ขอสงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำข้อมูลในกระทู้นี้ไปเผยแพร่ต่อ ยกเว้นได้รับการอนุญาตจากเจ้าของข้อมูลแล้วเท่านั้น !!!

บทความ ประเพณีถือศีลกินผัก


< หน้าก่อน   1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 71 72 73 74 75 76 77 78 79 80 81 82 83 84 85 86 87 88 89 90 91 92 93 94 95 96 97 98 99 100 101 102 103 104 105 106 107 108 109 110 111 112 113 114 115 116 117 118 119 120 121 122 123 124 125 126 127 128 129 130 131 132 133    หน้าถัดไป >


กระทู้นี้เดิมเป็นกระทู้ประเพณีถือศีลกินผัก แต่เนื่องจากว่ามีการโพสข้อมูลที่มีเนื้อหาสาระเข้ามาเยอะมากๆ
เลยขอปรับกระทู้นี้ให้เป็นกระทู้ บทความที่เกี่ยวเนื่องกับประเพณีถือศีล กินผัก โดยเฉพาะ
ซึ่งทุกท่านสามารถส่งเข้ามายังกะทู้นี้ได้ ไม่เฉพาะต้องเขียนโดยผู้เขียนเท่านั้น มีเนื้อหาครอบคลุม
- ประเพณีถือศีลกินผักทั่วไป
- ประเพณีถือศีลกินผักที่เกี่ยวเนื่องกับเมืองตรัง
- ประวัติศาลเจ้าและพระที่นับถือ
- ประกาศงานบุญ

ในกะทู้นี้ต่อไปหากมีข้อมูลมากพอก็จะรวบรวมจัดแบ่งให้ชัดเจนยิ่งขึ้น กะทู้นี้ผู้เขียนขอให้คงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์จึงต้องระมัดระวังในการกล่าวคำอย่างยิ่ง ให้สัญลักษณ์เป็น ดอกเหมย เป็นปฐมบทของการปรับปรุงกะทู้ดั้งเดิม

โดย.. บุนเต้หลาง 124.157.209.249   


 

 ความคิดเห็นที่ 41

19 ก.ย.2549  เวลา 08:48 น.
โดย.. dackwatt 58.9.78.59  

 

กราบขอบพระคุณคุณบุนเต้หลางและคุณซุ้ยเอ็กเป็นอย่างยิ่ง  ที่ช่วยเสริมข้อมูลอันมีคุณค่าทำให้กระทู้นี้แลดูน่าอ่าน 

ผมได้รวบรวมข้อเขียนทั้งสองท่านไว้(เท่าที่เก็บได้ในกระทู้นี้)  และได้เรียบเรียงวรรคตอน (ตามหลักการจัดพิมพ์)ให้อ่านได้ง่ายและสวยงาม  เก็บไว้เป็นไฟล์ pdf  จำต้องขออนุญาตทั้งสองท่าน  ขอสำเนาบทความและข้อเขียนนี้เอาไว้  อาจจะนำไปรวบรวมกับข้อเขียนคุณสมบัติ(คนตรังดั้งเดิม  ปัจจุบันพักอยู่ในกรุงเทพฯ)ซึ่งเคยพิมพ์เป็นเล่มถวายศาลเจ้ากิ๋วอ๋องฯเมื่อหลายปีก่อน  ชื่อหนังสือ "กินผัก กินเจ" เพื่อแจกจ่ายสำหรับผู้ที่ถือศิลกินผักที่ศาลเจ้าในปีนั้น

ส่วนภาพประกอบ,  ผมต้องขออนุญาตคุณตั้ม(บรรณาธิการบอร์ด) ขอสำเนาเก็บไว้บางส่วน  เพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อหาครับ

หวังว่าพี่น้อง เพื่อนๆและลูกหลานชาวตรัง(ที่ได้อ่านกระทู้นี้)  ควรให้ความสำคัญกับประเพณีกินผักมากกว่านี้  อย่าเอาแต่ดูมันส์ดูสนุกน่าตื่นเต้น  ซึ่งเป็นเพียงกระพี้  ไม่ใช่แก่น  และควรช่วยกันอนุรักษ์พิธีกรรมพิธีการต่างๆ  ให้คงรูปแบบและเนื้อหาที่สอดคล้องกัน   ด้วยการช่วยกันเผยแผ่ข้อมูลเหล่านี้  ออกไปสู่วงกว้างให้มากที่สุด  ไม่ว่าจะด้วยการสื่อสารวิธีใดๆก็ตาม  หากทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือ  ไม่ช้านานก็จะเกิดเป็นกลุ่มก้อนที่พลังพลักดันสิ่งไม่เหมาะไม่ควรให้หลุดออกไปจากแก่นแท้ของประเพณีกินผักจังหตรังได้ในที่สุด

 


 ความคิดเห็นที่ 42

19 ก.ย.2549  เวลา 09:14 น.
โดย.. ta 203.188.61.247  

ภาพประกอบ เอาไฟล์เต็มๆที่ผม ก็ได้นะครับ  ผมไม่คิดค่าใช้จ่ายครับผม  รึว่าจะรอของปีนี้ก็ได้ ปีที่แล้วผมถ่ายไม่ค่อยดีอะครับ


 ความคิดเห็นที่ 43

19 ก.ย.2549  เวลา 09:15 น.
โดย.. ta 203.188.61.247  
ข้อมูล ในกระทู้นี้ เดี๋ยว บก ตั้ม จะเอาขึ้นหน้าแรก ให้นะครับ  มีความรู้มากๆ

 ความคิดเห็นที่ 44

19 ก.ย.2549  เวลา 10:21 น.
โดย.. เด็กตรังเรียนภูเก็ต 202.12.74.8  
http://trangvegetarian.trangcity.go.th/index.php     นี่เป็นเว็บของเทศบาลครับ ผมเปิดไปเจอมาคับ เลยเอามาบอก สงสัยพึ่งเริ่มทำ ให้พี่ๆช่วยให้ความรู้ด้วยนะคับ

 ความคิดเห็นที่ 45

19 ก.ย.2549  เวลา 15:23 น.
โดย.. ซุ้ยเอ็ก 210.246.188.62  

ได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับประเพณีการกินผักเมืองตรังแล้วต้องขอขอบคุณทุกๆกระทู้ที่ได้โฟสไว้วันนี้มีประวัติการกินเจโบราณมาเล่าให้ฟังอีกนะครับเกิดขึ้นในสมัยเหม็งปลายราชวงศ์ซ้องก่อนซ้องหมดอำนาจอันนี้มีข้อสังเกตได้จากโรงพระกิวอ๋องเกือบทุกโรง จะมีคำว่า ยิด(กลางวัน) ตัวหนึ่ง และคำว่าโฮ่ย (กลางคืน) ภาษาแต้จิ๋ว อ่านว่า ง้วย แปลว่าพระจันทร์ เขียนไว้ที่เสาของโรงพระ ทำกันเป็นประเพณีเรื่อยมา เมื่อนำเอาคำสองคำนี้มารวมกันอ่านว่าเหม็ง  ก็บอกให้รู้ว่าประเพณีการกินเจเกิดขึ้นในสมัยใด แต่บางศาลเจ้าก็แยกเขียนคนละด้านกันเพื่อเป็นปริศนา ประวัติศาสตร์จีน พบว่า ปลายราชวงศ์ซ้อง-ราชวงศ์หงวน และราชวงศ์หมิง ประมาณ พ.ศ.1800-2000 รายละเอียดต้องดูในหนังสือ พงศาวดารจีน ห้องสิน ฉบับคุรุสภา  การกินเจนี้ มี3ศานาอยู่รวมกันคือพุทธ เต๋าและพราหม์  เต้าบู้เก๋ง  เกิดจากกษัตริย์แซ่อั้ง 2องค์ แต่เค้าตัดตัวหนังสือเสียกลายเป็นเต้าเต้าบู้ ก็เท่ากับแม่ของพระเจ้าแผ่นดินผู้มีแซ่อั้ง จีนเดิมนับถือบรรพบุรุษก่อนก็กลายเป็นปุ่นเถาก๋ง ต่อมาอิทธิพลของพราหมณ์เข้ามาก็เกิด จินหยินบ้างจอซือบ้างมากมายสรุปว่าเต้าบู้เก้งนี้เป็นที่รวมลัทธิ คำสอน และศาสนาต่างๆในส่วนที่ดีไว้บทสรุปการกินเจในเมืองตรังเรานั้นเท่าที่ได้รับฟังมาเคยมีผู้มาสัมภาษณ์เขียนไว้ในประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดตรัง 2528 ใครมีพรรคพวกทำงานที่ทำงานสำนักงานจังหวัด ก็ลองไปค้นข้อมูลดูนะครับ  ถ้าได้แล้วอย่าลืมเอามาให้อ่านบ้าง การกินเจจะเริ่มวันขี้น1คำถึง9ของปฏิทินจีนในเดือน9จีน(นำเอี้ยง) วัตถุประสงค์ก็เพื่อบูชาดาวนพเคราะห์ ของสุริยะจักรวาล ซึ่งมองเห็น9ดวงแต่จักรราศีมี 12ราศีเรียกว่า จับยี่แซซิ่ว มีมานานแล้วก็บูชาวัน เดือน ปี นั่นแหละครับส่วนการกินเจเมืองตรังนั้นมีมาไม่น่าจะตำกว่า120ปีแล้วโดยมีผู้ก่อตั้งด้วยกันหลายคน มีชาวจีนฮกเกี้ยนในตลาดทับเที่ยง และจีนที่ท่าจีนเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง มีลิ่มก๊กสุ้ยซึ่งเปรียบเสมือนเก้งจู้ มีก๋งห่ามโส้(ฮวดซู) ก๋งบี๋ (พราหมณ์หรือส่ายก๋งฮวดซู) คำว่าฮวดซูแปลว่าคนเชิญพระ ป้อตั้งไล่ และคนจีนหลายคนรวมตัวครั้งแรกเริ่มกินที่ท่าจีน แล้วย้ายมากินที่ต้นตอ เพราะใกล้ตลาดทับเที่ยงมากกว่าเรกเริ่มก็ใช้โรงชั่วคราวปลูก โรงมุงจากและแชงเอาทำกันง่ายๆใครมีผักมีมะพร้าวก็เอาไปทำกับข้าวกินกันเองแล้วก็มีเรี่ยไรกันบ้างตามกำลังที่กันตังเพราะที่กันตังเป็นท่าเรือคนฮกเกี้ยนอยู่กันมาก ทำกันไปสักพักเกิดปัญหาคณะกรรมการไม่ลงรอยกันก๋งบี๋แยกตัวกลับไปกินที่ท่าจีนเหมือนเดิมพวกที่กินที่ต้นตอก็กินกันต่อไปก๋งบี๋ไปกินี่ท่าจีนได้ไม่กี่ปีก็ย้ายมากินที่หน้าวัดควนบริเวณใก้ลบ้านนายชวน  พอก๋งบี๋ตายแล้วคณะกรรมการเขาก็ประชุมถามพระว่าจะทำอย่างไร พระก็บอกว่าจะไปอยู่ห้วยยอด ส่วนโรงพระกิวอ๋องต้นตอก็มีการปรับปรุงเรื่อยมาโดยซินแซต่องเฮ็กและซินแซเซี้ยมหลายจนมาเป็นโรงพระถาวรกันหลังสงครามโลกครั้งที่2 ราวๆปี2490หรือหลังจากนั้นเล็กน้อยส่วนพิธีกรรมการกินเจในเมืองตรังผมค่อยนำมาลงให้อ่านต่อไปนะครับบางทีประวัติอาจจะไม่เหมือนของคุณบุนเต้หลางแต่ลองอ่านเพื่อช่วยรักษาประเพณีบ้านเราได้บ้างไม่มากก็น้อย

 

 

 

 

 

 

 

 


 ความคิดเห็นที่ 46

19 ก.ย.2549  เวลา 15:54 น.
โดย.. dackwatt 58.9.78.59  

 

ขอบพระคุณคุณบุนเต้หลางและคุณซุ้ยเอ็กที่กรุณาถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับประเพณีกินผักที่มีสาระและควรแก่การศึกษา  และต้องขอบพระคุณคุณตั้มและคุณต๊ะที่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ (ดูจากเวปไซต์แล้ว,  ต้องเรียนว่าผู้เกี่ยวข้องมีความตั้งใจมุ่งมั่นอย่างจริงจัง  และใช้ความเพียรไม่น้อยเลย  พูดได้ว่าใจต้องเต็มร้อยเลยทีเดียว  ควรแก่การยกย่องชมเชยและให้กำลังใจ  หรือแม้แต่กำลังทรัพย์เมื่อถึงเวลาจำเป็น)

สำหรับคุณต๊ะ  หากจะกรุณา  ติดต่อผมทางอีเมล์(ขอหมายเลขโทรศัพท์เพื่อสะดวกในการประสานงานและติดต่อ)ที่ dackwatt@hotamil.com จะเป็นพระคุณยิ่ง

อย่างไรก็ตาม,  ผมคิดว่าการรวบรวมข้อมูลข้างต้นเพื่อจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มแจกจ่าย  คงไม่สามารถทำได้ทันเทศกาลกินผักปีนี้  เพราะเรื่องราวกึ่งประวัติศาสตร์และอิงกับประเพณี  จำเป็นต้องรอบคอบในทุกด้าน  จำเป็นต้องสอบทานกับท่านผู้รู้ในหลากหลายสาขา  เพื่อให้เนื้อหาสาระมีความถูกต้องแม่นยำ  ให้มีส่วนที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนน้อยที่สุดเท่าที่จะสามารถควบคุมได้  โดยเฉพาะการระบุสถานที่,  ภาษาจีนที่เป็นภาษาท้องถิ่น, พระนามของเทพฯ, ชื่อบุคคลและอื่นๆที่เป็นสารัตถะของเนื้อหา ฯลฯ รวมถึงการบริหารจัดการที่จำเป็นต้องขอรับความช่วยเหลือจากพรรคพวกเพื่อนพ้องในด้านทุนทรัพย์  เพื่อการจัดพิมพ์ที่สมบูรณ์

ซึ่งกระบวนการทั้งหมด  ต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก  หากคิดจะทำกันแล้ว  ผมเห็นว่า  ไม่ต้องไปบังคับเงือนเวลามาเป็นตัวกำหนด  ควรให้เป็นตามความสะดวกและความสมบูรณ์ของข้อมูลทั้งหมด  น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม,  ต้องขอรบกวนคุณบุนเต้หลางและคุณซุ้ยเอ็ก  หากมีข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนใด  หากจะกรุณาส่งข้อมูลข้างต้นมาที่อีเมล์ของผมได้ก็จะเป็นพระคุณยิ่ง (เมื่อเรียบเรียงเฉพาะตอนเสร็จแล้ว  ผมจะนำมาอัพเดตให้ในเว็บบอร์ดนี้)  เพราะจะทำให้ผมทำงานได้ง่ายขึ้น  ด้วยการเรียบเรียงเนื้อหาให้สอดคล้องกันไปตามวาระ  และตรวจทานอักษรในเบื้องต้น  จะได้วางกรอบของรูปแบบให้ชัดเจน  ไม่วกไปวนมาหรือกระโดดข้ามแต่ละเหตุการณ์มากเกินไป 

ในขณะเดียวกัน  คุณต๊ะก็จะทำงาน(ถ่ายภาพ)ได้สะดวก  เพราะมีเนื้อหาเป็นไกด์ไลน์อยู่แล้ว  สามารถจะตัดต่อภาพเรื่องให้ลงตัวได้ง่ายและถูกต้องสอดคล้องกันทั้งภาพประกอบเรื่องและเนื้อหา

ต้องขอขอบพระคุณทุกๆท่านอีกครั้ง  การนี้เสมือนเป็นการรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่นในลักษณะการชุมนุมปราชญ์ชาวบ้านผ่านเว็บบอร์ด  ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีมากๆ  ผมได้ส่งลิงค์เว็บนี้ให้คุณสมบัติแล้ว(เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีภูมิรู้เรื่องราวของประเพณีกินผักบ้านเราได้ดีคนหนึ่ง  เคยพิมพ์หนังสือชื่อ กินผัก กินเจ  แจกจ่ายในงานกินผักของกิ๋วอ๋องเมื่อหลายปีก่อน) คงจะได้มีโอกาสร่วมมือกันอย่างจริงจังต่อไป

ขอบพระคุณครับ

 

 


 ความคิดเห็นที่ 47

19 ก.ย.2549  เวลา 21:38 น.
โดย.. dackwatt 58.9.78.59  

 

ผมได้ส่งข้อความให้คุณสมบัติทางอีเมล์พร้อมลิงค์เวปไซต์นี้ไปด้วย  คุณสมบัติแสดงความคิดเห็นบางส่วนมาในอีเมล์  ผมขอถ่ายทอดสั้นๆไว้ตรงนี้นะครับ  ต่อไปหวังว่าคุณสมบัติคงจะเข้าแจมในบอร์ดนี้บ้าง
---------------------------------------------------------------------------------------------------

ขอบคุณมากครับสำหรับบทความที่ส่งมา  ไม่ทราบคุณรู้จักเจ้าของบทความไหมครับ  บันทึกได้ละเอียดและสมบูรณ์ดี  ข้อเสนอแนะดี  ความตั้งใจสูงและดีที่จะช่วยกันฟื้นฟูและยุติในแบบแผน 

ขอให้ความเห็นกรณีข้อเสนอที่จะให้มีประกาศกำหนดวันออกโปรดสาธุชน  ปิดแสดงตามเส้นทางที่จะมีขบวนผ่าน  คิดว่า(คิดเอาเอง) ปัจจุบันทางศาลเจ้ามีข้อจำกัดมาก  ด้วยผู้รู้อักษรจีนมีฝีมือเขียนภู่กันนับตัวได้  งานเขียนในพิธีกรรมมีมากจนสางไม่ทันกำหนดใน  9  วัน  เข้าใจว่าจึงตัดพิธีกรรมนี้ไปโดยปริยาย  จะอนุรักษ์ต้องสร้างคนซึ่งมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย 

ส่วนการมีส่วนร่วมในประเพณีทิ้งกระจาด  เข้าใจว่าหายไปนานร่วมยี่สิบปีถึงสามสิบปีแล้ว  เห็นด้วยหากมีการรื้อฟื้น  เหตุที่หาย(เข้าใจเอง)น่าจะเป็นเพราะ  เป็นภาระที่จะต้องตามเก็บคืน  กับในการเก็บคืนมีผู้ต้องการมีส่วนร่วมสละน้อย  ไม่คุ้มกับการอนุรักษ์  ทางศาลเจ้าจึงเลิกไป  ขอแค่นี้ครับ  //สมบัติ

 


 ความคิดเห็นที่ 48

19 ก.ย.2549  เวลา 22:19 น.
โดย.. ta 125.25.4.219  

ผมคงต้องกินเจ ด้วย เลยดีกว่า   คงกินที่โรงพระกิ้วอ๋อง  รบกวนช่วยแนะนำ หน่อยครับ ผมไม่รู้จะต้องทำยังงัยบ้าง  แต่เวลาถ่ายรูป ผมจะถ่ายทั้งสองแห่งครับ ทางโรงพระ ช่วยแนะนำด้วยครับ ปีที่แล้ว ตอนส่งพระ ผมยก กล้องขึ้นถ่าย องค์กิ้วอ๋อง กล้องผมเสีย เลยครับ ปีนี้เลยจะกินเจด้วยเลยดีกว่าครับ  รูป ภาพที่ผมถ่าย ผมจะยกให้ โรงพระไป เลยครับ  แต่รบกวนขอข้อมูล ด้วยนะครับ ว่าอะไรควร หรือไม่ควร  ผมไม่ทราบจริงๆครับผม

 


 ความคิดเห็นที่ 49

19 ก.ย.2549  เวลา 23:46 น.
โดย.. บุนเต้หลาง 58.9.79.208  

ขอเพิ่มข้อมูลในแง่ประวัติร่วมระหว่างศาลเจ้ากิวอ่องเอี่ยและกำเนิดประเพณีถือศีลกินผักเมืองตรังในแง่รายละเอียดห้วงวันเวลา และสถานที่ที่เกี่ยวข้อง โดยประวัติส่วนนี้เป็นประวัติของประเพณีถือศีลกินผักที่เป็นตามแบบแผนปัจจุบัน แต่ในส่วนก่อนหน้านั้นสมัยตั้งเมื่องที่กันตังถ้าหากมีผู้รู้ที่สามรถบอกหาข้อมูลได้เช่น จากสมาคมฮกเกี้ยนกันตัง ก็จะเติมเต็มประวัติกำเนิดประเพณีถือศีลกินผักเมืองตรังที่ครบถ้วน

เมื่อราวประมาณ 150 ปีที่ผ่านมา ได้มีชาวจีนฮกเกี้ยนที่อพยพมาโดยทางเรือมายังฝั่งทะเลอันดามัน เข้าทางปากน้ำกันตัง มาตามลำน้ำตรัง ผ่านตำบลต่างๆของอำเภอกันตังเข้าอำเภอเมืองตรัง และได้พากันอพยพขึ้นฝั่งที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง โดยลงหลักปักถิ่นทำมาหากินเป็นชุมชนย่อยๆที่ในหมู่บ้านแห่งนั้น ด้วยเหตุที่ผู้อพยพส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ต่อมาชุมชนแห่งนี้จึงถูกเรียกว่าบ้านท่าจีน ในอดีตบ้านท่าจีนทางราชการเคยยกฐานะเป็นตำบล เรียกว่าตำบลท่าจีน ปัจจุบันตำบลท่าจีนได้เลือนหายไปจากความทรงจำของคนรุ่นใหม่ ทั้งนี้เพราะทางราชการได้ยุบตำบลท่าจีนไปรวมกับตำบลบางรัก แล้วใช้ชื่อว่าตำบลบางรักมาจนทุกวันนี้ การที่แม่น้ำตรังไหลผ่านตำบลท่าจีนทำให้ชาวบ้านเรียกแม่น้ำตรังว่าคลองท่าจีน

จากหมู่บ้านท่าจีนเดินทางเข้ามายังเมืองตรังมีทางคมนาคมเข้าออกได้ 2 ทาง ทางหนึ่งเป็นทางน้ำซึ่งปัจจุบันผู้คนเลิกใช้สัญจรไปนานแล้ว ส่วนอีกทางหนึ่งเป็นถนน มีระยะทางจากหมู่บ้านท่าจีนถึงตัวเมืองตรังประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งทางสายนี้เดิมเรียกว่าถนนท่าจีน แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น ถนนท่ากลาง และหมู่บ้านท่าจีนฝั่งแม่น้ำตรังที่ตั้งตัวเมืองตรัง ส่วนหนึ่งอยู่ในเขตเทศบาลตรัง ส่วนฝั่งตรงข้ามยังคงรวมอยู่กับตำบลบางรัก

หลังจากชาวจีนฮกเกี้ยนได้อพยพมาตั้งหลักปักฐานทำมาหากินที่หมู่บ้านท่าจีน หมู่บ้านนี้มีวัดตั้งอยู่ทางฝั่งเข้าเมืองตรังเรียกว่าวัดปอนด์ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นวัดประสิทธิชัย(วัดท่าจีน)  และบริเวณส่วนหนึ่งของวัดปอนด์เมื่อ 120 ปีที่แล้ว ก็ได้มีชาวจีนฮกเกี้ยนกลุ่มดังกล่าวได้ร่วมกันตกลงจัดงานถือศีลกินผักขึ้นโดยให้ ลิ้มก๊กจุ้ย ไปอัญเชิญกระถางธูปของเทพเจ้า 9 พระองค์มาจากเมืองจีนและได้เริ่มจัดงานประเพณีถือศีลกินผักเป็นแบบแผนและถูกต้องตามประเพณี

ในการจัดงานประเพณีกินผักครั้งแรกนั้น ทางชมรมได้ปลูกสร้างโรงพิธีขึ้นเป็นโรงเรือนขนาดเล็ก หลังคามุงด้วยหญ้าคา ฝาทำด้วยใบต้นจาก “โดยกำหนดเอาวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ เดือน 9 ทางจันทรคติจีนเป็นประเพณี เพราะเชื่อว่าวันดังกล่าวเป็นวันเทพเจ้าประจำดาวนพเคราะห์หรือพระกิวอ๋องไต่เต่ลงมาตรวจโลกมนุษย์ จากนั้นเมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ทางจันทรคติจีน จะมีการจัดงานถือศีลกินผักและได้กระทำติดต่อกันมาทุกปี ประชาชนผู้เข้าร่วมก็เพิ่มขึ้นทุกปี จนทางชมรมผู้ถือศีลกินผักต่างเล็งเห็นว่าสถานที่ถือศีลกินผักที่ปฏิบัติอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควร ที่ต้องพึ่งพาอาศัยที่บริเวณส่วนหนึ่งของวัดปอนด์ จึงสมควรที่ต้องจัดหาที่ให้เป็นของชมรมเองสักแห่งหนึ่ง ซึ่งต่อมาประมาณ พ.ศ.2432 ทางชมรมได้จัดซื้อที่ดินจำนวนหนึ่งแหล่ง มีเนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 4 ตารางวา และได้ทำเป็นตราจองตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2478 ในนามของกระทรวงมหาดไทย ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ดังปรากฏตามตราจองเลขที่ 20 เล่ม 1 หน้า 20 อันเป็นที่ตั้งของศาลเจ้ากิวอ่องเอี่ยในปัจจุบัน

หลังจากทางชมรมผู้ถือศีลกินผักได้ซื้อที่ดินของตนเอง ก็ได้สร้างศาลเจ้าขนาดเล็กขึ้นมา แล้วย้ายอุปกรณ์ต่างๆจากโรงเรือนที่วัดปอนด์มาอยู่ที่ศาลเจ้าแห่งใหม่ ศาลเจ้าที่สร้างขึ้นนั้นสร้างด้วยไม้ ซึ่งกะกันว่าสร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2447 โดยดูจากหลักฐานอ้างอิงที่ปรากฏ โดยการเปรียบเทียบจากแผ่นป้ายนำขบวน ซึ่งแผ่นป้ายนำขบวนสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2457 โดยสร้างขึ้นหลังศาลเจ้าประมาณ 7-8 ปี

การสร้างศาลเจ้าที่ชาวตรังเรียกว่าเก้งนั้น ตามกฎเสนาบดีว่าด้วยที่กุศลชนิดศาลเจ้า กฎข้อบังคับตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2475 ว่าด้วยการใช้กฎและอธิบายคำศาลเจ้า หมายความว่าสถานที่ก่อสร้างขึ้นเป็นทรวดทรงสำหรับประดิษฐานรูปเคารพ และกระทำพิธีกรรมตามลัทธิของคนบางจำพวก เช่น ชนจีน เป็นต้น และให้ความหมายรวมถึงสถานที่ที่สร้างขึ้นประกอบกับศาลเจ้า เช่นโรงสำหรับพิธีกินผัก เป็นต้น

ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2495 ทางกรรมการศาลเจ้าขณะนั้น ซึ่งประกอบด้วย นายนิยม ข่ายม่านมีหน้าที่ตรวจตราสอดส่อง และบุคคลอื่นๆอีกประมาณ 36 คนได้ร่วมกันปรึกษาตกลงกันให้สร้างศาลเจ้าใหม่แทนหลังเก่า ทั้งนี้เพราะประชาชนผู้เข้าร่วมถือศีลกินผักทวีเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ศาลเจ้าที่สร้างครั้งแรกดูคับแคบไป และตัวศาลเจ้าในขณะนั้นซึ่งทำด้วยไม้ก็มีอันผุกกร่อน

เมื่อปี พ.ศ. 2463 เมื่อทางราชการได้ประกาศใช้กฎหมาย กฎเสนาบดีว่าด้วยที่กุศลสถานชนิดศาลเจ้า พ.ศ. 2463 และทางราชการได้แจ้งให้ศาลเจ้าต่างๆยื่นคำร้องขอให้ทางชมรมผู้ถือศีลกินผักจัดตั้งให้มีคณะบุคคลที่เข้าดำเนินงานของศาลเจ้า จดทะเบียนเป็นผู้ตรวจตราสอดส่องหรือผู้จัดการปกครองศาลเจ้า เพื่อให้ถูกกฎหมายดังกล่าว เมื่อนับจากอดีตช่วงแรกที่ยังไม่มีผู้ตรวจตราสอดส่องจนรุ่นต่อมาจึงได้จัดตั้งผู้ตรวจตราสอดส่องซึ่งเป็นบรรพบุรุษตระกูลข่ายม่าน(แซ่อ๋อง) คนที่หนึ่ง อ๋องเอี่ยวหลาย พ.ศ. 2462 -2476 คนที่สอง นายนิยม ข่ายม่าน พ.ศ. 2476 -2514 คนที่สาม นายขำ ข่ายม่าน พ.ศ. 2514 -ถึงปัจจุบัน 

ประเพณีถือศีลกินผักเป็นประเพณีที่ชาวตรังเชื้อสายจีนที่ปฏิบัติมา เนื่องชาวตรังเชื้อสายจีนมองเห็นแล้วว่าเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ จึงทำให้ชาวตรังเชื้อสายจีนที่ประกอบสัมมาชีพในพื้นที่ต่างๆของจังหวัดตรัง เมื่อถึงงานประเพณีถือศีลกินผักจะมาเขาร่วมมากขึ้นทุกปี ทำให้ศาลเจ้าเต็มและพลุกพล่านไปด้วยผู้คน ประเพณีถือศีลกินผักนับเป็นวิถีแห่งบุญที่พี่น้องชาวตรังเชื้อสายจีนยึดถือและอนุรักษ์เป็นประเพณีที่ดีงามติดต่อกันมากกว่าร้อยปี

 


 ความคิดเห็นที่ 50

20 ก.ย.2549  เวลา 09:05 น.
โดย.. dackwatt 58.9.84.134  

 

คุณต๊ะครับ, 

ไม่จำเป็นถึงขนาดต้องกินเจด้วยก็ได้ (เว้นแต่คุณมีศรัทธาและต้องการถือศิลกินผัก)  พรรคพวกที่โรงพระคงให้รายละเอียดคุณได้ว่าต้องประพฤติปฏิบัติตนอย่างไรในช่วงถือศิลกินผัก

ก่อนหน้าสักวันสองวัน,  อาจเป็นวันที่ 28 เดือน 8 จีน (เริ่มกินผักวันที่ 1 เดือน 9 จีน)  คุณควรนำเครื่องเซ่นไหว้เฉพาะพลไม้(มากน้อยตามศรัทธา  ไปสักการะองค์จิ่ว หวัง ต้า ตี้  (กิ่วอ๋องไต่เต่)ที่ศาลเจ้าของท่าน (ที่ตรังก็ตรงข้ามวัดตันตยาภิรมย์นั่นแหละ)  แล้วคุณก็อธิษฐานขอต่อเบื้องพระพักตร์ของท่าน  

การอธิษฐานลักษณะนี้ก็เหมือนการถวายรายงานทั่วไป  เป็นการกราบบังคมทูลฯ  เริ่มต้นด้วยการทูลชื่อแซ่ของคุณ,  ชื่ออะไร  นามสกุลอะไร,  เกิดวันเวลาเดือนปีอะไร,  ปัจจุบันพักอาศัยอยู่ ณ บ้านเลขที่เท่าไร,  มีอาชีพหน้าที่การงานอะไร  ต่อจากนั้นก็ทูลขอเทวานุญาต  จะกระทำอะไร

คุณก็ทูลรายละเอียดออกไป  เช่นว่า จะขอบันทึกภาพและเสียงในพิธีกรรมการกินผักครั้งนี้  เพื่อนำไปเผยแผ่ผ่านสื่อต่างๆ  เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติคุณของพระองค์ท่าน  ให้กว้างไกลไปในหมู่ลูกหลานทั้งปวง  ได้ชื่นชมในเทพฤทธิ์เทพญาณบารมีของพระองค์ท่าน  ขอให้สิ่งที่กระทำ  ดำเนินไปด้วยความสะดวก  ปราศจากอุปสรรคใดๆทั้งสิ้น  หากมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นการมิบังควร  จะด้วยเจตนาก็ดี  ไม่เจตนาก็ดี  รู้ก็ดี  ไม่รู้ก็ดี  ขอทรงโปรดเมตตางดเว้นโทษานุโทษนั้นๆแก่ลูกหลานด้วย ฯลฯ 

โดยกว้างๆ(ถ้าทูลเป็นภาษาจีนไม่ได้)ก็ให้ทูลฯไปตามนั้น

 

คุณบุนเต้หลางครับ

ไม่ทราบผมจะติดต่อคุณได้อย่างไร?  รบกวนด้วยครับ

  


 ความคิดเห็นที่ 51

21 ก.ย.2549  เวลา 19:18 น.
โดย.. บุนเต้หลาง 58.9.80.149  

เรียนน้องภัทรและ บก.ตั้ม ผมขออนุญาตลงข้อความเล็กน้อยที่เกี่ยวข้องกับความเห็นบางประการสำหรับการจัดงานประเพณีถือศีลกินผักเมืองตรัง ผ่านไปยังส่วนราชการ องค์กรเอกชนและกรรมการศาลเจ้าที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบางข้อความอาจมีผู้โต้แย้ง ไม่เห็นด้วย ซึ่งอาจยึดติดกับรูปแบบ บุคคล เวลาและสถานที่ ก็โปรดให้อภัย แต่ถ้ามองถึงความตั้งใจของผู้เขียนที่มองประโยชน์ส่วนรวมของ จ.ตรังเป็นหลัก ก็คงจะเข้าใจ โดยสามารถแสดงความเห็นแย้งหรือสนับสนุนเพิ่มเติมความเห็นได้ ให้ถือว่าเพื่อร่วมกันจรรโลงสืบทอดประเพณีถือศีลกินผักให้ยืนนานไปยังลูกหลานต่อไป

ความเห็นบางประการสำหรับประเพณีถือศีลกินผักเมืองตรัง

(สำหรับผู้มีส่วนร่วมในการจัดงานที่ปรารถนาสืบทอดประเพณีถือศีลกินผักให้ยืนนาน)

1.กำหนดเป็นวาระของปีที่ทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องร่วมมือและมีส่วนร่วม

-บุคคลที่มีส่วนร่วมต้องมีความตั้งใจจริงและจริงใจ ปรารถนาที่จะสืบทอดประเพณีถือศีลกินผักให้ยืนนาน ไม่นำธุรกิจ ผลกำไรมาเป็นเงื่อนไขหลักในความคิดที่จะสืบทอดประเพณีนี้หรือไม่

-กำหนดเป็นภาพรวมของจังหวัด มิใช่งานเฉพาะในเขตเทศบาลตรัง เพราะประเพณีถือศีลกินผักยังจัดที่อำเภออื่นเช่นเดียวกัน นอกจากในเขตเทศบาลตรัง โดยเฉพาะประเพณีพระออกเที่ยวได้จัดขึ้นหลายวันในต่างอำเภอ สามารถประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวสามารถไปดูได้หลายๆแห่ง หลายรูปแบบ โดยมีความงดงามคนละแบบ

-ภาครัฐเทศบาลที่เกี่ยวข้อง เช่นเทศบาลตรัง เทศบาลห้วยยอด เทศบาลกันตัง ย่านตาขาว ทุ่งยาว อบจ.ในฐานะที่ประสานดูแลหน่วยงานท้องถิ่นทีเกี่ยวข้องทั้งจังหวัด โดยเฉพาะเทศบาลตรัง เทศบาลห้วยยอด ที่มีศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์สำคัญตั้งอยู่ จัดเตรียมเมือง ติดธงทิวคำอวยพร ให้มีสีสัน ต้อนรับผู้แสวงบุญจากแดนไกล (หลีกเลี่ยงการใช้ธงที่มีนามพระกิวอ๋องไต่เต่ แต่ใช้คำกิวอ๋องเส่งหุย ที่ใช้ในปัจจุบันนี้ได้เพราะบอกเพียงว่าเป็นงานบุญของพระกิวอ๋อง ชาวตรังถือว่านามพระเป็นสิ่งที่ต้องให้ความเคารพ ต้องป้องกันเพราะอาจมีคนคว้ามาเล่นหรือปัดสายประทัดได้) การประชาสัมพันธ์นั้นจะต้องไม่คาดหวังพึ่งพิง ททท.มากไป เพราะหน่วยงานนี้มีเป้าหมายอื่นเป็นหลักจะที่สนับสนุน ซึ่งเป็น Word event อยู่แล้ว และงานบุญประเพณีถือศีลกินผักของเมืองตรังนี้เก่าแก่และยังบริสุทธิ์มากแห่งหนึ่ง ย่อมมีคุณค่าในตัวเอง ผู้ใดที่ได้มาร่วมครั้งหนึ่งแล้วเมื่อเกิดความศรัทธาประทับใจ ปีต่อๆไปก็จะมาเองโดยขาดไม่ได้และชักชวนญาติสนิท มิตรสหายมาร่วมด้วย

-ภาคประชาชน เช่น

หอการค้า สิ่งที่ทำไว้เดิม เช่น ชุดการแสดงมังกรทอง ตั้งโต๊ะหมู่บูชา ควรทำต่อไป และจะต้องกระจายงานส่วนอื่นๆให้องค์กรอื่นเข้ามาร่วมมากขึ้น ให้นึกว่าเป็นงานบุญที่ร่วมกันทำปีละครั้งมากกว่าผลกำไรและขาดทุน

ห้างร้าน ธนาคาร โดยขอความร่วมแรงร่วมใจในการตั้งโต๊ะหมู่บูชา การจุดประทัดและร่วมงานกับศาลเจ้าทุกศาลอย่างเต็มที่ โดยหลีกเลี่ยงการโฆษณาบนผืนผ้า เสื้อยืดหรือธงพระ อันจะทำให้สกปรกและหมอง มองเป็นการค้ามากไป

ศาลเจ้า มูลนิธิ ต่างนำพระที่นับถือของศาลเจ้าเข้าร่วมประเพณีกินผักโดยพร้อมเพรียงกัน ขอให้ส่งเสริมประเพณีเฉพาะพระจีนเท่านั้น ไม่ควรนำ เจ้าพ่อเจ้าแม่ของไทย กุมารทอง หรือเทพแขกต่างๆ(ผู้เขียนเคารพความศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่ตรงกับประเพณีดั้งเดิม) เพราะอาจทำให้ประชาชนทั่วไปที่มีความเชื่อมั่นทางพระจีนนี้จากท้องถิ่นนี้และแดนไกลบังเกิดความลังเล ไม่แน่ใจ สั่นคลอนศรัทธาได้ ศาลเจ้าต่างๆนำล่อโกะของแต่ละศาลมาร่วมขบวน เพื่อเพิ่มสีสัน ความอึกทึก และจัดแต่งขบวนรถง่ายๆหรือรถลากให้ประชาชนลากพระจีนเข้าร่วมเพื่อแห่พระเป็นการประชาสัมพันธ์ศาลเจ้านั้นๆในตัว สำหรับมูลนิธิ สมาคมจีนทุกน่าจะมีส่วนร่วมด้านมโหรี ซึ่ง จ.ตรังควรจัดให้มีมโหรีของเราเอง หลายๆวง และการแสดงออกทางวัฒนธรรมร่วมในขบวน ซึ่งไม่ว่าศาลเจ้าใดออกเที่ยวก็สามารถนำไปเข้าร่วมได้ทุกศาล

โรงเรียนสถาบันศึกษาควรมีส่วนร่วมด้านการแสดงที่สวยงามในขบวน หรืองานที่ต้องการความเป็นระเบียบ เช่นธงทิว ธงอวยพร หามกระเช้า โปรยดอกไม้ โดยเฉพาะโรงเรียนที่อยู่ใกล้แต่ละศาลเจ้าเพื่อให้เยาวชนเหล่านี้มีส่วนร่วม รักและหวงแหนประเพณีท้องถิ่นใกล้ตัว


 ความคิดเห็นที่ 52

22 ก.ย.2549  เวลา 02:01 น.
โดย.. ผู้ด้อยความรู้ 202.12.74.6  

ก่อนอื่นผมขอขอบคุณท่านผู้รู้ที่ให้ความรู้ แต่ผมยังสงสัยเรื่องบางเรื่อง ผมขอถามเป็นข้อๆนะคับ

1. ผมอยากทราบว่า  การที่จะเอาต้นไผ่มาทำเสาเต้งโก มีวิธีเลือกอย่างไร หาจากที่ไหน

2.  ผมอยากทราบว่า  รายละเอียดทั้งหมดของการรับพระส่งพระเป็นยังไง แล้วพระมายังไงและพระกลับยังไง

3.  ผมอยากทราบว่า  พระหรือองศ์ศักดิ์สิทธิ์มีกี่สาย พระมีประจำตระกูลใช่ปาว แล้วร่างทรงที่ทรงอยู่เป็นพระเดียวกัน

แต่ไม่เหมือนกันที่อาวุโสใช่ไหมคับ หรืออย่างไร

4.  ผมอยากทราบว่า  เราจะรู้ได้ไงว่าเราจะทรงพระ หรือมีพระอยู่ในตัว

5.  ผมอยากทราบว่า  มีวิธีดูพระจริงหรือพระปลอม ดูยังไงคับ

6. ผมอยากทราบว่า ทำไม พระ ล่อเจี๊ยหรือโล่เจี๊ย ต้องเป็นพระประธานพิธีกรรมทุกพิธีกรรมด้วย

7. ผมอยากทราบว่า ล่อจูหรือท้าวแก่ล่อจู คือใคร

ผมคงถามไม่ไปใช่ไหมคับ ถ้าหากคำถามไม่สามารถเปิดเผยได้ก็ไม่เป็นคับ

ขอคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยคับ


 ความคิดเห็นที่ 53

22 ก.ย.2549  เวลา 07:46 น.
โดย.. บุนเต้หลาง 58.9.76.59  

ประเพณีการขึ้นเสาโก้เต้งหรือเต็งโก้ (ขี่เต็งโก้ ชาวบ้านเรียกขึ้นเสาเทวดา) โดยประเพณีนิยมชาวตรังมักใช้ต้นไผ่ลำใหญ่ทั้งต้น ไม่นิยมใช้ไม้เนื้อแข็ง เพราะใช้ในโอกาสนี้ปีละครั้งเท่านั้น การเสาะหาต้องเสาะกันเป็นปี เมื่อพบต้องทำเครื่องหมายผูกด้วยผ้าแดงเป็นสัญลักษณ์ เมื่อถึงเวลาตามฤกษ์ยามต้องทำพิธีขอต่อเจ้าป่าเจ้าเขาที่ดูแล ไม้ที่เสาะหาสมัยก่อนใช้ไม้ไผ่สีสุก เพราะมีชื่อเป็นมงคล แต่ปัจจุบันค่อนข้างหายาก จึงใช้ไม้ไผ่อะไรก็ได้ มักเป็นไผ่ตงเนื่องจากคงทน ต้องปราศจากแมลงกัดกินและปลายยอดไม่หัก ความสูงไม่น้อยกว่า 30 เมตร หรือ 34 ข้อปล้อง ส่วนใหญ่พระจะเป็นคนบอก กลางคืนของวัน 29 ค่ำเดือน 8 จะมีพิธีเสี่ยงทายตำแหน่งจุดลงเสาโกเต้ง เมื่อถึงเวลาเช้าของวันรุ่งขึ้นจึงขุดหลุมลึกกว่า 1 เมตร และประกอบเสาโดยนำต้นไผ่ต้นเล็กกว่าเป็นส่วนย่อผูกไขว้ลักษณะเป็นคันชั่งติดไปด้วยกัน (เชื่อว่าเสาโกเต้งจะเป็นทางเดินมายังโลกมนุษย์ของพระยกอ๋องส่องเต่ และพระกิวอ๋องไต่เต่เพื่อมาเป็นประธานในพิธีถือศีลกินผัก) ผูกธงปลายยอดสูงเป็นธงผืนเล็กประกาศแด่ปีศาจ เปรต อสุรกายน้อยใหญ่ ให้มารับส่วนบุญในพิธีถือศีลกินผัก ธงอีกผืนที่ปลายยอดส่วนย่อเป็นธงประจำพระองค์ของพระกิวอ๋องไต่เต่ ผูกแมงมุมจำลองตรงลำไผ่ส่วนย่อ เชื่อว่าเป็นการอารักขาทิศทั้งแปด ติดธงชื่อศาลเจ้าและคำอธิษฐานให้ประชาราษฎร์มีความสงบสุข ผูกรอกสำหรับแขวนตะเกียงไว้ตรงส่วนย่อใกล้กัน เมื่อถึงฤกษ์ยามทางพระ(มักเป็นเวลาเช้าก่อนเที่ยงวัน) ชาวบ้านจะช่วยกันยกเสาลงหลุมและใช้ไม้ค้ำ ดึงเชือก 4 ทิศจนกระทั่งตั้งตรงแล้วจึงจุดประทัดเป็นการประกาศว่าประเพณีถือศีลกินผักกำลังจะเริ่มต้น เมื่อถึงเวลาก่อนเที่ยงคืนหลังจากจุดไฟพระฤกษ์รับพระกิวอ๋องไต่เต่และพระยกอ๋องส่องเต่แล้ว จึงแขวนตะเกียงทั้ง 9 ดวงชักรอกขึ้นสู่ยอดเสาจึงถือว่าประเพณีถือศีลกินผักได้เริ่มต้นขึ้นแล้วโดยสมบูรณ์ โดยจะแขวนอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก และจะเพิ่มความสูงของระดับ 1 รอบเชือกขึ้นทุกวัน จนถึงระดับสูงสุดในวันสุดท้ายเมื่อมีพิธีส่งพระกิวอ๋องไต่เต่ ในช่วงระหว่างวันตามเวลาที่กำหนดจะมีการตีผ่าง ชักรอกตะเกียงลงเพื่อถ่ายน้ำมัน(ปกติชาวตรังไม่ชักไผ่ส่วนย่อขึ้นหรือลงต่ำเพราะถือว่าเป็นของสูง) ปรับตะเกียงให้ลุกโชนตลอดเวลา ไม่ให้ดับตลอดทั้ง 9 วัน เสานี้จะถูกนำลง(เสี่ยโก้เต้ง)ในวัน 10 ค่ำเดือน 9 ช่วงเช้าก่อนเที่ยง ชาวบ้านมักจะนำกิ่งไผ่ส่วนที่เป็นยอดไว้บูชาที่บ้าน  เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นมงคล และธงประจำพระองค์ของพระกิวอ๋องไต่เต่ที่ถูกประมูลได้ในราคาสูงในคืนก่อนหน้า จะถูกนำลงโดยพระผู้ใหญ่และให้ผู้ที่ประมูลได้นำกลับไปบูชาที่บ้าน ถือว่าเป็นการเชิญพระกิวอ๋องไต่เต่เข้าบ้านให้คุ้มครองบุคคลภายในครอบครัว อนึ่งประเพณีการขึ้นเสาโกเต้งลักษณะนี้จึงเป็นต้นแบบ เมื่อมีการจัดงานกินผักในวาระโอกาสต่างๆของศาลเจ้าในจังหวัดตรัง

เดิมมีความตั้งใจเพิ่มเติมความเห็นบางประการต่อประเพณีถือศีลกินผัก ซึ่งมีอีก 2 ตอนต่อ แต่ไม่สามารถโพสต์ได้ จะขึ้น You have an error in your SQL syntax near '' at line 1 ตลอด ไม่ทราบผู้รู้ท่านใดสามารถให้คำแนะนำได้ จะเป็นพระคุณยิ่ง

เผอิญมีผู้ผ่านมาถามบางเรื่องที่สามารถให้ข้อมูลได้ จึงโพสต์ให้ก่อน ส่วนเรื่องต่างๆเช่นการทรงพระในพิธีกรรมอาจต้องขอเกร็ดข้อมูลนี้จากน้องภัทรและคุณซุ้ยเอ็กน่าจะมีข้อมูล 

ส่วนคุณสมโภชน์ข้อมูลศาลเจ้ากวนอู ศาลเจ้าท่ามกงเยี้ย คงเป็นหลังงานประเพณีถือศีลกินผักเพราะคิดว่ากะทู้ข้อมูลนี้ น่าจะยังมีผู้อ่านเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมและแสดงความเห็นอยู่เรื่อยๆ

ส่วนคุณ dackwatt ครับในเรื่องข้อมูลผมขอโพสต์ผ่านเวบบอร์ดไปก่อนนะครับ เพราะเป็นความเห็นที่ครบถ้วนกว่า เพราะบางอย่างละเอียดอ่อน  แต่อย่างไรขอขอบคุณในความปรารถนาดีที่สุด เรียนผ่านน้องภัทร คุณสมโภชน์ และคุณ dackwatt เบอร์เมล bendiren-@hotmail.com ไม่ทราบยังใช้การได้หรือเปล่า

คุณสมบัติที่เป็นผู้รู้ในประเพณีถือศีลกินผักคนหนึ่ง และคุณ merf1970 ที่เป็นผู้รู้ของศาลเจ้ากิวอ๋องไต่เต่ห้วยยอด ถ้าผ่านมาในเวบบอรดทางนี้ เรียนเชิญให้ข้อมูลจะเป็นประโยชน์มากเลยครับ เพื่อสืบสานประเพณีนี้ให้ยั่งยืนตลอดไป

 


 ความคิดเห็นที่ 54

22 ก.ย.2549  เวลา 07:54 น.
โดย.. ta 203.188.47.41  

ก่อนกดส่งข้อความ   ก็อบข้อความไว้ก่อนนะครับ เผื่อมันขึ้น You have an error in your SQL syntax near '' at line 1 

ต้องลองโพสหลายๆครั้ง ครับ  ถ้าเราก็อบข้อความไว้ เวลามัน error เรามาโพสใหม่จะได้ past ได้เลยครับ ไม่ต้องพิมพ์ใหม่


 ความคิดเห็นที่ 55

22 ก.ย.2549  เวลา 08:39 น.
โดย.. ไหม 202.12.74.6  
              ขอเป็นส่วนหนึ่นะคะขอบคุณข้อมูลแน่นๆ ที่เป็นกลาง ไม่เอียงข้าง(ปาฏิหาร หรือประเพณีโบราณ) ของคุณบุนเต้หลาง และคุณเอ็กซุย ขอบคุณข้อคิดดีๆของคุณเด็กวัด (dackwatt) ที่มาฉุกให้คนรุ่น cyber อย่างเราๆที่อาจติดอยู่กับ อภินิหาร ได้หยุดคิด......เจอกันงานกินเจนะคะ....

 ความคิดเห็นที่ 56

22 ก.ย.2549  เวลา 18:15 น.
โดย.. ซุ้ยเอ็ก 210.246.188.62  

วันนี้จะขอบอกกล่าวเรี่องการเลือกเสาเต็งโกต้องเป็นไม้ไผ่สดให้เลือกที่มีอายุสังเกตจากโค่นต้นมีราขึ้นตามภาษาชาวบ้านเรียกลายงูเหลือมต้องนับให้เกิน36 ปล้องเข้าไว้คือนับจากโคนถึงปลายยอดเท่ากับ36ชั้นฟ้าอย่ายอดหักเด็ดขาด ลำที่2เลือกเอาให้มีขนาดสั้นเพื่อคาดกับเสาแรกให้เป็นลักษณะตาชั่งเอียงๆลำนี้เขาแขวนรอกกับเชือกเพื่อจะชักตะเกียงขึ้นไปได้ ไม้ไผ่ที่ทำเสามัดด้วยเชือกโยง3หรือ4สายก็ได้แต่ที่นิยม 3สายนอกจาก นี้ก็มีธงเหลืองผืนหนึ่งธงบอกชื่อศาลเจ้าอีกผืนมีแมงมุมอีกตัวบ้างเอาแน่ไม่ได้เตรียมผูกเสาไว้ก่อนขึ้นเสาแต่บางตำราก็ว่าคือสัญลักษณ์ของดาวที่โลกหมุนมาบรรจบในฤดูกาลกินเจ เป็นชื่อฤกษ์ฤกษ์หนึ่ง ที่โคนเสาต้องเตรียม เงิน ทอง(สตางค์) เสื่อสาด ด้ายแดง ด้ายขาว เทียน กิม ตั่วจั้ว  เมื่อได้เวลาฤกษ์ดี พระก็จะมาตรวจตรา "เต็งโก"  เขียนยัตน์ เกี่ยมมาปักที่ๆจะขุด ฮวดซูก็จะบูชาถ้อเต่ก๋งแล้วขุดหลุม ก้นหลุมพระใส่เงิน ทอง ยันต์ ประพรมข้าวสารน้ำมนต์แล้วก็ยกเสาขึ้นไปช้าๆ ฮวดซูก็เฉี้ยถี่ก๋ง เมื่อเสาธงขึ้นไปถึงแล้วเอาเทียนกิมมาค้ายอ่านพร้อมพระ เพื่อมำไปผูกที่โคนเสาธงพร้อมเสื่อสาดและยันต์ส่วนมากใช้ยันต์ผ้า ฮวดซูก็จะทำพิธีเหลี่ยมตั่วฉิ่ว ไต้ส่วงโล้กุ้น เฉี้ยถี่ก๋งแล้วกลบหลุมก็บูชาด้วยน้ำชา และผลไม้เป็นการบูชาเต็งโก ส่วนตะเกียงจะขึ้นตอนกลางคืนหลังรับเสด็จหยกอ๋อง

 ในส่วนที่พระโล่เฉี้ยหง่วนโส่ยหรืออีกชื่อเรียกว่าช๋องตั๋นหง่วนโส่ยในพิธีกรรมการถือศีลกินเจจะทำหน้าที่ด้านทหารในการควบคุมกำลังพล เรียกพล ปั้งเอี๋ย โก้กุ้นซิวเอี๋ย พิธีกรรมต่างๆเหล่านี้จะมีพระโล่เฉี้ยเป็นหัวหน้างาน ส่วนพิธีกรรมการกินเจจะมีพระผู้ใหญ๋เป็นผู้สั่งงานเช่นพระเฉ่งฉุ้ยจอซือ หรือพระโป้เซ้งไต่เตพระลิ่มไท้ซือ                                                       

     ในข้อที่ถามเกี่ยวกับพระหรือองค์ศักดิ์สิทธ์มีกี่สายนั้น อาจแบ่งได้ตามชั้น ดังนี้

1 พวกดาวต่างๆ แชกุน

2จินหยิน หรือจอซือเช่น พระเฉ่งฉุ้ยจอซือ  ง่วนสีเทียนจุ๋น ท่องเก้งก้าจู้ ไต้ส่วงโล้กุ้น และแปดเซียน

พระหมอ เช่น พระโป้เซ้งไต่เต้ พระลิ้มไท้ซือ

3พระบู้หรืออ๋องหรือพระแม่ทัพอาทิเช่น พระโก้ยเซ๋งอ๋อง พระโล่เฉี้ย ซามไท้จื้อ เอี้ยวเจี้ยนง่วนโส่ย และพระหู้ต่างๆ

4พระปุ๋นเถาก๋ง เจ้าที่ ฮ้อเอี๋ยและมีองค์ศักดิสิทธ์ต่างๆในที่นี้ยังกล่าวไม่หมด

ส่วนมากพระผู้ใหญ่จะเป็นพระที่กินเจเป็นส่วนมากซึ่งในศาลเจ้ากิวอ๋องส่วนมากจะบูชาในหลายตั่วหรือพระราชฐานชั้นในส่วนพระบู้ก็จะอยู่ที่จู้สูตั่ว หรือชั้นกลาง ซึ่งการจัดโต๊ะขึ้นอยู่กับศักดิ์องค์พระในส่วนเถ้าแก่หล่อจู้คือตำแหน่งกรรมการใหญ่ของแต่ละปีทำหน้าที่ควักกระเป๋าจ่ายเงินเพื่อมาดูแลงานกินเจในปีนั้นๆซึ่งผู้ที่จะเป็นเถ้าแก่หล้อจู้ได้ต้องทำการโป้ยถามพระกันก่อนและเถ้าแก่หล้อจู้จะต้องเป็นคนยกหลอ(กระถาง)วันจิบสิญเคลื่อนย้ายหล่อทุกครั้งใช้เถ้าแก่หล้อจู้ทุกครั้ง                   

ยังไงแล้วก็ขอเชิญทุกท่านช่วยกันสืบสานประเพณีของเมืองตรังให้คงอยู่คู่เมืองตรังตลอดไป ขอบคุณครับ

 


 ความคิดเห็นที่ 57

25 ก.ย.2549  เวลา 01:38 น.
โดย.. บุนเต้หลาง 58.9.77.86  

หลังจากที่พยายามส่งข้อความความคิดเห็นต่อประเพณีถือศีลกินผักมานานกว่า 2 สัปดาห์ ซึ่งคิดว่าอาจมีประโยชน์ต่อการจัดงานไม่มากก็น้อย แต่ไม่สามารถโพสต์ได้เพราะขึ้น You have an error in your SQL syntax near '' at line ตลอด จึงต้องขอออกจากกะทู้และลองส่งข้อความไปยังที่อื่น ซึ่งสามารถอ่านได้ที่ http://trangvegetarian.trangcity.go.th/

ยังไงก็ขอแถมตำนานกำเนิดประเพณีถือศีลกินผักให้เพิ่มเติมให้ครบ ลองอ่านดูนะครับ

ตำนานประเพณีถือศีลกินผัก

ตำนานที่หนึ่ง

ประเพณีถือศีลกินผักเกิดขึ้นมาประมาณ 1500 ปีล่วงมาแล้ว กษัตริย์ของมณฑลกังไซ้ (เจียงซี ปัจจุบัน)มีพระราชโอรส 9 พระองค์ ราชโอรสทั้ง 9 พระองค์ ได้รับการฝึกวิทยายุทธในการต่อสู้คนละอย่าง องค์แรกเก่งในทางหอกและดาบ ส่วนองค์สุดท้ายเก่งทางธนู

ในสมัยนั้นพวกก่งเลี้ยดหรือไต่เลี้ยดยกทัพมาประชิดชายฝั่งทะเลมณฑลกังไซ้ ราชโอรสทั้ง 9 จึงได้ยกทัพไปทำศึกสงครามด้วย สงครามยืดเยื้อ อยู่ 3 ปี โดยฝ่ายราชโอรสทั้ง 9 พ่ายแพ้ทุกครั้ง พอถึงฤดูมรสุมพวกก่งเลี้ยดหรือไต่เลี้ยดต้องยกทัพกลับไปหาเสบียงใหม่ พอพ้นฤดูมรสุมจึงยกทัพกลับมาใหม่อีก และกองทัพของราชโอรสทั้ง 9 ก็ต้องยกทัพออกไปรับศึกอีก เป็นเช่นนี้อยู่ 3 ครั้ง จนถึงครั้งที่ 4 จึงได้วางแผนโจมตี โดยล่อข้าศึกให้หลงกลแล้วโอบโจมตี แต่ข้าศึกรู้แผนการ จึงวางแผนซ้อนแผน โดยข้าศึกทำทีรุกเข้าไป แต่ได้จัดกองทัพหนุน ราชโอรสทั้ง 9 นึกว่าข้าศึกหลงกลแล้ว จึงยกทัพทำทีถอยหนี เมื่อถอยได้ 15 ลี้ จึงได้ปะทะกับกองกำลังข้าศึกและถูกยิงด้วยธนูเพลิง ราชโอรสทั้ง 9 จึงสวรรคตด้วยทะเลพร้อมทหารหมื่นคนเศษ แต่ทว่าข้าศึกยังไม่สามารถยึดกังไซ้ได้เพราะยังมีกองทัพของพระราชบิดา

ราชโอรสทั้ง 9 เมื่อสวรรคตแล้วเสด็จไปประสูติเป็นอมตะวิญญาณ ดูแลรักษามณฑลกังไซ้ให้อยู่เย็นเป็นสุข

50ปี ต่อมาดวงวิญญาณของราชโอรสทั้ง 9 เห็นว่าราษฎรในมณฑลกังไซ้มีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ปล้นสะดม ลักขโมยและเบียดเบียนกันมากจนเป็นกลียุค ราชโอรสองค์ที่ 1 จึงทรงแปลงกายเป็นขอทานเพื่อทดสอบจิตใจชองคนในมณฑลกังไซ้ว่ายังมีคนใจบุญอยู่บ้างหรือไม่ จึงเดินทางมาบ้านเศรษฐี ลี้ฮั่วก่าย  ซึ่งปลูกบ้านให้ตนเดินทางไกลได้พักอาศัยชั่วคราวก่อนออกเดินทางต่อไป ขอทานจึงขอพักอาศัย 1 คืน บริวารเศรษฐีไม่ยอมให้เข้าพักเพราะเห็นว่าเป็นโรคเรื้อนทั่วร่างกาย มีน้ำเหลืองไหลเยิ้ม เนื่องจากเศรษฐีได้ตั้งปณิธานแล้วจึงยินยอมให้พักได้ เมื่อขอทานได้พักแล้วจึงขออาหารจากเศรษฐี 9 ชุด และขอตะเกียง 9 ดวง เศรษฐีประหลาดใจจึงสอบถาม ได้รับคำตอบว่าตนเองไม่ได้มาคนเดียวแต่มากับน้องอีก 8 คน เศรษฐีจึงเข้าใจว่าขอทานคนนี้วิกลจริต จึงให้ดั่งคำประสงค์

วันรุ่งขึ้นเศรษฐีได้มาดูขอทานยามเช้า ปรากฏว่าไม่เจอขอทาน แต่กลับเจอชายผู้มีบุญ เศรษฐีจึงสอบถาม จึงทราบว่าชายผู้นั้นเป็นเทพลงมาเพื่อดูแลความทุกข์สุขและช่วยเหลือชาวมณฑลกังไซ้ และแนะนำเศรษฐีผู้นั้นให้ถือศีลกินผักเป็นตัวอย่างแก่ผู้อื่น จึงสามารถช่วยให้ชาวกังไซ้รอดพ้นจากภัยพิบัติได้

ท่านผู้มีบุญได้แนะนำว่าการกินผักต้องไหว้ผลไม้ 5 อย่าง(หงอโก้) ผัก 6 อย่าง(ลักฉ่าย) พร้อมจุดตะเกียง 9 ดวง หมายถึงกษัตริย์ 9 พระองค์ โดยในระหว่างกินผักให้ถือศีล ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ห้ามกินของคาวทุกชนิด และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ เศรษฐีน้อมรับคำแนะนำด้วยความเต็มใจ แล้วร่างของผู้มีบุญก็หายไปทันที  เศรษฐีจำได้ว่าวันที่ท่านจากไปตรงกับ เก้าโง้ยโชยอิ้ด (1 ค่ำ เดือน 9) จึงได้เริ่มกินผักดังคำกล่าวนั้น โดยถือหลักกินผัก 9 วันตามจำนวนตะเกียง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระราชโอรสทั้ง 9 พระองค์ หลังจากกินผักครบ 9 วันแล้ว ต่อมาไม่นานเศรษฐีประสบความสำเร็จร่ำรวยขึ้นผิดปกติ และราษฎรมณฑลกังไซ้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ภัยพิบัติต่างๆน้อยลง ซึ่งทำความความประหลาดใจให้กับราษฎรทั่วไปอย่างมากจึงพากันสอบถามเศรษฐี ก็ได้ตอบความจริง

ข่าวจึงแพร่กระจายภายใน 10 ปีจนทั่วทั้งมณฑล เมื่อเศรษฐีแก่ชรา ได้จดบันทึกพิธีการกินผักไว้ และได้จ้างงิ้ว(ปั่วอี่) เป็นมหรสพในพิธีกินผัก ครั้งนั้นคณะงิ้วจากมณฑลลกเอี๋ยง(ลั่วหยาง) หัวหน้าคณะชื่อเล่าเอี๋ยได้เดินทางมาแสดง เล่าเอี๋ยเป็นมีความรู้ดีมาก และเป็นผู้เดียวที่อ่านตำราพิธีการกินผักของเศรษฐีอย่างถูกต้อง เล่าเอี๋ยชอบวาดรูปปูไว้ที่ศีรษะและวาดรูปนกไว้ที่เท้าซ้าย

เมื่อเศรษฐีถึงแก่กรรมลง เล่าเอี๋ยได้เห็นประเพณีกินผักของชาวมณฑลกังไซ้ ก็เกิดความศรัทธาอยากนำไปเผยแพร่ที่มณฑลลกเอี๋ยงบ้าง จึงได้ศึกษาตำราพิธีการกินผักของเศรษฐี เมื่อเล่าเอี๋ยได้นำไปปฏิบัติก็ได้ดัดแปลงพิธีการบางอย่างในการกินผักให้รัดกุมยิ่งขึ้น เช่น เริ่มกินผักตั้งแต่เลยเที่ยงคืนของวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 จัดให้มีพิธีอัญเชิญพระส่องเต่และพระกิวอ๋องไต่เต่ พิธีป้างกุ้น(ปล่อยทหารรักษาการในบริเวณพิธี) พิธีโก้ขุ้น(เลี้ยงทหารรักษาการ) พิธีซิวกุ้น(เรียกทหารกลับที่เดิม) พิธีโก้ยโห้ย(ลุยไฟสะเดาะเคราะห์) พิธีโก้ยห่าน(สะเดาะเคราะห์สำหรับผู้ที่ไม่กล้าเข้าร่วมพิธีโก้ยโห้ย) เป็นต้น และพิธีการเหล่านี้จึงได้ถือปฏิบัติต่อๆกันมาจวบจนปัจจุบัน

ตำนานที่ 2

เชื่อว่าประเพณีถือกินผักเริ่มขึ้นที่เมืองเอ้ห*** มณฑลฮกเกี้ยน โดยกำเนิดขึ้นในช่วงกษัตริย์ราชวงศ์ซ้ององค์สุดท้าย (ราชวงศ์ซ้องอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 1503 - 1819) เล่ากันว่ากองทัพมองโกลโดยกุบไลข่านยกทัพตีเข้าเมืองซ้องภาคใต้ของมณฑลเสฉวน ฮูเป เมื่อพ.ศ. 1800 และสถาปนาราชวงศ์หงวนขึ้นในปี พ.ศ.1808 ส่วนกษัตริย์ราชวงศ์ซ้องล่างถอยลงมายังมณฑลฮกเกี้ยน กษัตริย์เป๊งของราชวงศ์ซ้ององค์สุดท้ายพร้อมอำมาตย์เลกสิ่งฮูดำริจะอพยพไปยังเกาะไต้หวัน แต่เนื่องจากเกิดพายุแรงจัด ด้วยความรู้สึกว่าไม่สามารถถึงที่หมาย คือเกาะไต้หวันได้ อำมาตย์เลกสิ่งฮูจึงอุ้มกษัตริย์เป๊งทำอัตวินิบาตกรรมโดยกระโดดลงทะเลลึก ขณะนั้นกษัตริย์เป๊งมีพระชนมายุเพียง 9 พระชันษา (พ.ศ. 1822)

พิธีกรรมถือศีลกินผัก แห่พระจึงสันนิษฐานว่าเป็นการบูชากษัตริย์เป๊งซึ่งสิ้นพระชนม์ขณะเสด็จไต้หวันโดยทางเรือ และเป็นการรำลึกถึงการสิ้นสุดของราชวงศ์ซ้อง โดยเอาพิธีกรรมทางพุทธศาสนามาอำพรางทางการปกครอง ที่สันนิษฐานเช่นนี้เพราะ พิธีนี้มีเฉพาะในมณฑลฮกเกี้ยนซึ่งเป็นที่กษัตริย์เป๊งเสด็จประทับเรือและเป็นดินแดนสุดท้ายของราชวงศ์ซ้อง ชาวแต้จิ๋วอพยพที่มาจากมณฑลฮกเกี้ยนจึงนำประเพณีนี้ติดมาด้วย

มีผู้อธิบายมีเหตุผลในการสนับสนุนว่า พิธีนี้ไม่ปรากฏในพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าที่นับถือก็ไม่มีในพระสูตรใดๆ กิวอ๋องฮุดโจ้ว แปลว่าจักรพรรดิพระพุทธเจ้า ซึ่งคำว่ากิวหรือเก้า ไม่ได้หมายความถึงลำดับ แต่เป็นคำยกย่องสูงสุด กษัตริย์เป๊งสิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุ 9 พระชันษา พิธีนี้ใช้สีเหลืองทุกสิ่ง ซึ่งเป็นสีของกษัตริย์ ศัพท์ที่ใช้ล้วนเป็นราชาศัพท์ เช่นรับเสด็จ ส่งรับเสด็จ เป็นต้น ในการสักการบูชาผู้หญิงต้องห่มชุดขาว สยายผมซึ่งเป็นลักษณะการไว้ทุกข์ให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในเมืองจีน

ตำนานที่ 3

กล่าวว่าสมัยราชวงศ์ยิ่นฮ่วงสี (แปลว่าผู้เป็นจ้าวแห่งมนุษย์) ชาวจีนที่ถือเป็นผู้วิเศษและนับถือมากมีอยู่ด้วยกันพี่น้อง 9 พระองค์ได้สวรรคตและจุติเป็นดาวจระเข้รวมกัน 9 ดวง ผู้คนเรียกว่าพระกิวอ๋องไต่เต่ แปลว่าพระเจ้า 9 พระองค์ พระกิวอ๋องไต่เต่ เป็นผู้ถือบัญชีมนุษย์โลก สามารถต่ออายุสำหรับผู้สิ้นอายุขัยได้ตามต้องการ ชาวจีนถือว่าระหว่างวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 เป็นวันที่พระกิวอ๋องไต่เต่ลงมาตรวจสอบผู้คนในโลกมนุษย์ เพื่อจดบันทึกและให้เป็นไปตามกรรมดี กรรมชั่วของแต่ละบุคคล เมื่อรู้ดังนั้น พวกเขาจึงพากันยกเว้นอาหารคาวชั่วคราวเพื่อแสดงความดีให้เจ้าเห็น การถือศีลกินผักของชาวจีนจึงเป็นความเชื่อว่าการบำเพ็ญบุญในช่วงเวลาดังกล่าว กุศลบุญจะส่งผลให้ตนเองและครอบครัวประสบแด่ความสุขความเจริญ ทั้งเป็นการต่ออายุให้ยืนยาวด้วย

ตำนานที่ 4

ในประเทศจีนสมัยโบราณแบ่งออกเป็น 9 มณฑล แต่ละมณฑลมีกษัตริย์ปกครองเป็นอิสระ แต่ละพระองค์ไม่ยอมให้ใครใหญ่กว่าตน จึงมีการรบพุ่งแย่งชิงความเป็นใหญ่ในหมู่กษัตริย์ทั้ง 9 พระองค์นั้นตลอดเวลา และกลายเป็นสงครามใหญ่ในที่สุด เรียกว่าสงคราม 9 กษัตริย์ ผู้คนล้มตายจากศึกสงครามนี้เป็นอันมาก เดชะบุญที่มีนักปราชญ์คนหนึ่ง คิดหาทางออกให้กษัตริย์ทั้ง 9 พระองค์มาพบปะเจรจาหาทางยุติสงคราม ในระหว่างเวลา 9 วัน 9 คืนที่กษัตริย์ทั้ง 9 พระองค์มาพบปะกัน โดยมีข้อตกลงว่าจะไม่มีการรบราฆ่าฟันสิ่งมีชีวิตใดๆกันอีก ประชาชนของอาณาจักรทั้ง 9 จึงงดเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจึงเกิดเป็นประเพณีกินผัก 9 วันในกาลต่อมา

 


 ความคิดเห็นที่ 58

25 ก.ย.2549  เวลา 01:43 น.
โดย.. บุนเต้หลาง 58.9.77.86  
http://trangvegetarian.trangcity.go.th/webboard_ans.php?Ans=4

 ความคิดเห็นที่ 59

26 ก.ย.2549  เวลา 13:12 น.
โดย.. ท้ามก้วง 210.246.188.62  

ตามที่ได้อ่านกระทู้ของคุณบุนเต้หลางในเวปเทศกาลกินเจนั้นโดยส่วนมากมีความเห็นด้วยในหลายๆเรื่องที่คุณบุนเต้หลางแนะนำเกี่ยวกับการปฎิบัติในเทศกาลกินเจเมืองตรังเช่นการนำเอาผ้าพันขากลับมาใช้และการร่วมมือของศาลเจ้าต่างๆในจังหวัดตรังนะครับแต่ก็มีข้อเสนอแนะในบางเรื่องที่มีความคิดเห็นแตกต่างบ้างนะครับอาทิเช่นการที่จะให้ศาลเจ้าที่จัดงานประเพณีกินเจบางศาลเจ้าที่ไม่แขวนตะเกียง9ดวงและการประทับตราที่หลังเสื้อ ตามที่ได้รับรู้มาจากซินแซและผู้ทำพิธีอัญเชิญเทพเจ้านั้นได้บอกกล่าวไว้ว่าการแขวนตะเกียง9ดวงนั้นสามารถขึ้นตะเกียง9ดวงบนเสาเต็งโกได้เฉพาะศาลเจ้ากิวอ๋องเท่านั้นซึ่งในเมืองตรังมีเพียง2แห่งเท่านั้นคือที่ทับเที่ยงและห้วยยอดเพราะ2แห่งนี้ศาลเจ้าเป็นชื่อของพระกิวอ๋องส่วนศาลเจ้าอื่นเจ้าโรงไม่ใช่พระกิวอ๋องและการประทับตราเสื้อบนหลังก็สามารถประทับตราได้เฉพาะโรงพระกิวอ๋องเท่านั้นซึ่งเรื่องเหล่านี้ผู้รู้ในพิธีกรรม(ฮวดซู)จะถือปฎิบัติมาตั้งแต่โบราณศาลเจ้าต่างเช่น พระหมื่นราม (ซำฮวดซือ) พระไต่เสี่ย พระเสือต่างทราบนี้ในการปฎิบัติเหล่านี้ และการใส่รองเท้าผ้าใบในการหามเกี้ยวนั้นในสมัยโบราณนั้นไม่ก็จริงเพราะถนนหนทางเป็นพื้นดินไม่เก็บความร้อนเวลาเดินก็จะสบายและบ้านเรือนมีไม่ค่อยมากแต่ในสมัยนี้ถนนกลายเป็นคอนกรีตและลาดยางเวลาแดดออกจะเก็บความร้อนมากเวลาเดินเท้าเปล่าจึงลำบากมากที่สำคัญคนที่หามตั่วเหลี่ยนจะเป็นผู้สูงอายุเสียส่วนมากทางคณะกรรมการโรงพระกิวอ๋องเคยขอพระมาหลายปีพระก็ไม่อนุญาติจนต้องขอทุกๆปีจนพระเฉ่งฉุ้ยอนุญาติให้ใส่รองเท้าออกเที่ยวได้และเรื่องการส่งพระที่คุณบุนเต้หลางจะให้โรงพระกิวอ๋องเชิญขบวนพระเข้าตลาดก่อนที่จะไปส่งที่แม่นำท่าจีนนั้นผมว่าไม่เหมาะสมเพราะดั้งเดิมเค้าถือปฎิบัติมานานและคนต้องเข้าหาพระไม่ใช่ให้พระไปหาคนส่วนของห้วยยอดเค้าส่งพระที่คลองท่าประดู่ก็ดีแล้วครับถ้าอยากให้ศาลเจ้าห้วยยอดมีชื่อเสียงของจังหวัดตรังทางจังหวัดก็สมควรเข้าไปดูแลในด้านต่างๆให้มากกว่าที่เป็นอยู่เช่นการประชาสัมพันธ์ และงบประมาณและศาลเจ้ากิวอ๋องห้วยยอดเป็นศาลเจ้าที่รักษาพิธีกรรมได้ดั้งเดิมมากที่สุดจะมีผิดแปลกกันบ้างกับโรงพระกิวอ๋องทับเที่ยงก็เพียงเล็กน้อยอาทิ เช่น การสร้างกระท่อมมุงจาก และการลุยไฟ การเฉี้ยหยกอ๋องเข้าโรง แต่นั้นก็เป็นเพราะฮวดซูคนละอาจารย์กัน แต่จุดหมายที่ปฎิบัติเหมือนกันต่างกันที่วิธีการและที่เสนอว่าจะให้ศาลเจ้าอื่นๆที่เก่าแก่ในเมืองตรังเข้าร่วมจัดงานนั้นก็เป็นการดี แต่พระบางองค์ไม่ใช่พระฮกเกี้ยนจึงไม่จัดพิธีกรรมนี้ทางที่ดีเห็นควรสนับสนุนให้จัดงานประจำปีของศาลเจ้านั้นๆให้มีชื่อเสียงขึ้นมาอีกงานดีกว่าส่วนเจ้าแม่ หรือกุมารทองที่เข้าร่วมพิธีกรรมกินเจนั้นถ้าไม่เข้าร่วมได้ก็เป็นดีเพราะอยู่คนละสาย สุดท้ายขอขอบคุณคุณบุนเต้หลางที่ได้เสนอแนวคิดอันเป็นประโยชน์ในพิธีกรรมการกินเจและเวปไซค์เทศกาลกินเจผมส่งกระทู้เข้าไปไม่ได้เพราะไม่มีอีเมล์เลยมาตอบในกระทู้ตรังโซนคงไม่ว่านะครับ

 


 ความคิดเห็นที่ 60

27 ก.ย.2549  เวลา 16:20 น.
โดย.. นักศึกษา 202.12.74.5  
กินเจปีนี้ที่จังหวัดตรัง แต่ล่ะศาลเจ้า มีอะไรพิเศษบ้างบอกหน่อยนะคับ เพื่อนเป็นการประชาสัมพันธ์ เดี๋ยวจะได้พาเพื่อนๆมาเที่ยว ช่วงปีเทอม
ขอสงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำข้อมูลในกระทู้นี้ไปเผยแพร่ต่อ ยกเว้นได้รับการอนุญาตจากเจ้าของข้อมูลแล้วเท่านั้น !!!


< หน้าก่อน   1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 71 72 73 74 75 76 77 78 79 80 81 82 83 84 85 86 87 88 89 90 91 92 93 94 95 96 97 98 99 100 101 102 103 104 105 106 107 108 109 110 111 112 113 114 115 116 117 118 119 120 121 122 123 124 125 126 127 128 129 130 131 132 133    หน้าถัดไป >


    2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน