทั่งที่ใดๆก็ตามในเมืองจีนไม่ว่าจะเป็น เสฉวน หูเป่ย เจียงซี เจ้อเจียง เมืองแต้จิ๋วโดยถูกต้องตามประเพณีนั้น เรียกเต้าหมู่กง(เต้าโบ้เก้ง ต่าวบูเก๊ง เตาบ้อเก็ง) แล้วแต่ท้องถิ่นใดจะเรียกตามสำเนียงท้องถิ่นนั้นๆ อันแสดงถึงเป็นศาลของพระแม่เตาโบ้เทียนจุน(เต้าโบ้หงวนกุ้น เต้าเล้าหงวนกุน) ถือเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดองค์พระกิวอ๋องฮุดโจ้วทั้ง 9 (กิวอ๋องไต่เต่) ศาลเจ้าเหล่านี้ อาจตั้งเป็นศาลเจ้าโดดๆหรืออยู่ในอาณาบริเวณศาลเจ้าอื่น หรือในวัดนิกายมหายานเช่นในประเทศไทย

วัดเล่งเน่ยยี่ (แต้จิ๋ว)ต่าวบู๊เก๊ง, วัดเล่งฮกยี่ แปดริ้ว(แต้จิ๋ว)ต่าวบู๊เก๊ง(เต้าหมู่ถาน)

สำหรับสายฮกเกี้ยนภาคใต้

ระนอง ศาลเจ้าต่ายเต่เอี๊ย เตาโบ้เก้ง พระโป้เซ้งไต่เต่เป็นเจ้าศาล

พังงา ศาลเจ้าแม่กวนอิม(กู๋ฉ้ายตึ๋ง)ตะกั่วป่า เตาโบ้เก้ง มีเจ้าแม่กวนอิมเป็นเจ้าศาล(เดิมพระเล่าเอี๋ย)

          ศาลเจ้ากวนอู(ซินฉ้ายตึ๋ง)ตะกั่วป่า เตาโบ้เก้ง มีพระกวนเต้กุ้น(กวนอู)เป็นเจ้าศาล

           ศาลเจ้าในสวน ตะกั่วป่า เตาโบ้เก้ง มีเจ้าแม่กวนอิมเป็นเจ้าศาล

           ศาลเจ้ามาจ้อโป๋ พังงา เตาโบ้เก้ง มีพระเที้ยนส่งเส่งโบ้(มาจ้อโป๋)เป็นเจ้าศาล

กระบี่ ศาลเจ้าจ้อซูก๋ง เหนือคลอง เตาโบ้เก้ง มีพระเฉ่งจุ้ยจ้อซือ(จ้อซูก๋ง)เป็นเจ้าศาล

ภูเก็ต ศาลเจ้ากระทู้ ในทู เตาโบ้เก้ง มีพระเตี่ยนหู้หง่วนโส่ย(เล่าเอี๋ย)เป็นเจ้าศาล

        ศาลเจ้าบางเหนียว บ่างเหลียว เตาโบ้เก้ง มีพระส่ามหู้อ่องเอี๋ย(ส่ามต่องอ๋อง)เป็นเจ้าศาล

        ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย เตาโบ้เก้ง มีพระทิหู้หง่วนโส่ยเป็นเจ้าศาล          

        ศาลเจ้าหลิมฮู้ไท้ซู สามกอง เตาโบ้เก้ง มีพระหลิมฮู้ไท้ซู (หลิมไท้ซือ)เป็นเจ้าศาล

        ศาลเจ้าท่าเรือ เตาโบ้เก้ง มีพระโป้เซ้งไต่เต่เป็นเจ้าศาล

          ศาลเจ้าหล่อโรง เตาโบ้เก้ง มีพระเฉ่งจุ้ยจ้อซือ(จ้อซูก๋ง)เป็นเจ้าศาล

          ศาลเจ้าเชิงทะเล เตาโบ้เก้ง(กิ่มหุ้ยเตี่ยน) มีพระส่ามหู้อ่องเอี๋ย(ส่ามต่องอ๋อง)เป็นเจ้าศาล

หมายเหตุ คำว่าเจ้าศาลมีความหมายถึงประธานศาล คนละความหมายกับประธานพิธีกินผัก มักจะนำกิมซิ้นเจ้าศาลอยู่บนสุดห้อมล้อมด้วยกิมซิ้นพระอื่นๆ

จะเห็นว่าส่วนใหญ่แล้วศาลเจ้าเหล่านี้ที่ประกอบพิธีกินผัก สืบทอดประเพณีอย่างเข้มข้นนั้นไม่ได้มีพระกิวอ๋องไต่เต่เป็นเจ้าศาล เพียงแต่เมื่อถึงงานประเพณีกินผักก็จะอัญเชิญมาเป็นประธานพิธีกินผัก จัดให้มีหล่ายตั๋วอย่างสมพระเกียรติทุกศาลเจ้าและขึ้นเสาตะเกียง 9 ดวงเป็นสัญลักษณ์ทุกศาลเจ้า เฉกเช่นเดียวกับศาลเจ้าใดๆก็ตามเมื่อรับพระกิวอ๋องไต่เต่(กิวอ้วงฮุดโจ้ว-แต้จิ๋ว หรือ เก๋าหว่องเหยี่ย-กวางตุ้ง)มาเป็นพระประธาน ย่อมถือว่าเป็นสิ่งสูงสุดแล้ว สามารถบูชาเสาเต็งโก(เต็งกอ)ที่มีสัญลักษณ์ตะเกียง 9 ดวงได้ตามตำราพิธีกรรมทุกประการ ถึงแม้ศาลเจ้านั้นจะไม่มีพิธีกรรมทรงพระ เว้นเสียแต่ศาลเจ้านั้นแอบแฝงจัดงานในช่วงเดียวกันโดยที่ไม่มีความพร้อม เช่นไม่ชัดเจนถึงพระที่มาเป็นพระประธานว่าเป็นพระกิวอ๋องหรือไม่ ถ้าเป็นดั่งนี้สมควรที่จะแจ้งให้ยุติ และสนับสนุนให้ประกอบพิธีกินผักในโอกาสอื่นในรอบปีจะดีกว่า และศาลเจ้ากิวอ่องเอี่ยก็เป็นจับเตี่ยน(ทับเที่ยง)เตาโบ้เก้งหนึ่ง และศาลเจ้ากิวอ๋องไต่เต่ห้วยยอดก็เป็นโห่ยยิด(ห้วยยอด)เตาโบ้เก้งหนึ่ง หรือกรณีศาลเจ้าเห้งเจีย ปะเหลียนใน ปกติมีพระจี้เที้ยนไต่เส่ง(พระเห้งเจียหรือไต่เซี่ยฮุดจ้อ)เป็นเจ้าศาล เมื่อรับพระกิวอ๋องไต่เต่มาเป็นประธานพิธีกินผัก มีหล่ายตั๋วของท่าน ทางศาลก็เรียกตัวเองว่า ปะเหลียนใน เตาโบ้เก้งเช่นเดียวกัน ในกรณีศาลเจ้าหมื่นรามถึงแม้เป็นแต้จิ๋ว แต่ชัดเจนตั้งแต่แรกว่าเป็นศาลเจ้าประกอบพิธีกินผักของพระกิวอ้วงฮุดโจ้ว ซึ่งรับมาเป็นประธานในพิธี อันเป็นสิ่งเดียวกันกับพระกิวอ๋องของศาลใดๆที่ประกอบพิธีกินผักเดือนเก้า  การให้ความเคารพต่อพระกิวอ๋องควรต้องเสมอเหมือนกัน ศาลเจ้าเองมีหล่ายตั๋ว กิมซิ้นของเต้าบ้อง้วนกุน(เต้าโบ้เทียนจุน)และกิวอ้วงฮุดโจ้วทั้ง 9 ศาลเจ้าหมื่นรามนอกจากเรียกตัวเองว่าซำฮวดซือเซี่ยเบี่ยที่แสดงถึงพระซำฮวดซือเป็นเจ้าศาลแล้ว ควรต้องเรียกว่าเตาบ้อเก็งเช่นเดียวกัน อาจเป็นท้ายพรุเตาบ้อเก็งเพื่อบ่งบอกให้ชัดเจนว่าเป็นศาลเจ้าของเต้าบ้อง้วนกุนและพระกิวอ้วงฮุดโจ้วในอีกทางหนึ่ง

กรณีค้ำหยิ่น เป็นดวงตราลัญจกรสำหรับประทับหลังเสื้อ หลังจากลงชื่อกินผัก ไหว้พระ (กุ่ยเก้าป๋าย)แล้ว คำทั้ง 4 คือ กิวอ๋องไต่เต่ ไม่มีคำใดเลย ที่บ่งถึงชื่อของศาลเจ้า(ไม่ใช่ตราของศาลเจ้า หลายคนยังเข้าใจผิดว่าเป็นตราศาลเจ้า) ถึงแม้มีผู้พยายามแทรกคำว่า เจี้ยเตี่ยน (ศาลแรก) เข้าไปใน 1-2 ปีหลังนี้ ทั้งทีพระนามกิวอ๋องไต่เต่ ใช้กันมาตั้งแต่แรก ด้วยความภาคภูมิถึงการได้เป็นปวงประชาราษฎร์ของพระกิวอ๋อง ทางศาลเจ้าหมื่นรามเองก็มีค้ำหยิ่นคำว่ากิวอ้วงฮุดโจ้วรูปลักษณ์แบบเดียวกัน ถ้าจำไม่ผิดแรกเริ่มมีการประทับตราที่เสื้อเป็นสีอื่น ไม่ใช่สีแดง(น่าจะเป็นสีเขียว) ถ้านำมาใช้คงแบ่งแยกกันโดยรูปลักษณ์ภาคนอกชัดเจน จะไปไหว้พระอีกศาลคงต้องเปลี่ยนเสื้อผ้ากันอีก เพราะจะกลายเป็นสิ่งที่แปลกแยกซึ่งกันและกัน ทั้งที่พระที่เราเคารพนับถือโดยสถานะเป็นพระกิวอ๋องเดียวกัน เพียงแต่มีบริบทของผู้เกี่ยวข้องทำให้มีความรู้สึกแตกต่างกัน ที่เสนอแนะนำให้ใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันนั้น เพราะหลักการที่จะทำให้ผู้อื่นมาเป็นพวกเดียวกัน เราต้องยื่นน้ำใจให้ก่อน ให้เขาเข้ามาเป็นพวกเดียวกับเราแล้วแรงเสียดทานจะน้อย เราจะไม่เหนื่อยต้องมาต่อสู้ความคิดและนั่งอธิบายผู้อื่น ว่าต้องทำอย่างหนึ่งอย่างใดจึงถูกต้อง ถ้าจะให้เขาทำอะไรแล้วต้องไม่เหมือนกับเรา ต่อไปเราจะลำบาก จะมีศาลเจ้าใหม่เกิดขึ้นที่ไม่ทำตามประเพณีเดิมห้อมล้อมเรามากมาย ในเมื่อทุกศาลเจ้าเขาไม่ทำเหมือนเรา แล้วเราจะมานั่งภูมิใจได้อย่างไร ว่าเราคือต้นตำหรับ มีเกร็ดเล็กน้อย ศาลเจ้าหลายศาลเจ้าในจ.ภูเก็ต ยุคกลางเก่ากลางใหม่นั้น เกิดขึ้นด้วยความช่วยเหลือจากศาลเจ้าเก่าแก่ ถ้ามีประชาชนเรียกร้องด้วยความศรัทธาขอเฉี้ยเ***่ยวโห้ยมาตั้งศาลใหม่ อย่างเช่น ศาลเจ้าเชิงทะเล อ.ถลาง ผู้คนไม่สะดวกที่จะเดินทางเข้าในเมือง ศาลเจ้าบางเหนียวจึงช่วยเหลือ ทั้งด้านพิธีกรรม ตำรับตำรา ที่สำคัญมอบเสาโกเต้ง(ที่ภูเก็ต เสาโก้เต้งนิยมใช้เสาไม้เนื้อแข็งถาวร ใช้ได้ชั่วลูกชั่วหลาน) ให้ศาลเจ้าเชิงทะเลนำไว้ใช้สืบไป เมื่อจะย้อนดูประวัติศาสตร์กี่ครั้งชาวเชิงทะเลก็ยังรำลึกถึงเสมอมา หรือศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยช่วยเหลือในการริเริ่มประกอบพิธีกินผักให้ศาลเจ้ามาจ้อโป๋ ใจกลางเมืองพังงา สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ และศาลเจ้าเหล่านี้ก็จะรำลึกถึงต้นแบบมาจนปัจจุบัน และท้ายสุดกรณีค้ำหยิ่นนี้ ถ้าเราไม่เริ่มตระหนักถึงความสามัคคีพร้อมเพรียง ก็จะมีศาลเจ้าในจังหวัดอื่นที่เห็นส่วนดีของเรา คนตรังของเราเองนำไปใช้นอกจังหวัด เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว จะมีชาวคณะต่างจังหวัด เช่น ศาลเจ้าหาดใหญ่เตาโบ้เก้งจะมาช่วยอนุรักษ์ใช้ค้ำหยิ่นโดยพร้อมเพรียงแทน(ปกติที่จังหวัดอื่นๆทั่วไปไม่มีการใช้ค้ำหยิ่นของพระกิวอ๋องไต่เต่ประทับหลังให้ทุกคน มักจะประทับให้บางคนที่ผ่านกรณีโก้ยห่าน-สะเดาะห์เคราะห์เท่านั้น ซึ่งที่ตะกั่วป่าจะประทับให้กลางหลัง ส่วนภูเก็ตจะประทับบนเสื้อที่ใดก็ได้ ดังนั้นการใช้ค้ำหยิ่นประทับกลางหลังให้ลูกพระทุกคนนี้ จึงเปรียบเสมือนเอกลักษณ์ของพี่น้องชาวตรังโดยแท้จริง) ท่านทราบหรือไม่ว่าประมาณ 2 ปีที่ผ่านมาได้มีผู้พยายามก่อตั้งศาลเจ้าเตี่ยนหู้หง่วนโส่ยประกอบพิธีกินผักตามแบบฉบับฉ้ายตึ๋งกังไซ้(แบบภูเก็ต) ที่ ต.เขาวิเศษ ตรัง ยกเสาและลงเสาโกเต้งห้าโมงเย็น ยกลงเสาส่วนย่อลงแตะพื้นเติมตะเกียงน้ำมัน โก้ยโห้ยโดยถ่านไฟคลุก ต่อไปถ้าพระออกเที่ยวแล้วมีคนจุดประทัดจ่อบนตั่วเหรียน ยิ่งจ่อมาก ยิ่งศรัทธามากในเมืองตรังแล้ว ท่านจะคิดอย่างไร ถ้าท่านไม่รุกทางวัฒนธรรมในเชิงบวกแล้ว ส่งเสริมให้สร้างศาลเจ้ากินผักตามแบบฉบับของท่าน เป็นศาลลูกเครือข่ายแล้ว ท่านก็จะเป็นฝ่ายตั้งรับตลอดกาล แล้วท่านรับภาระที่จะสืบประเพณีกินผักตามแบบฉบับฮกเกี้ยน(ตรัง)นี้ได้นานสักแค่ไหน

ส่วนการอัญเชิญพระทุกศาลเจ้ามาร่วมประเพณีกินผักนั้นหมายถึงศาลเจ้าที่เป็นไปได้ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าปัจจุบันหลายศาลเจ้า(ฮกเกี้ยน)เฉี้ยกิมซิ้นไปกินผักที่จังหวัดอื่น เช่นหาดใหญ่ ภูเก็ต เป็นต้น หรือศาลเจ้าหลายศาลเจ้า(ฮกเกี้ยน)ในเขตย่านตาขาว ห้วยยอด ศาลเจ้าเก่าแก่ที่มีกิมซิ้นเป็นร้อยไม่ได้เฉี้ยกิมซิ้นไปกินผักที่ใดเลย ข้อความจึงเพียงกระตุ้นให้ตื่นตัวกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมในประเพณีกินผักเท่านั้น ส่วนพระสายภาษาอื่น เช่นไหหลำ กวั้งอู้(กวางตุ้ง)นั้น แท้จริงมีการนับถือพระหลายองค์เช่นเดียวกับฮกเกี้ยน แต่อาจเรียกกันคนละนาม เช่น พระยกอ๋องส่งเต่-พระยี่หวั่ง(ไหหลำ) พระตั่วแปะก๋อง-พระท้ายปักกุง(กวางตุ้ง) พระ***นเที้ยนส่งเต่-พระปักตี่(กวางตุ้ง)หรือตั่วเหล่าเอี้ย(แต้จิ๋ว) พระ***บเที้ยนไต่เต่ กวนเต้กุ้น-กวนกุ้ง(กวางตุ้ง) กวนเซี่ยตี่กุน(แต้จิ๋ว) เป็นต้น กล่าวว่าเมืองตรังเป็นพหุสังคมของชาวจีน ในขณะที่ชาวฮกเกี้ยนคิดว่ามากแล้ว ชาวกวั้งอู้(กวางตุ้ง)มีมากไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน อาจจะทั่วทั้ง ต.นาตาล่วง บ้านโพธิ์ ยังไม่รวมถึงชาวแต้จิ๋วในตลาดทับเที่ยงและ ต.ทุ่งยาว ชาวไหหลำแถบย่านตาขาว ห้วยยอดและลำภูราเป็นต้น ผู้คนเหล่านี้ต่างเข้าร่วมและเป็นผู้ค้ำจุนประเพณีกินผักตามแบบฉบับฮกเกี้ยนทั้งสิ้น แต่เรียกนามพระกิวอ๋องต่างๆกันในแต่ละภาษา

กรณีในแง่ประเพณีที่เกี่ยวข้อง เช่นการสวมรองเท้าหามตั่วเหรียน ดูอย่างไรก็ไม่เหมาะสม ปัจจุบันยังอยู่ในวิสัยที่ป้องปรามได้อยู่ ใน 20 คน อาจมีสัก 1 คนที่สวมรองเท้า (คนนั้นอาจอ้วน เป็นเบาหวาน ที่ไม่ต้องการให้เท้าเป็นแผลหายยาก) เราจะเลือกแบบไหนระหว่างบอกให้ 1 คนถ้าลำบากนัก ไปพักก่อน หรือ บอกให้อีก 19 คนทำไมไม่ใส่รองเท้า ร้อนนะ แล้วคนที่ก้มลงกราบหัวจรดพื้นเมื่อตั่วเหรียนผ่านหน้าบ้านจะคิดเห็นอย่างไร จะยังก้มลงกราบอีกหรือไม่ ก็ในเมื่อคนหามยังไม่ให้ความเคารพถึงที่สุดกับสิ่งที่เขาหามอยู่เลย อย่าลืมว่าประเพณีนี้เกิดขึ้น หล่อหลอมมาด้วยชาวตรังทั้งหมด ไม่ใช่เป็นสิทธิของกรรมการ(โดยปกติกรรมการคือคนที่ชาวบ้านให้ความไว้วางใจ รุ่นแล้วรุ่นเล่า ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป สักกี่ร้อยปีศาลเจ้าก็ยังคงอยู่ ประเพณีถือศีลกินผักก็ยังต้องดำรงอยู่)หรือคนหามจะทำอะไรก็ได้ ถ้าท่านพอมีภาพคณะผู้ฟัดเก่วของศาลหนึ่งวัยรุ่นใส่รองเท้าผ้าใบหลากยี่ห้อ ถูกบ้าง แพงบ้าง ลากแตะบ้าง อีกศาลเจ้าหนึ่งไม่สวมรองเท้าโดยประเพณีที่สืบมาด้วยกริยาท่าทางทะมัดทะแมง  ท่านคิดว่าท่านจะมองศาลใดแล้วบังเกิดมีความปิติ อิ่มเอิบและพึงพอใจ

กรณีการส่งพระนั้น เป็นเพราะจากการเกิดสังเคราะห์ปัญหาโดยพื้นฐานความจริงที่ว่าผู้เขียนมองด้วยความตรงไปตรงมา ไม่ได้เข้าไปอยู่ในฐานะกรรมการของศาลเจ้าแห่งใด ถ้านับอายุด้วยความเก่าแก่ต้องรำลึกถึงศาลเจ้ากิวอ่องเอี่ยและกิวอ๋องไต่เต่ห้วยยอดเป็นหลัก และการกล่าวถึงศาลเจ้ากิวอ๋องห้วยยอดบ่อย ไม่ได้หมายถึงผู้เขียนเป็นชาวห้วยยอดหรือกรรมการศาลเจ้าห้วยยอด แต่มีความตั้งใจกล่าวถึงในแง่กระตุ้นให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้หันกลับมามองพื้นฐานที่เป็นอยู่ สิ่งดีที่มีอยู่ นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชาวตรังทั้งมวล ในเมื่อหมดยุคเทศกาลถือศีลกินเจในอดีต 20 ปีที่ผ่านมา และเข้าสู่รากฐานความเป็นจริงของประเพณีถือศีลกินผักดั้งเดิมแล้ว จึงควรต้องทบทวน ไม่มุ่งหวังเพียงแค่จัดงานเพื่อสนองเศรษฐกิจเฉพาะธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมที่อยู่ในเขตเทศบาลตรังเท่านั้น แต่ให้คำนึงถึงความมีส่วนร่วมของชาวตรังทั้งจังหวัดให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ถามว่าในรอบ 20 ปีที่ผ่านมานับจากประชาสัมพันธ์เทศกาลถือศีลกินเจครั้งแรก มีชาวบ้านในเขตเทศบาลตรังสักกี่มากน้อยที่รับรู้ว่ามีศาลเจ้ากินผักเก่าแก่อยู่แห่งหนึ่งที่ตลาดห้วยยอด ถ้าคำตอบส่วนใหญ่ว่าไม่ทราบ ไม่เคยได้ยิน ไม่เห็นมีใครบอก นั่นแสดงถึงความล้มเหลวในการประชาสัมพันธ์งานนี้อย่างแท้จริง และจากปัญหาที่ผ่านมา ต้องยอมรับความจริงว่า เราไม่มีกิจกรรมทางพระที่คึกคักมากพอจะดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญมาจากแดนไกลได้หลังจากศาลเจ้ากิวอ่องเอี่ยออกเที่ยว 6 ค่ำแล้ว นักท่องเที่ยวทั้งที่มาด้วยตนเองหรือกรุปทัวร์นั้นมุ่งหน้าไปยังภูเก็ตทันที เพราะวันรุ่งขึ้น 7 ค่ำเป็นวันสำคัญขบวนพระออกเที่ยวของศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย อีกวัน 8 ค่ำเป็นของศาลเจ้ากะทู้(ศาลเจ้าเก่าแก่) วันสุดท้าย 9 ค่ำ ช่วงเช้าพระออกเที่ยวของศาลเจ้าหล่อโรง ช่วงค่ำศาลเจ้ากะทู้ลุยไฟ และที่สำคัญทุกคนเฝ้ารอคืนส่งพระอันยิ่งใหญ่ในเมือง ซึ่งมีถึง 3 ขบวน (สับหลีกเวลาห่างกันประมาณครึ่งถึงหนึ่ง ชม) ได้แก่ศาลเจ้าบางเหนียวก่อน ลักษณะเดียวกับศาลเจ้ากิวอ่องเอี่ยคือเป็นปากทางไปสะพานหินอยู่แล้ว แต่ก็ย้อนผ่านเมืองก่อนหนึ่งรอบ ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยถัดมา และศาลเจ้าสามกองสุดท้าย การผ่านเมืองนอกจากมีประโยชน์ในแง่การท่องเที่ยวแล้ว ประชาชนทั่วไปย่อมได้ส่งพระทั่วถึงจริงๆ ถ้าเราสังเกตในปัจจุบันครอบครัวที่กินผักสมมติเป็นครอบครัวใหญ่ 10 คน จะมีคนไปส่งพระที่ศาลเจ้าแค่ 2-3 คน นอกนั้นไม่ได้ไป อาจเนื่องจากต้องดูแลครอบครัว เด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ หรือไปลำบาก ทนความแออัดไม่ได้ กล่าวว่าไม่น่าจะทั่วถึง ยังไม่รวมถึงคนที่ไม่กินผัก อย่าลืมว่าชาวตรังบางคนไม่กินผักก็จริงแต่ก็นับถือกราบไหว้ ตั้งโต๊ะหมู่บูชาในวันพระออกเที่ยวเช่นกัน และโดยรูปแบบก็ไม่ได้ซ้ำกับพระออกเที่ยว ไม่ได้แสดงอภินิหาร ไม่ได้ฟัดเก่ว ไม่ได้ตั้งโต๊ะบูชา เพียงร่วมกันจุดธูปส่งพระหน้าบ้าน ฝากธูปไปกับเด็กๆในขบวน ร่วมกันจุดประทัด การส่งพระลงเรือก็มีดังเดิม ประเพณีก็เหมือนเดิมเพราะปัจจุบันพระออกนอกเมืองประชาชนก็ทำแบบนี้อยู่ แต่เบาบางมาก เพราะไม่มีบ้านเรือน เพียงแต่มีระยะทางเพิ่มขึ้น ผ่านฝูงชน สามารถเรียกศรัทธาคนได้มากขึ้น คนที่ไม่เคยกินผัก เห็นคนส่งพระกันมากมาย ก็มีจิตใจอิ่มเอิบ ปีหน้าก็จะมีความคิดริเริ่มกินผัก การเปลี่ยนแปลงบางอย่างอาจทำให้เกิดบางสิ่งดีขึ้นได้ และเป็นสิ่งที่ช่วยอนุรักษ์ประเพณีได้เป็นอย่างดีโดยระดับผลกระทบในแง่ลบต่อความเปลี่ยนแปลงแทบจะน้อยมาก ไม่กระทบกระเทือนสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันเลย น่าจะเป็นผลกระทบในแง่บวกมากกว่า อย่าลืมว่าแต่เดิมพระออกเที่ยวเราไม่เคยต้องเลี้ยวขวาขึ้นไปมูลนิธิ ศาลเจ้าหมื่นราม อ้อมมาออกหอนาฬิกาเลย ทั้งๆที่มีผลกระทบ ทำให้ต้องเดินมากขึ้น เหนื่อย ขบวนขาดตอน ก็จะมีผู้คนออกนอกแถว นั่งพักเพื่อตัดขบวน และเมื่อธูปหมดเล่มก็เลยไม่เดินต่อ สิ่งนี้คือการเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลกระทบจริง และการหากิจกรรมดั้งเดิมที่ได้ขยายผล เพื่อดึงดูดคนมาร่วมกิจกรรมในเมืองตรังแบบนี้ตรงประเด็น น่าจะดีว่าต้องเสียเงินหลายๆแสน เพื่อเป็นค่ารางวัลในการประกวดธิดาต่างๆ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสาระของงานประเพณีนี้เลย

ด้วยจิตคารวะ /ท่ามกงจื้อซุน

 


 ความคิดเห็นที่ 63

29 ก.ย.2549  เวลา 14:42 น.
โดย.. ท้ามก้วง 210.246.188.62  
ศักดิสิทธ์ตลอดกาล     วันเวลาไม่เคยเปลี่ยน  เต้าโบ้เก้งรวมดาวรวมใจรวมศรัทธาใจมั่นชาวตรังสืนสานพิธีกรรมบรรพชน

 ความคิดเห็นที่ 64

1 ต.ค.2549  เวลา 08:02 น.
โดย.. บ่านเหลง 124.157.181.17  

ขอโพสอีกทีคับพิมพ์ตกเยอะ     

สวัสดีคับคุณบุ่นเต่หลางคับ สำหรับผมขอ แก่ไข ตรงส่วนของ ชื่อพระเจ้าศาล นะคับ ส่ามหู้อ่องเอี๋ย หรือ ซามฮู้อ่องเอี่ย หรือ ซามอ่องฮู้ ขอและอีกที ซามฮู้เฉี่ยนโส่ย กับ ซามต่องอ๋อง หรือ ไต่ส่องซามต่องอ๋องนั้น เป็นเทพเจ้าคนละองค์หรือคนละชุดกันเลยคับ

สำหรับซามอ่องฮู้และซามต่องอ๋องนั้นผมขอเล่าประวัติย่อๆนะคับ 

ในสมัยฮ่องเต่ราชวงคถังพระองค์หนึ่ง ได้อยากลองฤทธิ์ของเตียวฮู้เที่ยนซือ(เตียวเทียนซือ) จึงได้ให้ขุนนางจินซื่อ ทั่งบุ๋นและบู้ 365 คน ไปเล่นดนตรีในถ้ำลับใต้ภูเขา แล้วจึงได้จุดธูปเชิญ เตียวเทียนซือ ว่ามีปีศาจส่งเสียงประหลาดอยู่ใต้ภูเขา ขอให้ไปกำจัด เตียวเทียนซือจึงได้ใช้กระบี่ของท่านฟันไป ทำให้ ขุนนางจินซื่อเหล่านั้น เสียชีวิตหมด (รัศมี แผ่วงกว่างมากคับ จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่) กษัตริย์สำนึกผิดเลยยก ขุนนางเหล่านั้นขึ้นเป็นเทพ โดยมียศแตกต่างกัน และศร้างศาล เพื่อกราบไหว้บูชา บางตำนานนั้นกล่าวว่า หยกอ๋องซ่องเต่ได้แต่งตั่ง ให้ ซามฮู้อ่องเอี่ย ทั่ง 365 องค์ ผู้ตรวจตราแทนฟ้า (ต่ายเที้ยนชุนชิ่ว) และมีตำแหน่งเป็นเทพเจ้าผู้ควบคุมโรคระบาดอุ่นสีน ในโลกมนุษย์ และเป็นเทพที่ประชานกราบไหว้เพื่อขอให้พนจากโรคระบาด และพ้นภัยพิบัติ  และถือว่าเป็นพระประจำตระกูลของชนชาวฮกเกี้ยน อันที่จริงแล้วมีหลายตำนานนะคับ  ผมเลยเอาที่แพร่หลายมาเล่าแล้วกันคับ  

ส่วนไต่ซ่องซามต่องอ๋อง หากแปลเป็นภาษาไทย หมายความว่า สามเจ้าพระยาภักดีแห่งชนชาติซ่อง (ต้าซ่อง) มีแค่ 3 องค์คับ (ซามฮู้อ่องเอี่ยมี 365องค์) องค์แรกชื่อ บุ่นเซ้งฮูจื้อ  องค์รองชื่อ ลกเซ้งฮูจื้อ  องค์สุดท้ายชื่อ เตียวเซ้งฮูจื้อ บุ่นเซ็งฮูจื้อได้ออกไปต่อสู้กับกษัตริย์กุบไลข่าน และได้ถูกกุบไลข่านฆ่าตาย ส่วนอีกสององค์ ลกเซ้งฮูจื้อ และ เตียวเซ้งฮูจื้อ ได้พาฮ่องเต่น้อยองค์สุดท้ายหลบหนีการรุกราน ไปทางทะเล จนถูกบุกล้อม และทั่งสองได้พาฮ่องเต่ กระโดดทะเลพลีชีพเพื่อชาติ

หากผิดพลาดตรงไหนผมขออภัยด้วยคับ


 ความคิดเห็นที่ 65

1 ต.ค.2549  เวลา 10:20 น.
โดย.. สมโภช 125.24.146.130  

ด้วยจิตคารวะ คุณบุนเต้หลาง ผมขอยกมือให้คุณบุนเต้หลาง 1 เสียงในการที่คุณบุณเต้หลางได้บอกในกระทู้
นี้ว่า การประกวดไม่ได้ส่งผลอะไรให้ประเพณีถือศีลกินผัก ในปี2549 นี้เลย เทศบาลนครตรัง
และผู้ว่าราชการ น่าจะจัดงานให้เกี่ยวกับการเผยแพร่ความเป็นประเพณีโบราณของจังหวัดตรัง เอาข้อมูลเกี่ยวกับองค์ศักดิ์สิทธิ์ ที่เกี่ยวกับงานประเพณีออกมาให้ผู้คนอ่านและเข้าใจประเพณีให้ลึกซึ้งถึงแก่นแทนจะดีกว่า
ไม่ใช่เอาเงินมาจัดงานประกวดความสวยงามของธิดา แถมหามาจากทั่วประเทศแล้วต้องบริสุทธิ์จริงๆๆนะ
ถ้าคุณจัดงานแบบนี้ พวกท่านช่วยคิดหน่อยนะครับว่าสมควรหรือปล่าว ความเป็นโบราณของประเพณีจะถูก
ลืมไปเลยก็ได้ พวกท่านคิดให้ดีนะครับ งานประเพณีถือศีลกินผักจังหวัดตรังดังด้วยเรื่องอะไรกันแน่ ฝากช่วย
กันคิดหน่อยนะครับ


 ความคิดเห็นที่ 66

1 ต.ค.2549  เวลา 12:23 น.
โดย.. ภัทร 124.157.174.229  

ขอบคุณสำหรับทุกๆกระทู้ที่โพส มันเป็นความรู้อย่างดีสำหรับเยาวชนชาวตรังที่ควรจะศึกษาและอนุรักษ์เอาไว้

ผมจะเดินทางกลับตรังวันที่15 ตุลาคมนี้ครับอยากเจอพี่ที่ให้ข้อมูลอย่าลืมนะพี่สมโภช


 ความคิดเห็นที่ 67

1 ต.ค.2549  เวลา 14:05 น.
โดย.. น้อง 202.12.74.6  
ขอเพลงที่เป็นบทสวด ที่เปิดตอนกินเจ ที่โรงพระเปิด ท่านผู้ใดมีขอเปิดให้โหลด หรือมีเว็บให้โลหด บอกหน่อยนะคับ

 ความคิดเห็นที่ 68

1 ต.ค.2549  เวลา 22:21 น.
โดย.. บ่านเหลง 222.123.101.94  
http://www.geocities.com/buddhamontra/  รวมบทสวดมนต์นะคับเลือกเอาคับ 

 ความคิดเห็นที่ 69

2 ต.ค.2549  เวลา 02:36 น.
โดย.. บุนเต้หลาง 58.9.80.21  
ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณคุนบ่านเหลงมากๆที่ช่วยชี้แนะ

ปกติส่ามหู้อ๋องเอี๋ยเป็นเพียงตัวแทนของบรรดาอ๋องเอี๋ย 360 ท่าน นอกจากตำนานของคุณบ่านเหลงแล้วขอเสริมตำนานอื่นๆอีกสักเล็กน้อย

ใยยุคสมัยถังไท่จง มีบันฑิต 5 คนเดินทางจากทางใต้ไปสอบที่เมืองหลวง แต่สอบไม่ได้ ต่อมาจึงกลายเป็นวณิพกและเล่นดนตรีอยู่ในเมืองฉางอาน พระเจ้าถังไท้จงทรงทราบเรื่องจึงมีบัญชาให้รับบัณฑิตทั้ง 5 เข้าวัง และเนื่องจากพระองค์ทรงต้องการทดสอบให้แน่พระทัยว่าเตียวหู้เทียนซือ(จางเทียนซือ)ผู้เป็นใหญ่ในศาสนาเต๋ามีปาฏิหาริย์มากน้อยเพียงใด พระองค์จึงมีบัญชาให้บัณฑิตทั้ง 5 คนบรรเลงดนตรีอยู่ในห้องใต้ดิน และด้วยการเข้าใจผิดเตียวหู้เทียนซือจึงฆ่าบัณฑิตทั้ง 5 ตาย ฮ่องเต้ทรงเสียพระทัยมากจึงได้ยกย่องให้ทั้ง 5 เป็นเทพเจ้า กาลต่อมาจากจำนวน 5 ก็เล่าขานกลายเป็นว่า ทั้งหมดมี 360 คน ทั้งหมดเป็นข้าราชการ มีตำแหน่งจิ้นซือทั้งสิ้น กำลังบรรเลงดนตรีอยู่ในห้องใต้ดิน ถูกเตียวหู้เทียนซือฆ่าตายหมดด้วยความเข้าใจผิด ทั้งหมดจึงได้รับการยกย่องเป็นเทพเพื่อกราบไหว้จิ้นซือทั้ง 360 คน แต่บางตำนานบอกว่าทั้ง 360 คนถูกลงโทษโดยไม่มีความผิดอะไรหรือถูกประหารชีวิต หรือตายเพราะเรืออับปาง เช่น ในสมัยราชวงศ์หมิงมีจิ้นซือทั้ง 360 คน แล่นเรือออกไปสู่ทะเลเพื่อช่วยขจัดโรคระบาด เกิดพายุเรือคว่ำตายหมดทั้งลำเรือ เนื่องจากมีความดีความชอบ ฮ่องเต้จึงทรงโปรดให้สร้างศาลไว้เพื่อกราบไหว้และยกย่องให้เป็นอ๋องเอี๋ย นอกจากนี้ยังมีตำนานว่าจิ้นซือเหล่านี้มีความจงรักภักดีต่อฮ่องเต้มาก ยอมฆ่าตัวตายดีกว่าตกเป็นทาสของศัตรู การกระทำเช่นนี้ถือว่าสละชีพเพื่อชาติ บางตำนานก็กล่าวในลักษณะที่ว่าเป็นการสละชีพเพื่อส่วนรวม เช่นเมื่อมีโรคระบาดมีผู้กล้าหาญกระโดดลงไปดูดพิษจากบ่อน้ำในหมู่บ้านนั้นๆ เพื่อเป็นการขจัดโรคระบาด ผู้ตายจากสาเหตุดังที่กล่าวนานัปการ จึงทำให้บุคคลเหล่านี้กลายเป็นเทพแห่งโรคระบาด(อุ่นสิน)ในที่สุด ถึงแม้จะมีเทพกลุ่มนี้รวมทั้งสิ้น 360 คน แต่ปรากฏว่าได้รับการกราบไหว้เพียง 132 แซ่เท่านั้น โดยหน้าที่ทั่วไปเทพระบาดคือช่วยฮ่องเต้ตรวจตราดูแลความทุกข์สุขของประชาชน ช่วยขจัดโรคร้ายต่างๆ และช่วยพระยกอ๋องส่งเต่(เง็กเซียนฮ่องเต้)ดูแลความทุกข์สุขของมวลมนุษย์ เทพระบาดเป็นผู้ที่มีอิทธิฤทธิ์มากดังนั้นจึงมักลงท้ายด้วยอ๋องเอี๋ย เมื่อต้องการเน้นให้รู้ว่ามีอิทธิฤทธิ์มากจึงเป็นเชียนโส่ยเอี๋ย หรือเชียนโส่ยอ๋องเอี๋ย นอกนั้นก็มีผู้เรียก อุ่นอ๋อง อ๋องกองไต่หยิน ไต่อ๋อง เป็นต้น เนื่องจากเป็นกลุ่มเทพที่รับใช้เบื้องบน ตรวจตราทุกข์สุขอาณาประชาราษฎร์จึงเรียกว่า ต่ายเที้ยนซุนซิ่ว หรือไต่จ่องซุน

ในสมัยก่อนในมณฑลฮกเกี้ยนจะมีพิธีกราบไหว้ 3 ปี หรือ 12 ปีครั้ง ในโอกาสนี้เมื่อทำพิธีเรียบร้อยจะมีการนำไม้ไปสลักเป็นรูปกิมซิ้นของพระองค์ต่างๆ พร้อมทั้งเขียนชื่อแซ่ทั้งหมด พร้อมของกินของใช้ใส่ในเรือให้เต็มลำ แล้วนำเรือไปเผาทิ้ง(อิ๋วเที้ยนหอ) เพราะเชื่อว่าโรคระบาดนั้นจะไม่ระบาดที่อื่นๆ บางแห่งนิยมนำเรือลอยไปในทะเลให้ลอยตามน้ำ (อิ๋วเต่หอ) ซึ่งเป็นการส่งโรคระบาดให้ไปไกลๆจากที่อยู่อาศัย เชื่อว่าหากทำพิธีแล้วจะทำให้บ้านเมืองสงบสุขร่มเย็น ในปัจจุบันโรคระบาดมักไม่ปรากฏโดยทั่วไปแล้ว ดังนั้นผู้คนจึงหันมานับถือและบนบานศาลกล่าวในเรื่องทั่วๆไปมากกว่า

ปกติทั่วไปการตั้งศาลมักจะไม่ได้ตั้งตามชื่อแซ่ทุกท่าน มักจะตั้ง 3 ท่านบ้าง 5 ท่านบ้าง สูงสุด 12 ท่าน ถ้าตั้ง 3 ท่านคนมักจะเรียก ส่ามหู้อ๋องเอี๋ย แซ่ของพระที่เป็นประธานอาจไม่ซ้ำกันแล้วแต่ความนิยมและความเชื่อมั่นศรัทธา ที่นิยมมาก คือ หลีหู้(หลี่ต้าเลี่ยง) ตี่หู้(ฉือเมิ่งเปียว) หงอหู้(อู่เสี้ยวควาน)  แต่ผู้คนมักศรัทธาแซ่ตี่มากที่สุด ตี่หู้อ๋องเอี๋ยจึงเปรียบเสมือนตัวแทนของแซ่ทั้งหมด และถ้าตั้ง 5 ท่าน คนมักจะเรียก หงอหู้อ๋องเอี๋ย หรือหงอหู้เชียนโส่ย ซึ่งเพิ่มจู้หู้(จูซูหรง) และห่วมหู้(ฟั้นเฉิงเย่)เข้าไป

หันกลับมายังศาลเจ้าทินเล่เตาโบ้เก้ง(ศาลเจ้าเชิงทะเล) เมื่อปี 2444 นายจู้ป่ายตั๊กได้นำกิมซิ้น 3 องค์มาจากเมืองจีน ซึ่งเป็นกิมซิ้นของพระแซ่จู้หู้ เฮงหู้ และหลุยหู้ ต่อมาเมื่อสร้างศาลเจ้าและได้เชิญมาเป็นประธาน ปัจจุบันในศาลเจ้ามีเฉพาะกิมซิ้นของพระเฮงหู้อ่องเอี๋ยและหลุยหู้อ่องเอี๋ย ส่วนจู้หู้อ่องเอี๋ย กลับไปอยู่ตามบ้านตามความประสงค์ของพระเอง แต่ก็ยังเรียกส่ามหู้อ๋องเอี๋ยว่าเป็นเจ้าศาล

ส่วนไต่ซองส่ามต่องอ๋องนั้นประกอบด้วยผู้กล้าในอดีตคือ บุ๋นเทียนเสียง(บุ๋นเส่งฮูจื้อ) ลกซิ่วฮู(ลกเส่งฮูจื้อ) และเตียวไซเก็ก(เตียวเส่งฮูจื้อ)  เป็นอดีตขุนนางสมัยต้าซ่ง(ราชวงศ์ซ้อง) ซึ่งคนละยุคสมัยแต่โดยนิยมผู้ทำคุณงามความดีต่อแผ่นดินก็ได้รับคำยกย่องเป็นอ๋องเอี๋ยเช่นเดียวกันทั้งๆที่ไม่เกี่ยวกับโรคระบาด จึงมีคนเรียกส่ามหู้อ๋องเอี๋ยเช่นกัน แต่ถ้าจำเพาะไปว่าไต่ซองส่ามต่องอ๋อง ก็จะชัดเจนว่าหมายถึงผู้กล้าที่จงรักภักดีต่อราชวงศ์ซ้อง ซึ่งก็คือประธานศาลเจ้ากินผักบางเหนียวนั่นเอง ดังจะเห็นป้ายประจำศาลไต่ซองส่ามต่องอ๋องเบ่วเหนือประตูทางเข้าอย่าสง่างาม

ฉะนั้นเจ้าศาลเจ้าทินเล่เตาโบ้เก้ง(ศาลเจ้าเชิงทะเล) เจ้าศาลจึงไม่ใช่ไต่ซองส่ามต่องอ๋องด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น และขอขอบคุณคุณบ่านเหลงอีกครั้ง ที่ช่วยกันแก้ไขและให้ข้อมูล ยังไงถ้าจะกรุณาช่วยให้ความรู้เรื่องตำนานพระ เทพ เซียนต่างๆก็จะเป็นการดี เพราะผมรู้แค่น้อยนิดเท่านั้น ถ้าร่วมกับคุณซุ้ยเอ็กให้ข้อมูลก็จะเป็นประโยชน์มาก เพราะส่วนใหญ่ผมมักจะพูดถึงในเรื่องกว้างๆของประเพณีกินผักเมืองตรังเสียมากกว่า

                                                        ด้วยความนับถือ/บุนเต้หลาง


 ความคิดเห็นที่ 70

2 ต.ค.2549  เวลา 04:46 น.
โดย.. บ่านเหลง 222.123.101.94  

ขอบพระคุณมากคับคุณบุนเต้หลาง

สำหรับตัวผม ก็มีความชื่นชมและยกย่องท่านเป็นผู้มีความรู้ในทางด้านประเพณี และประวัติของตำนานพระ เทพ เซียนต่างๆก็จะเป็นการดี สำหรับตัวผมแล้วได้ยอมรับนับถือท่านโดยไม่มีข้อตะขิดตะข่วงใจ  ตัวผมนั้นยังมีความรู้ด่อยนักคงจะต้องสั่งสมประสบการณ์ จากท่านผู้รู้ อย่างท่านและท่านอื่นๆอีกมาก  จริงๆผมแล้วผมไม่ใช้ ชาวตรังคับแต่มีความสนใจและชื่นชม พิธีการกินผักที่เป็นวัฒนธรรมของชนชาวฮกเกี้ยนแท้ ซึ้งต่างจากถิ่นอื่นที่เป็นแบบ ฉ่ายตึ่งกังไส ซึ้งไม่ใช่ประเพณีการกินผักของชาวฮกเกี้ยนแท้ซักเท่าไหร่ เสียดายที่ปีนี้ผมไม่มีเวลาว่าง เลยไม่ได้ไปกินผักที่ตรังซักครั่ง หากยังไงปีหน้าฟ้าใหม่ ผมจะไปกินผักที่จ.ตังแน่นอนคับ  
                                                           ด้วยความเคารพ/บ่านเหลง


 ความคิดเห็นที่ 71

2 ต.ค.2549  เวลา 15:47 น.
โดย.. กวางเต๋อ 61.90.184.202  

สวัสดีครับทุกท่านที่มีจิตสำนึกในความเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของการถือศีลกินผัก

ต้องขอแสดงความยินดีต่อเหล่าบรรพชนที่ได้บุกเบิกการถือศีลกินผัก โดยเฉพาะในรูปแบบของทางภาคใต้ซึ่งเข้าใจว่าในปัจจุบันได้เริ่มจางคลายไปบ้างแล้วตามสมควร ผมเป็นอีกหนึ่งคนที่มีความต้องการที่จะอนุรักษ์ประเพณีดั้งเดิมของการกินเจเอาไว้ แต่เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับการจัดงานกินเจแบบดั้งเดิมของฮกเกี้ยนนั้นหาแหล่งข้อมูลได้ยากมาก ประกอบกับผู้มีความรู้ต่างๆ ต่างก็เก็บไว้โดยไม่เผยแพร่ ส่งผลให้การกินเจในปัจจุบันไปมุ่งเน้นทางด้านการทรงเจ้าและทรมานร่างกายมากกว่า ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยวมากไปหน่อย จนละเว้นหรือไม่ตระหนักถึงพิธีกรรมที่แท้จริง จากการที่ผมเคยหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะการ search ด้วยภาษาจีน พบว่าในกล่มประเทศจีนต่างก็ให้ความสนใจการกินเจของประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต แต่ประเด็นกลับไปอยู่ที่การมาเพื่อชมการทรมานร่างกายของร่างทรงมากกว่า จากจุดนี้จะเห็นได้ว่าปัจจุบันไม่ว่าที่ไหนที่จัดงานกินเจก็จะพยายามส่งเสริมให้การทรงพระต้องทรมานร่างกายให้มากและด้วยอุปกรณ์ที่แปลก ยิ่งดูน่ากลัวยิ่งดี และจากการที่เคยคลุกคลีกับวงการทรงพระประกอบกับครั้งหนึ่งผมได้เคยพูดคุยกับผู้รู้ในวงการถึงเรื่องการทรงพระก็ได้รับทราบว่า การทรงพระในปัจจุบันนี้เริ่มเข้าสู่ยุคของการถดถอยไปบ้างแล้ว นั้นคือ การทรงพระแบบคนทรงพระ คือ ทรงไม่เต็ม และการทรมานร่างกายก็เป็นไปเพื่อการโชว์มากกว่าวัตถุประสงค์ดั้งเดิมของการทรมานกายของพระทรง

ส่วนเรื่องของพิธีกรรมดั้งเดิมที่เคยปฏิบัติกันมาก็เริ่มมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย ทั้งๆ ที่ผมมองว่า การปรับเปลี่ยนดังกล่าวหากมองในด้านของการอนุรักษ์นิยมถือว่าไม่เหมาะ แต่อย่างไรได้เนื่องจากพิธีกรรมต่างๆ ถูกจัดให้อยู่ในฐานะของความลับไม่สามารถเปิดเผยได้ ส่งผลให้บางคนที่รู้แค่ครึ่งๆ กลางๆ ก็นำไปจัดไปทำงานกินเจกันจนเพี้ยน คือ รู้แค่นิดหน่อยก็สามารถเชิญองค์กิวอ๋องไต่เต่และจัดงานกินเจได้แล้ว ประเด็นนี้ถือว่าไม่สมควรอย่างที่สุด

ท้ายที่สุดต้องขอชื่นชมท่านทั้งหลายที่เข้ามาโพสต์ในเว็บไซต์นี้ เพราะท่านเป็นเสมือนผู้เชื่อมโยงวัฒนธรรมดั้งเดิมของการกินผักให้เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้สามารถผสมผสานกลมกลืนกันได้และสามารถยังประโยชน์ให้กับผู้ใฝ่รู้ในวงกว้าง

อนุโมทนาสำหรับท่านที่ประสงค์จะเผยแพร่ข้อมูลการถือศีลกินผักของชาวใต้ให้คงอยู่และรับรู้โดยทั่วกัน

"หนึ่งมื้อกินเจ  หมื่นชีวิตรอดตาย  บุญกุศลไร้ขอบเขต" ขอให้ช่วยกันอนุรักษ์และรักษาประเพณีที่ดีงามให้คงอยู่สืบไป

 


 ความคิดเห็นที่ 72

2 ต.ค.2549  เวลา 16:19 น.
โดย.. เท็กเหล็ง 61.90.184.202  

เรียนถามท่านผู้รู้

ในงานถือศีลกินเจจะมีพิธีการป่ายชิดแช (บวงสรวงดวงดาว) ซึ่งจัดขึ้นในวัน 7 ค่ำ เดือน 9 อยากทราบว่าองค์ชิดแชที่เป็นประธานในการถวายบวงสรวงนั้น ประกอบด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระองค์ใดบ้าง และมีขั้นตอนการประกอบพิธีกรรมนี้อย่างไร

謝謝


 ความคิดเห็นที่ 73

2 ต.ค.2549  เวลา 16:31 น.
โดย.. เท็กเหล็ง 61.90.184.202  

เรียนถามท่านผู้รู้

1. ผมใคร่จะทราบชื่อขององค์พระ 九皇大帝 ที่เป็นภาษาจีนครับ จากข้อความข้างต้นในเรื่องของการแบ่งภาคในนามของแชกุน (星君) นั้น หากเป็นในนามของ 九皇大帝 ชื่อของพระองค์ทั้ง 9 น่าจะลงด้วย 大帝 ใช่หรือไม่ และท่านมีชื่อว่าอะไรบ้าง

2. ในการอัญเชิญองค์ 九皇大帝 มักจะเชิญ 南斗星君 และ 北斗星君 ด้วย ต้องการทราบว่าเทพทั้ง 2 องค์มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างไรกับงานกินเจ โดยเฉพาะงานกินเจ 九皇大帝

3. ราชเลขา หรือ 靈官大帝 ใช่ชื่อนี้หรือไม่

ขอบคุณครับ


 ความคิดเห็นที่ 74

3 ต.ค.2549  เวลา 05:22 น.
โดย.. บ่านเหลง 222.123.97.145  

1. รายนามขององค์กิ้วอ๋องไต่เต่

กิ้วอ๋องต่ายเต่ - พระราชาธิราชเก้าพระองค์
กิ้ว-อ๋วง - พระราชาธิราชเก้าองค์
ไต่ - โต,ใหญ่,ใหญ่หลวง,มหันต์,มหาภูติ (คือดิน,น้ำ,ลม,ไฟ)
ตี่ - จักรพรรดิ,พระราชาธิราช,พระเจ้า,เทพ,เทพเจ้า,เทพยดา,เทวดา


พระองค์ที่หนึ่ง  Fu his (Foo Shei) ชื่อ ฮอกฮีสี,(ฟูซิ) เป็นคนสำคัญทางวัฒนธรรมคนแรก เมื่อก่อน 5,000ปีมาแล้ว ทรงสั่งสอนให้ราษฎรทำแห ทำอวน จับปลา ช้อนกุ้ง สอนให้ราษฎรสืบเสาะหาสัตว์มาเลี้ยง จับสัตว์มาฝึกใช้งานและพืชพรรณทั้งหลาย ทรงสั่งสอนให้ราษฎรบวงสรวงเทพารักษ์ เทวดา ไหว้บิดามารดา พี่น้องที่ถึงแก่กรรม สอนให้ราษฎรสู่ขอแต่งงาน สมัยของพระองค์เริ่มใช้อักษรจีน สอนให้รู้จักหนังสือ ทำข้อสัญญา เลิกใช้ขมวดเชือกเป็นปมที่ทำเครื่องหมาย ประดิษฐ์เครื่องดนตรี ทำขิมพระองค์รู้ในตำรา ฤกษ์บน ฤกษ์ล่าง ด้วยฟ้าและดิน มีข้าวเปลือก มีม้ามังกร (เล่งเบ้)ทำตำราโหราศาสตร์และโป้ยกั่ว


พระองค์ที่สอง Shen Nung (Shun Noong) หรือยันตี่ Yen Ti พระเจ้าเอี้ยมเต้สินล่งฮองเต้ (เสินหนุง) รู้ในอดีตและอนาคต ฤกษ์บน…..ฤกษ์ล่าง ชาวจีนถือเป็นพระเจ้าของการกสิกรรม เป็นผู้ประดิษฐ์คันไถ และสอนให้ชาวบ้านทำไร่ไถนาพระองค์เป็นห่วงราษฎร ให้จัดหาสัตว์และพืชมาเพาะเลี้ยง ทดลองปลูกทำเป็นพืชพรรณต่อไป เช่น ผลหญ้านั้นมีห้าอย่าง ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวสาลี ถั่ว งา ทรงแนะนำให้มาต้มให้สุกเสียก่อน คิดหายามารักษาโรค ทรงแนะนำให้กินน้ำที่ไหล คิดทำเรือสำเภาใช้ใบใช้สำหรับไปมาและค้าขายปราบขบถที่มารุกรานตามหัวเมืองของพระองค์


พระองค์ที่สาม Huang Ti (Hwang De) ชื่อว่า ฮืนฮ่วงฮวงตี้,เป็นพระเจ้าอึ้งตี่ฮองเต้ เป็นกษัตริย์ที่สำคัญในการรบคนแรกประมาณ 5,000 ปีมาแล้วปราบปรามพวกขบถ เป็นนักประดิษฐ์เข็มทิศ รถศึกสามารถแล่นถูกทิศทางท่ามกลางหมอกหน้าทึบ คิดทำปฏิทินตำราละยิด ต่อข้างขึ้นข้างแรม จัดปีและนักษัตรเสียใหม่ ทำมาตรา ทะนานตวงสิ่งของ ทำขลุ่ย ระฆัง เสี้อสีต่างๆ หกสี สีเหลืองเป็นที่หนึ่ง สร้างวัง ทำเกวียน และให้ขุดหาแร่ต่างๆ คิดยารักษาโรคต่อ ให้หมอมาร่ำเรียนทำเป็นตำราขึ้นจัดทำเขตแดน ชื่อบ้านและตำบล ทรงปลูกฝ้ายเลี้ยงไหมทอผ้า มเหสีของอึ้งตี่ก็มีชื่อเสียงในการผลิตผ้าไหม การยุติธรรม ทรงถือศีลกินเจ แล้วก็ขึ้นสวรรค์ไปกับมังกรเป็นเซียนต่อไป

พระองค์ที่สี่ ชื่อว่า เซียวเฮา,ซาวเฮา,พระเจ้ากิ้มเต็กอ๋องฮองเต้ ทรงรับสั่งให้ขุนนางปักเสื้อ หมวก ที่สวมใส่เป็นรูปหงส์ ตามยศ ปราบปรามข้าศึกสงครามที่ยกมาตีบ้านเมืองของพระองค์ตามหัวเมืองต่างๆ

พระองค์ที่ห้า ชื่อกอเอียงสี, จวงซี, พระเจ้าจ่วนยกตี่ฮองเต้,พระโอรสทั้งเก้าพระองค์ยกกองทัพไปปราบปรามขบถตามหัวเมืองต่างๆ ทรงเปลี่ยนแปลงฤดูกาลปีหนึ่งให้สี่ฤดู ต่อมายกสมบัติให้เตียวคี้เป็นกษัตริย์ต่อไป

พระองค์ที่หก ชื่อ เตียวคี้,ตี้ขู้,พระเจ้าตี่คอกฮองเต้ ทรงตรวจดูกฎหมายแผ่นดิน พระองค์ทรงทำตำราปฎิทินใหม่เพื่อการเกษตร ไร่นา ปลูกต้นไม้ตามฤดูกาล ให้ขุนนางไปทำการขุดแร่มาใช้ประโยชน์แก่แผ่นดิน และให้เก็บตัวอย่างหินสีต่างๆ แล้วให้เอาไปหลอม มีพระโอรสชื่อ เงี้ยวอ๋อง ได้เป็นกษัตริย์ต่อไป


พระองค์ที่เจ็ด Yao (You) ชื่อ เงี้ยวอ๋อง ,เอี๋ยวตี้ ,พระเจ้าเงี้ยวเต้ ฮองเต้ เป็นกษัตริย์ตัวอย่างๆ แท้จริงองค์แรก ชาวจีนอยากเห็นอีก ทรงปล่อยนักโทษตั้งโรงเลี้ยงคนแก่พิการที่ไม่มีญาติ ให้หมอหลวงรักษา ตั้งโรงเรียนสอนหนังสือขุนนางปราบปีศาจไฟเก้าดวง คิดทำปฏิทินใหม่ให้ละเอียดกว่าเก่าที่เคยทำมาแล้วถึงสามครั้งและปัจจุบันคงจะใกล้เคียงมากที่สุด ขุนนางไปกำจัดสัตว์ร้าย รับสั่งให้ขุนนางไปทำการขุดคลองจากแม่น้ำฮวงโหไหลบ่าล้นฝั่งท่วมไร่นาของราษฏร พระองค์ทรงเสด็จไปเยี่ยมราษฎร ทรงสั่งสอนราษฏร ต่อมาจึงยกราชสมบัติให้แก่ ไต้ซุ่น เป็นกษัตริย์องค์ต่อไป

พระองค์ที่แปด Shun (Shwin) ชื่อ ชวิน, ไต้ซุ่น, ซุ่นตี้ พระเจ้าซุ่นเต้ฮ่องเต้ เป็นวิศวกรที่สามารถ จึงเป็นที่น่าชื่นชมของมหาชน กตัญญูต่อบิดามารดาทำนารับสั่งให้อู๋ (พระองค์ที่เก้า) ไปทำการปราบปรามหัวเมืองต่างๆที่เข้ามาทำความเดือดร้อนแก่ราษฏรรับสั่งให้อู๋ไปทำการขุดคลองสำเร็จ ปราบสัตว์ร้าย ต่อมาอู๋ได้เป็นกษัตริย์ต่อไป

พระองค์ที่เก้า Yu (U) ชื่อ อู๋ เซียหยี,พระเจ้าอู๋เต้ฮองเต้ เมื่อประมาณ 4,100 ปีมาแล้ว เป็นผู้เริ่มสร้างราชวงศ์จีนขึ้น เรียกกันว่า ราชวงศ์เฉียอะ ครั้งนั้นสมัยกรุงจีนเรียกว่าแผ่นดินแฮจัด เมืองจิวเป็นเมืองใหญ่ เอาทองคำมาหล่อเป็นกระถางธูปเก้าใบให้ชื่อว่ากิ่วเตี้ย สำหรับเมืองตั้งจิวเก้าเมือง บรรดาหัวเมืองทั้งยี่สิบสี่หัวเมืองเข้าเฝ้า รับสั่งให้ทำสัญญาณขึ้นไว้ห้าอย่าง ระฆัง กลอง ตัด เตียว อีกอย่างเข่ง ในเมืองไทยยังไม่มี ปล่อยนักโทษ ห้ามขุนนางทำสุรา พระองค์เป็นกษัตริย์ตัวอย่างที่แท้จริง เป็นวิศวกรที่เรื่องลือสามารถเจาะภูเขาสร้างที่เก็บน้ำ และจัดระบบให้ระบายน้ำได้อย่างดี เล่าเอี๊ยะเป็นขุนนางพระเจ้าอู๋เต้ฮองเต้จะยกราชสมบัติให้เล่าเอี๊ยะๆ ไม่ยอมรับ ฯลฯ ต่อมาพระราชโอรสพระเจ้าอู๋เต้ฮ่องเต้ครองราชสมบัติแทน ต่อมามีการแย่งชิงสมบัติพระราชบัลลังก์กันมาเรื่อยๆ จนถึงราชวงศ์เซียว และราชวงศ์จิวสมัยห้องสินพระเจ้าติ่วอ๋องกับพระเจ้าบู้อ๋องจึงปรากฏลี้เจ้ง กิ้มเฉี้ย โล่เฉี้ย หลุ่ยจิ้นจู้ บกเฉี้ย เอี้ยวเจี้ยน เทวดาส่งมาให้เกิดเพื่อมาช่วยปราบปรามทำศึกกับกษัตริย์ที่ไม่อยู่ในยุติธรรม ไม่อยู่ในธรรมเนียมกษัตริย์


 ความคิดเห็นที่ 75

3 ต.ค.2549  เวลา 10:21 น.
โดย.. เท็กเหล็ง 61.90.184.202  

เรียน ท่านผู้มีความรู้

ตามที่คุณบุนเต้หลางและคุณบ่านเหลง ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับฮู้อ๋องเอี๋ย ใคร่ขอทราบข้อมูลเพิ่มเติม ดังนี้นะครับ

五府王爺

大王李府王爺

二王池府王爺

三王吳府王爺

四王朱府王爺

五王范府王爺

1. วันฉลองรำลึก (แซยิด) ของโหง่วฮู้อ๋องเอี๋ยแต่ละพระองค์ (วัน/เดือนจีนทางจันทรคติ)

2. มีวันสถาปนาฮู้อ๋องเอี๋ยหรือไม่ หากมีกำหนดขึ้นในวันเดือนใด (จันทรคติจีน)

3. มีคนเคยกล่าวว่าโดยทั่วไปไม่นิยมตั้งกิมสิ้นเตียวเทียนซือ กับฮู้ฮ๋องเอี๋ย เนื่องจากตามตำนานกล่าวไว้ว่าเตียวเทียนซือได้ประหารฮู้อ๋องเอี๋ย ในเรื่องนี้ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร

4. ในฐานะที่เป็นอีกคนที่ไหว้กิมสิ้นเตียวเทียนซือ ผมต้องการทราบประวัติโดยสังเขปของเทียนซือ เพื่อประดับความรู้ เนื่องจากองค์เทียนซือเป็นเทพเจ้าในกลุ่มเซียนเทียน 先天 และองค์เทียนซือมีความเกี่ยวพันกับการเขียนฮู้หรือไม่อย่างไร

5. องค์ปากั้วจู่ซือ (八挂祖師) มีประวัติความเป็นมาอย่างไร และมีความเกี่ยวเนื่องกับองค์เตียวเทียนซือหรือไม่อย่างไร

6. ฮวบจู่กง (法主公) มีประวัติความเป็นมาอย่างไร และท่านมีความโดดเด่นในด้านใด

ฝากไว้เพื่อขอความกรุณาด้วยนะครับ ขอบคุณ

 


 ความคิดเห็นที่ 76

3 ต.ค.2549  เวลา 13:36 น.
โดย.. บ่านเหลง 222.123.44.12  

1. สำหรับพระซามอ่องฮู้จะมี 3แซ่ใหญ่ 5แซ่เล็ก  ดังที่ ท่านบุนเต่หลางกล่าวไว้แล้ว

สำหรับ พระในตระกูล ซามอ่องฮู้นั้นผมพอทราบวันแซยิดแค่องค์เดียวคับ ก็คือ ตี่ฮู้อ่องเอี่ย ในวัน ลักโง้ย  จับโป้ย  (เดือน 6  18ค่ำ)

แซ่ยิน ส่ามฮูอ่องเอี่ย   จับโง้ย จับหงอ  (เดือน 10   10ค่ำ)

สำหรับตี่ฮู้อ่องเอี่ย นั้นมีผู้ขนาดนามไว้ต่างๆ กันคือ 

1 พระหมอ

2 เล่าเอี่ยกง

3 โต๊ะก้อง (ชาว มลายู 3 จังหวัด และคนพื่นที่เรียก)

4 เจ้าพ่อเมืองบาดาล (มีประวัติว่า ลอย มาติดอวนชาวประมงมลายู นับสิบๆครั่ง จนทำให้ชาวมลายูคนนั้นต้องยอมเชิญมาวางไว้ริมฝั่ง ประวัติยาวกว่านี้ผมจะเล่าอีกทีคับ)

5 ตี่ฮู้อ่องเอี่ย (ชื่อที่คนทั่วไปรู้จัก)

6. พระหมอสายบุรี (ชาวนราธิวาสเรียก)

***ชื่อที่ 2 - 4 จะเป็นชื่อที่คนชาว สายบุรี  ปัตตานีเรียกกันคับ

**** ในกรณีชื่อในข้อสีอาจ รวมไปถึงการที่ผมต้องอ้างอิง ถึง บทความ 

 

[ในสมัยก่อนในมณฑลฮกเกี้ยนจะมีพิธีกราบไหว้ 3 ปี หรือ 12 ปีครั้ง ในโอกาสนี้เมื่อทำพิธีเรียบร้อยจะมีการนำไม้ไปสลักเป็นรูปกิมซิ้นของพระองค์ต่างๆ พร้อมทั้งเขียนชื่อแซ่ทั้งหมด พร้อมของกินของใช้ใส่ในเรือให้เต็มลำ แล้วนำเรือไปเผาทิ้ง(อิ๋วเที้ยนหอ) เพราะเชื่อว่าโรคระบาดนั้นจะไม่ระบาดที่อื่นๆ บางแห่งนิยมนำเรือลอยไปในทะเลให้ลอยตามน้ำ (อิ๋วเต่หอ) ซึ่งเป็นการส่งโรคระบาดให้ไปไกลๆจากที่อยู่อาศัย เชื่อว่าหากทำพิธีแล้วจะทำให้บ้านเมืองสงบสุขร่มเย็น ในปัจจุบันโรคระบาดมักไม่ปรากฏโดยทั่วไปแล้ว ดังนั้นผู้คนจึงหันมานับถือและบนบานศาลกล่าวในเรื่องทั่วๆไปมากกว่า (บุนเต่หลาง 2 ต.ค.2549 )]

ตี่ฮู้อ่องเอี่ย มีความสามารถในวิชาการแพทย์ จึงทำให้คนเคารพนับถือกันมาก ใน ทางภูเก็ต   และใน อ.สายบุรี ในสมัยที่มีการปงครองโดยระบบ เชื้อพระวงค์ราชสกุลสายบุรี ในสมัยนั้นได้เกิดโรคห่าลง  เจ้าเมืองสายบุรี(นับถืออิสลามในสมัยนั้น) ได้ทำการบนบานศานกล่าวให้โรค ห่าหาย ไปและได้แก้บนด้วย จี้ทองคำและบ่ายต่างๆ พร้อมด้วยของไหว้ โดยตี่ฮุ้อ่องเอี่ยสายบุรีจะมีสมบัติของทานหลายอย่างด้วยคือ หมวกทองคำ  ป้ายสรรเสริญ เงินและทองแดง  (แผ่นขนาดบัตรเติมเงิน) อย่างละชุด 1ชุด  สังวาลหยก  จี้ รูป ดาวและเสียววงเดือน ทองและเงิน  อย่างละ 1ชุด

ตอบ 3 ตรงนี้นะคับเหมือนพระจะไม่คอยจะแน่ใจเท่าไหร่แต่ จะแยกตั๋วกันนะคับ  เวลาทรงจะไม่รวมขบวนกัน บางทีอาจไปคนละทาง 

ตอบ 4 ประวัติของเตียวเทียนซือ ขอเล่าย่อๆ คำว่า เทียนซือนั้น มีความหมายว่า คุรุเทพ หรือเป็นตำแหน่งของพระสังฆราชเจ้า ในฝ่ายเต๋า  คุรุเทพ นั้นต้องใช้แซ่เตียว(จาง)หรือเปลี่ยนมาใช้แซ่เตียวเท่านั้น  ตั่งแต่อดีต - ปัจจุบันนี้ มีเตียวเทียนซือมาแล้วถึง 64 องค์   ส่วนองค์ที่นับถืออย่างแพร่หลายนั้นก็คือองค์ที่ 1  มีชีวิตอยู่ในสมัยฮั่น บวชเรียนในศาลนาเต๋าตั่งแต่ยังเยาวัย สนใจในวิชาอาคมเล่นแร่แปลธาตุ และได้ตั้งตัวขึ้นเป็นปรมาจารย์เต๋า นิกายเจี่ยอิด ฉายาว่า เยอิดก่าวจู้ ทรงพาหนะพยัคฆ์ เป็นกระบี่ สำเร็จมรรคผลทั้ง คู่สามีภรรยา และเป็นที่นับถือของเต๋าฝ่ายใต้ของจีน

ตอบ 5 ไม่ทราบคับ

ตอบ 6 ฮวดจู้กง ผมไม่แน่ใจ อาจจะหมายถึง ทิฮู้หง่วนโส่ย แปลเป็นไทยว่า แม่ทัพแห่งตระกูลเหล็ก(ทิ) บางคนจะเรียกท่านอ๋องหัวเหล็ก  เพราะเวลาลงทรง หัวจะไถไปกับพืน และฉุดตั๋วกับหัว(ศรีษะ) มีความเด่นในทางดานวิชาไศยศาสตร์ (ไม่ค่อยแน่ใจ)

*** ผมยังมีความรู้น้อยขอมูลที่ผมให้บางครั่งอาจจะผิดพลั้งไปบาง ตัวผมขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยและขอขอบคุณ คุณบุนเต่หลางและขออภัย ในกรณีที่ผมเอาข้อความในกระทู้ของท่านในบางส่วนมาอ้างอิง

                                     ด้วยความเคารพ/บ่านเหลง


 ความคิดเห็นที่ 77

3 ต.ค.2549  เวลา 13:58 น.
โดย.. บ่านเหลง 222.123.44.12  

ช่วยชี้แนะด้วยคับ

หลี่ต้าเลี่ยง , ฉือเมิ่งเปียว , อู่เสี้ยวควาน , จูซูหรง , ฟั้นเฉิงเย่ 

อ่านสำเนีงฮกเกี้ยนว่ายังไงคับช่วย บอกทีคับ


 ความคิดเห็นที่ 78

3 ต.ค.2549  เวลา 15:52 น.
โดย.. เท็กเหล็ง 61.90.184.202  

玉皇上帝

 ความคิดเห็นที่ 79

3 ต.ค.2549  เวลา 16:02 น.
โดย.. เท็กเหล็ง 61.90.184.202  

มีภาพกิมสิ้นมาให้ชมครับ

ฮวบจู่กง  法主公


 ความคิดเห็นที่ 80

3 ต.ค.2549  เวลา 16:06 น.
โดย.. บ่านเหลง 222.123.44.12  

เวิร์คเลยคับรูปแบบนี้แหละที่ผมอย่ากเห็นมานานเพราะกิมซิ้นในไทยไม่สวยเท่านี้

ขอสงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำข้อมูลในกระทู้นี้ไปเผยแพร่ต่อ ยกเว้นได้รับการอนุญาตจากเจ้าของข้อมูลแล้วเท่านั้น !!!


< หน้าก่อน   1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 71 72 73 74 75 76 77 78 79 80 81 82 83 84 85 86 87 88 89 90 91 92 93 94 95 96 97 98 99 100 101 102 103 104 105 106 107 108 109 110 111 112 113 114 115 116 117 118 119 120 121 122 123 124 125 126 127 128 129 130 131 132 133    หน้าถัดไป >


    2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน