ขอสงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำข้อมูลในกระทู้นี้ไปเผยแพร่ต่อ ยกเว้นได้รับการอนุญาตจากเจ้าของข้อมูลแล้วเท่านั้น !!!

บทความ ประเพณีถือศีลกินผัก


< หน้าก่อน   1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 71 72 73 74 75 76 77 78 79 80 81 82 83 84 85 86 87 88 89 90 91 92 93 94 95 96 97 98 99 100 101 102 103 104 105 106 107 108 109 110 111 112 113 114 115 116 117 118 119 120 121 122 123 124 125 126 127 128 129 130 131 132 133    หน้าถัดไป >


กระทู้นี้เดิมเป็นกระทู้ประเพณีถือศีลกินผัก แต่เนื่องจากว่ามีการโพสข้อมูลที่มีเนื้อหาสาระเข้ามาเยอะมากๆ
เลยขอปรับกระทู้นี้ให้เป็นกระทู้ บทความที่เกี่ยวเนื่องกับประเพณีถือศีล กินผัก โดยเฉพาะ
ซึ่งทุกท่านสามารถส่งเข้ามายังกะทู้นี้ได้ ไม่เฉพาะต้องเขียนโดยผู้เขียนเท่านั้น มีเนื้อหาครอบคลุม
- ประเพณีถือศีลกินผักทั่วไป
- ประเพณีถือศีลกินผักที่เกี่ยวเนื่องกับเมืองตรัง
- ประวัติศาลเจ้าและพระที่นับถือ
- ประกาศงานบุญ

ในกะทู้นี้ต่อไปหากมีข้อมูลมากพอก็จะรวบรวมจัดแบ่งให้ชัดเจนยิ่งขึ้น กะทู้นี้ผู้เขียนขอให้คงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์จึงต้องระมัดระวังในการกล่าวคำอย่างยิ่ง ให้สัญลักษณ์เป็น ดอกเหมย เป็นปฐมบทของการปรับปรุงกะทู้ดั้งเดิม

โดย.. บุนเต้หลาง 124.157.209.249   


 

 ความคิดเห็นที่ 21

7 ก.ย.2549  เวลา 09:10 น.
โดย.. สมโภช 125.24.147.181  

ผมลูกหลานคนจีนเหมือนกันแต่อาก๋งเสียไปตั้งแต่ผมเด็กๆๆ เลยไม่ค่อยจะรู้ประวัติมากแต่พยายามหาข้อมูลจากการไปไหว้พระทุกปี จากร่างทรงบ้าง พี่เลี้ยงพระบ้างแต่ก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องมาก เห็นจากที่คุณบุนเต้หลาง
เขียนลงในกระทู้ ผมอ่านแล้วมีความรู้สึกว่า สนใจในส่วนที่ลึกลงไปให้มากว่านี้จึง อยากจะคุยกับ
คุณบุนเต้หลาง
ไม่ทราบว่าคุณบุนเต้หลาง ตอนนี้ อยู่ตรังหรือปล่าวครับ ผมอยากจะขอความรู้และประวัติตรงนี้เพิ่มหน่อยครับ จะได้เอามาพิมพ์เก็บไว้เพื่อที่จะทำเป็นประวัติประเพณีถือศีลกินผักในจังหวัดตรัง และจะจัดร่วมข้อมูลเผื่อว่าอนาคตจะได้ทำหนังสือ ตั้งไว้ที่ศาลเจ้ากิวอ่องเอี่ยทั้งสองศาลเจ้า ไว้ให้ผู้สนใจในอนาคตได้เอาไปศึกษา ประวัติความเป็นมาประเพณีถือศีลกินผัก


 ความคิดเห็นที่ 22

7 ก.ย.2549  เวลา 17:12 น.
โดย.. ภัทร 58.9.126.119  
ขอบคุณคุณบุณเต้หลางมากๆนะครับที่เอาประวัติมาให้อ่านกัน ขอบคุณครับ

 ความคิดเห็นที่ 23

7 ก.ย.2549  เวลา 18:01 น.
โดย.. หนึ่ง 58.8.91.250  
คุณภัทรคงมีหลายแมลสิค่ะ

 ความคิดเห็นที่ 24

8 ก.ย.2549  เวลา 22:21 น.
โดย.. บุนเต้หลาง 58.9.81.92  

ศาลเจ้ากิวอ่องเอี่ยสร้างเมื่อย้ายเมืองมาอยู่ที่ทับเที่ยงแล้ว พศ. เท่าใดไม่ปรากฏหลักฐานชัด ศาลเจ้าหลังปัจจุบันนับเป็นหลังที่ 3 ซึ่งสร้างบนเนินอย่างสวยงาม คาดว่าสร้างหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังแรกอยู่ด้านหน้าพื้นต่ำด้านล่างของศาลปัจจุบัน เมื่อก่อนไม่มีรั้วรอบ ซุ้มประตูเรียบง่ายจารึกคำว่าเต้าโบ้เกง ชาวบ้านทั่วไปเรียกโรงพระกินผัก(ชาวตรังมักเรียกศาลเจ้าว่าโรงพระ) จนเมื่อประมาณ 15-20 ปีมานี้ ชื่อศาลเจ้ากิวอ่องเอี่ยจึงเป็นกล่าวขานเมื่อมีการประชาสัมพันธ์งานประเพณีถือศีลกินผักเมืองตรัง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้บูรณะและเปลี่ยนแปลงหลายประการ มีการสร้างรั้วรอบพร้อมซุ้มประตูเข้าออก 2 ข้าง รื้อโรงครัวเก่าสร้างใหม่ 2 ชั้น ศาลาอำนวยการ(เมื่อก่อนเป็นศาลาประกอบพิธีกงเต็ก) ห้องน้ำ เรือนนอนชายหญิงใหม่แทนที่เดิม(แต่ซุ้มประตูก่อนถึงเรือนนอน 2 ข้างยังคงเดิม) จัดซื้อที่ดินเพิ่มเติมด้านหลังจนถึงหลุมดินติดสามร้อยห้อง สร้างศาลาเก๋งจีนครอบบ่อน้ำข้างโรงลิเก ลาดพื้นซีเมนต์(พื้นที่ด้านล่างหลังโรงลิเกนั้น เมื่อก่อนลาดซีเมนต์เคยเป็นพื้นที่ประกอบพิธีลุยไฟ-โก้ยโห้ย) สร้างโรงรถ สระบัวและศาลา (ใช้ในพิธีข้ามสะพานสะเดาะห์เคราะห์-โก้ยหั่นเก้ว) รื้อโรงลิเกเก่าเพื่อให้ได้พื้นที่ประกอบพิธีกรรมได้มากขึ้น ล่าสุดได้เปลี่ยนกระเบื้องหลังคาใหม่ ภาพหลังคากระเบื้องดินเผาโบราณคงไม่มีให้เห็นอีก(ใครมีรูปเก่าควรเก็บเอาไว้เป็นอนุสรณ์) นับจากอดีตช่วงแรกที่ยังไม่มีผู้ตรวจตราสอดส่องจนรุ่นต่อมาจึงได้จัดตั้งผู้ตรวจตราสอดส่องซึ่งเป็นบรรพบุรุษตระกูลข่ายม่าน(แซ่อ๋อง) คนที่หนึ่ง อ๋องเอี่ยวหลาย พศ. 2462-2476 คนที่สอง นายนิยม ข่ายม่าน พศ. 2476-2514 คนที่สาม นายขำ ข่ายม่าน พศ. 2514-ปัจจุบัน 

ภายในศาลเจ้าประกอบด้วยบริเวณ 3 ส่วนนับจากเนินดินที่สูงขึ้นไปส่วนนอกประกอบด้วย

1.อาคารอำนวยการซึ่งมีส่วนประชาสัมพันธ์ จำหน่ายธูปเทียน ส่วนอนุโมทนาเงินบริจาค ลงชื่อกินผัก (ก่าวเอี้ยนลุ้ย)

2.ศาลเจ้าแม่กวนอิม(เที้ยนฮกเก้ง)มีแท่นบูชาของพระโพธิสัตย์กวนอิม รวมทั้งทั้งเทพฝ่ายสตรีและไต่เสี่ยปุดจ้อ แท่นบูชาของพระศรีศากยมุณี และแท่นบูชาของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี้ยว

3.แท่นบูชาฟ้าดิน(เที้ยนตี่เป่โบ้) ลานดินสำหรับลงเสาโก้เต้ง โดยประเพณีนิยมชาวตรังมักสร้างแท่นบูชาฟ้าดินด้านหน้านอกอาคาร และเสาโก้เต้งเป็นลำไม้ไผ่ทั้งต้นปักลงดิน

4.อาคารศาลเจ้ามีอักษร 4 คำ บ่านกอเองเหลง เป็นคำยกย่องแด่หมื่นบรรพชนผู้กล้าอย่างสูงสุด(เช่นเดียวกับศาลเจ้ากิวอ๋องห้วยยอด ภาพความเห็นที่ 25 โดย merf1970) ป้ายเต้าโบ้เกง ด้านนอกซ้ายขวามีแท่นบูชาของตี่ฉ่องอ๋อง และตั่วแปะก๋อง(ฮกเต็กเจี้ยสิม) ภายในอาคารหันออกนอกศาลเป็นที่ว่างสำหรับกั้นห้องชั่วคราวสร้างแท่นบูชาพระยกอ๋องส่องเต่ โดยประเพณีชาวตรังมักรื้อออกทันทีเมื่อส่งเสด็จกลับ ถ้าหันเข้าในศาลเบื้องหน้าเป็นแท่นบูชาโป้ยสินจ้อซู(โป้ยเซียน) ศาลเจ้าที่สมบูรณ์แบบใน จ.ตรัง โดยทั่วไปมักสร้างโดยมี่ที่ว่างเปิดโล่งตรงกลาง และมีพื้นที่ต่ำระบายน้ำ ด้านข้างทางเดินข้างซ้ายเป็นแท่นบูชาพระรวมประจำศาลเจ้า(จู้สีสิมอุ๋ย)ไล่เรียงตั้งแต่ลำดับตำแหน่งชั้นพระสูงสุดลงมายัง ไต่เต่ หง่วนโสย อ๋องเอี๋ย และชั้นเซียน ชาวบ้านจะนำกิมซิ้นหรือพระที่ถูกเชิญมาจากศาลเจ้าต่างๆก็จะนำมาจัดเรียงไว้ยังส่วนนี้ ด้านล่างเป็นฮ้อเอี๋ย(พระเสือ) ด้านข้างทางเดินข้างขวาเป็นแท่นบูชาเหล่งกวนไต่เต่(ราชเลขา) แท่นบูชาส่วนกลางด้านซ้ายเป็นกิมซิ้นของปักเต้าแชกุน(ถือบัญชีคนตาย) แท่นบูชาส่วนกลางด้านขวาเป็นกิมซิ้นของหน่ำเต้าแชกุน(ถือบัญชีคนเป็น) กล่าวว่าศาลเจ้าที่สามารถสร้างตั๋วพระหน่ำเต้า-ปักเต้าแชกุนได้นั้นต้องมีจำนวนรายชื่อผู้ถือศีลกินผักมากพอระดับหนึ่ง ส่วนกลางที่สำคัญที่สุดเป็นแท่นบูชาพระกิวอ๋องไต่เต่มีแท่นบูชาส่วนหน้า ส่วนกลาง และส่วนในสุดซึ่งกั้นเป็นตำหนักใน(หล่ายตั๋ว)อันเป็นเขตหวงห้ามเพราะเป็นที่ประทับของพระกิวอ๋องไต่เต่ เป็นที่วางของกระถางธูป(เ***่ยวหลอ)ซึ่งมีควันธูป(เ***่ยวโห้ย) ด้านในสุดมีกิมซิ้นของเต้าโบ้เทียนจุนพร้อมบริวารซ้ายขวาอยู่บนสุด ถัดลงมาเป็นกิมซิ้นของพระกิวอ๋องไต่เต่ทั้ง 9 ว่ากันว่าเป็นกิมซิ้นที่เก่าแก่ งดงาม สมบูรณ์ที่สุด ถูกต้องตามโบราณประเพณีทุกประการ และมีเกี้ยวที่ประทับ(ตั่วเหรียน)ซึ่งนำออกมาใช้เมื่อพระออกเที่ยว(อิ้วเก้ง)และส่งพระ(ส่างกิวอ๋อง)เท่านั้น ปกติภายในอาคารใช้เฉพาะตะเกียงน้ำมันมะพร้าวและเทียนขาวใหญ่ให้แสงสว่าง ทำให้มองดูขลังและสงบเย็น

5.อาคารเรือนนอนแยกระหว่างชายหญิง อยู่ซ้าย ขวา สำหรับผู้แสวงบุญจากที่ต่างๆมาช่วยงานศาลเจ้า

6.อาคารเล่าฉ้ายอิ้ว มีป้ายดวงวิญาณของบรรพบุรุษผู้ถือศีลกินผักในอดีตซึ่งมีจำนวนมาก ต่างมีความเชื่อว่าหากตายไป ฝากชื่อกับโรงพระกินผักแล้ว จะได้บุญข้ามสู่แดนสุขาวดีและใกล้ชิดกับพระกิวอ๋อง ถัดไปเป็นแท่นบูชาไต้ซือเอี๋ย(ยมบาล)ทรงยศเต็มรูปแบบ และมีพื้นที่ส่วนพิธีกงเต็กพร้อมทรัพย์สินจำลอง ภูเขาเงินภูเขาทอง พื้นที่ด้านหน้าเมื่อถึง 8 ค่ำ เดือน 9 จะสร้างลานยกระดับด้วยไม้แบบโบราณประดับด้วยธงพิธีประกาศส่วนบุญ เพื่อใช้ในพิธีทิ้งกระจาด(ภาพความเห็นที่ 34 โดย merf1970) อาคารนี้มีโครงการทุบเพื่อสร้างใหม่ขยายไปยังพื้นที่ว่างจัดซื้อใหม่ทางด้านหลัง ผู้ที่มีหน้าที่อนุรักษ์อาคารเก่าควรต้องเข้ามาช่วยดูแล ไม่ให้เสียรูปลักษณ์เดิม

7.อาคารโรงครัวขนาดใหญ่ 2 ชั้น ใช้ประกอบอาหารสำหรับคนจำนวนมากหลายพันคนต่อวัน กล่าวว่าช้อนชามแต่ละปีต้องซื้อหาใหม่หมดมาทดแทน เป็นโรงทานฟรีสำหรับคนทั่วไป และเป็นที่รับปิ่นโตจากทางบ้าน หรือเหมารถสามล้อมาผูกปิ่นโตจากที่ไกลๆเช่นชาวกันตังและทุ่งยาว สมัยก่อนมักนำปิ่นโตรมกำยานก่อนนำมารับอาหาร โดยอาหารเที่ยงมักเป็นข้าวต้มหัวมัน ถั่วลิสง และเต้าหู้ยี้ อาหารค่อนข้างเรียบง่ายเพื่อฝึกจิตและความอดทน


 ความคิดเห็นที่ 25

9 ก.ย.2549  เวลา 09:22 น.
โดย.. สมโภช 125.24.132.121  

ขอขอบคุณครับ คุณบุนเต้หลาง สำหรับความเป็นมาของศาลเจ้ากิวอ่องเอี่ย กระผมและลูกหลานชาวตรังและก็ผู้มาเยี่ยมชมเว๊ปตรังโซน จะได้รับความรู้ความเป็นของประเพณีถือศีลกินผักจากคุณบุนเต้หลาง อีกต่อๆไป รวมกระทั้งความเป็นมาของศาลเจ้ากิวอ่องเอี่ยในครั้งนี้ เป็นพระคุณอย่างมาก ผมจะเก็บรักษาบทความนี้ไว้เป็นไฟล์ที่สำคัญที่สุดในชีวิต เอาไว้ให้ลูกๆๆหลานๆๆ ไว้อ่านเป็นประวัติไว้เล่าให้รุ่นต่อๆๆไป ขอขอบคุณ คุณบุนเต้หลางอีกครั้งนะครับ ถ้ามีอีกรบกวนเขียนลงเพิ่มอีกนะครับ   


 ความคิดเห็นที่ 26

10 ก.ย.2549  เวลา 21:21 น.
โดย.. บุนเต้หลาง 58.9.77.99  

ศาลเจ้าหมื่นรามโดยปกติมีเจ้าพ่อหมื่นรามเป็นประธานศาลเจ้า แต่เมื่อถึงประเพณีถือศีลกินผักแล้วได้ทำพิธีอัญเชิญพระกิวอ๋องฮุดโจ้ว (กิวอ๋องไต่เต่) มาเป็นประธานในพิธี กล่าวว่าเจ้าพ่อหมื่นรามมีพี่น้องร่วมสาบาน 3 องค์

1.       เจ้าพ่อเขาใหญ่(ตั่วฮวดซือ) อยู่ที่ จ.ชลบุรี (จ.ตรัง มีศาลเจ้าปากทางเข้าวัดไทรงาม นาตาล่วง) สมควรฟื้นฟูและอนุรักษ์โดยด่วน

2.       เจ้าพ่อเขาตก(ยี่ฮวดซือ นำทีเมึ้งแปะก๋ง)อยู่ที่ อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี

3.       เจ้าพ่อหมื่นราม(ซำฮวดซือ)

เดิมทีศาลเจ้าหมื่นรามเป็นศาลเล็กๆลักษณะศาลเพียงตาที่ทุ่งนางเลิ้ง ใกล้วัดสหไตรมิตร อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ปัจจุบันได้สร้างเป็นศาลถาวรที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ต่อมาปี พศ.2493 นายย้งซึ่งเป็นลูกศิษย์เจ้าพ่อเขาตก(ต่อมาเป็นร่างทรงเจ้าพ่อเขาตก)ได้ทำพิธีเชิญกระถางธูปของท่านมาบูชา อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนของท่านได้มาพบเห็นและทราบประวัติความเป็นมาตลอดจนการประทับทรงจากนายย้ง หลังจากนั้นจึงทำพิธีเชิญเจ้าพ่อหมื่นรามมาประทับทรง โดยมีคุณย้งเป็นร่างทรง เจ้าพ่อหมื่นรามก็เข้ามาประทับทรงแผ่บารมีรักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วยจนมีผู้นับถือศรัทธาเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นเจ้าพ่อหมื่นรามซึ่งสูงด้วยบารมีได้ลงมาประทับทรงแผ่บารมีช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก เช่นการรักษาผู้ป่วย ช่วยในการสร้างศาลเจ้าต่างๆ บำเพ็ญบารมีสร้างวัด โรงเรียนและสะพาน ตลอดจนแผ่เมตาแจกน้ำ แจกอาหารและสิ่งของเครื่องใช้แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก ด้วยเหตุดังกล่าว ส่งผลให้ผู้มีจิตศรัทธามอบถวายจิตเป็นศิษย์ของเจ้าพ่อหมื่นราม และได้ทำพิธีอัญเชิญองค์เจ้าพ่อหมื่นรามให้สถิตย์ที่นี่เมื่อปี พศ. 2500 โดยสร้างศาลเป็นเรือนไม้ขนาดกลางที่ซอยกรมทางเก่า ถ.กันตัง คณะผู้บริหารชุดแรกคือ เต้าง้วนกี่ เป่งเส่ง บ้วนเซ่งฮง จิวเซี่ยบั้ง ฉั่วปวยกุ่ย เป็นต้น และได้จัดให้มีพิธีถือศีลกินผักของพระกิวอ๋องฮุดโจ้ว ณ ศาลเจ้าพ่อหมื่นรามเก่าเป็นประเพณีสืบมาตั้งแต่บัดนั้น ต่อมาศาลเจ้าพ่อหมื่นรามได้ขยับขยายย้ายมาที่แห่งใหม่ ถ.รัษฎา เยื้องสนามกีฬาเทศบาลตรัง เมื่อ 24 พค. 2523 เป็นต้นมา เมื่อกิจการศาลเจ้าเจริญรุ่งเรืองขึ้นจึงได้จัดตั้งมูลนิธิเจ้าพ่อหมื่นราม(ซำฮวดซือเซี่ยงตึ้ง) ต่อมาภายหลังร่างทรงของพระไต่เซี่ย(เห้งเจีย) จึงได้แยกไปตั้งศาลใหม่คือ ศาลเจ้าไต่เซี่ยฮุดโจ้ว ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน

ศาลเจ้าพ่อหมื่นรามเป็นศาลเจ้าลักษณะแต้จิ๋ว บริหารโดยกลุ่มคนแต้จิ๋วเป็นหลัก ฉะนั้นสิ่งเคารพในศาลจึงสิ่งที่ชาวแต้จิ๋วนับถือโดยเฉพาะ เช่น พระไต่ฮงโจวซือ ก๋งองครักษ์ ตั่วเล่าเอี๊ย เป็นต้น อาคารหลักเป็นอาคารขนาดใหญ่ชั้นเดียว ด้านหน้าเป็นแท่นบูชาฟ้าดิน(ทีตี่แป่บ้อ) และตำแหน่งที่ตั้งเสาเต็งโก อักษรเหนือประตูจารึก ซำฮวดซือเซี่ยเบี่ย อันเป็นศาลเจ้าของเจ้าพ่อหมื่นราม ภายในแท่นบูชาเบื้องหน้าแบ่งเป็น 2 ตอน ตอนหน้าเป็นกิมซิ้นของพระไต่ฮงโจวซือ ตอนหลังเป็นว่างสำหรับแท่นบูชาชั่วคราวเพื่ออัญเชิญพระเง็กอ้วงเซี่ยงตี่(เง็กเซียนฮ่องเต้) เมื่อมีงานพิธีถือศีลกินผัก ภายในด้านข้างของศาลด้านซ้ายเป็นแท่นบูชาพระศรีศากยมุณี และพระภูมิเจ้าที่ ภายในด้านข้างของศาลด้านขวาเป็นแท่นบูชาพระรวม มีกิมซิ้นของพระนาจาไท้จื้อ และพระอื่นๆ เบื้องล่างมีพระเสือ(โห้วเอี๊ย) แท่นบูชากลางศาลด้านซ้ายเป็นแท่นบูชาของเจ้าพ่อหมื่นรามและพระผู้ใหญ่ของทางศาล เช่น เจ้าพ่อเขาตก ฉั่งฮู่ง้วนโซ่ย (เตี่ยนหู้หงวนโส่ย) แท่นบูชากลางศาลด้านขวาเป็นแท่นบูชาของพระโพธิสัตย์กวนอิมและเทพสตรี ส่วนกลางซึ่งเป็นส่วนสำคัญเป็นแท่นบูชาของกิวอ๋องฮุดโจ้ว ด้านหลังกั้นห้องเป็นตำหนักในมีกิมซิ้นของพระกิวอ๋องและกระถางธูป

อาคารภายนอกที่สำคัญเช่น อาคารโรงครัว เรือนพักที่นอน ศาลาลงชื่อทำบุญและจำหน่ายธูปเทียน อาคารอำนวยการ อาคารไต้ซือเอี๊ยเพื่อประกอบพิธีทิ้งกระจาด และอาคารศาลาประทับทรงแยกชายหญิง


 ความคิดเห็นที่ 27

10 ก.ย.2549  เวลา 21:56 น.
โดย.. ta 203.188.16.130  
เสียดายปีที่แล้ว รูป ที่ผมถ่ายงานกินเจ ได้ลงหนังสือ  เล่มหนึ่ง ห้า ถึงหก หน้า   รู้งี้ผมไป ขอข้อมูล คุณบูเต้หลางดีกว่า  ปีนี้ จะถ่ายส่งหนังสือต่างประเทศเล่มนึง  เผื่อผมต้องขอคำแนะนำบ้างนะครับ

 ความคิดเห็นที่ 28

11 ก.ย.2549  เวลา 19:41 น.
โดย.. บุนเต้หลาง 58.9.81.230  
              นายชาลี กางอิ่ม นายกเทศมนตรีนครตรัง เปิดเผยถึง การจัดงานเทศกาลถือศีลกินผักเมืองตรังเฉลิมพระเกียรติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ว่า ในปีนี้ กำหนดจัดขึ้น ในระหว่างวันที่ 21-30 ตุลาคม 2549  โดยจัดให้มีพิธีเปิดในวันที่ 21 ตุลาคม 2549  กิจกรรมในพิธีเปิดงานจะมีการจัดเลี้ยงอาหารเจฟรี   มีขบวนแห่พระของศาลเจ้ากิ่วอ่องเอี่ยออกโปรดสาธุชน พื้นที่ อำเภอกันตัง ในวันที่ 23 ตุลาคม และพื้นที่อำเภอย่านตาขาว และอำเภอปะเหลียน ในวันที่ 25 ตุลาคม และในวันที่ 27 ตุลาคม บริเวณตลาดทับเที่ยง 
              ในส่วนของศาลเจ้าพ่อหมื่นราม ก็จะออกเยี่ยมลูกหลานผู้มีจิตศรัทธา รอบตลาดเมืองตรัง  และในวันที่ 29 ตุลาคม จะมีพิธีทำบุญตักบาตรอาหารแห่งพระสงฆ์ จำนวน 99 รูป นอกจากกิจกรรมดังกล่าวแล้วยังมีพิธีสะเดาะเคราะห์ พิธีขึ้นบันไดมีดและขบวนแห่องค์จำลอง 5 ขุนพลจากมูลนิธิธรรมกตัญญูจังหวัดสมุทรปราการ เป็นต้น 
              -----------------------------------------------------------------
                                                                                                  สุรเชษฐ์/ข่าว สวท.ตรัง

 ความคิดเห็นที่ 29

16 ก.ย.2549  เวลา 10:14 น.
โดย.. สมโภช 125.24.147.111  

คุณบุนเต้หลาง ครับคุณเป็นบุคคลที่มีคุณค่ามาเลย ที่มีข้อมูลส่วนนี้ไว้ ผมจะรวมข้อมูลตรงนี้เก็บไว้แล้วจะนำมาทำอะไรสักอย่างในอนาคต เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รู้ความเป็นมาของประเพณีถือศีลกินผัก และศาลเจ้าทุกศาลที่คุณบุนเต้หลางได้กล่าวมา คุณบุนเต้หลางครับ ผมขอนับถือด้วยใจจริงครับ ถ้าเป็นอาจารย์ผมได้ ผมขอให้รับลูกศิษย์อย่างผม ไว้สั่งสอนสักคน นะครับ ท่านอาจารย์ครับ(สมมุติเอาเองแล้ว)ไม่มีอีเมล์หรอกครับ
ขบวนแห่องค์จำลอง 5 ขุนพล นั้นมีขุนพลอะไรบ้างครับ อยากรู้มากครับ ผมว่าท่านอาจารย์บอกได้อยู่แล้ว แล้วได้ข่าวมาว่าจะให้ศาลเจ้าใหญ่ทั้งสองศาลออกเยี่ยมลูกหลานในตลาดทับเที่ยงพร้อมกัน นั้นจริงปล่าวครับ แล้ว มาทำพิธีขึ้นบันไดมีดที่ลานหน้าศาลจังหวัด จริงปล่าวครับ ฝากหน่อยครับท่านอาจารย์


 ความคิดเห็นที่ 30

17 ก.ย.2549  เวลา 11:56 น.
โดย.. บุนเต้หลาง 58.9.76.159  

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนนะครับ คำว่า บุนเต้หลาง มีความหมายเพียงเพื่อบ่งบอกว่าเป็นคนท้องถิ่นตรังเท่านั้น และใช้เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ ผมอาจโพสต์หัวข้ออื่นๆแต่ไม่ใช้คำว่าบุนเต้หลางผมไม่อาวุโสพอที่มีความสามารถรับใครเป็นศิษย์ได้นะครับ เผลอๆอาจรุ่นเดียวกับคุณสมโภชหรืออาจน้อยกว่าก็ได้ เพียงแต่ผมมีความรักประเพณีท้องถิ่นที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่จำความได้ โดยเฉพาะประเพณีถือศีลกินผักของบ้านเรา เลยตั้งใจที่จะเผยแพร่ความรู้ที่ผมมีอยู่เล็กๆน้อยๆ ที่พอจะช่วยได้นะครับ ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน หลายๆบทความ ยังมีสิ่งที่ต้องแก้ไขและเติมเต็มอยู่ ที่ผ่านมายังไม่ค่อยมีบทความหรือเวปเพจหรือเวปไซท์ที่เกี่ยวข้องกับประเพณีกินผักบ้านเราเลย เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นข้อความหรือเวปที่อื่นที่ดังๆทั้งสิ้น ในยุคสื่อสารที่ไปได้ทั่วประเทศทั่วโลกเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสด้วยความอยากรู้ ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ การที่ยังไม่มีข้อมูลของบ้านเรา ทำให้เสียโอกาสที่จะให้คนทั่วไปรับรู้และเข้าใจมรดกสิ่งดีของบ้านเรา เมื่อเห็นเวปของ บก.ตั้มเปิดกว้างเหมือนชุมชนคนตรังหลากหลายสะท้อนมุมมองไปยังชาวตรังทั่วไป ส่วนราชการและผู้เกี่ยวข้องได้ น้องภัทรเองได้ตั้งกระทู้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมก่อนงานประมาณ 2 เดือน จึงคิดจะช่วยเหลือข้อมูลตรงส่วนนี้ ประกอบกับกระทู้ภาพถ่ายงานกินผักของคุณต๊ะและคุณ merf1970ในปีที่ผ่านมาทำได้ดีมีผู้สนใจเข้าชมและแสดงความเห็นกันมาก เมื่อมองดูภาพแล้วตื่นเต้น สวยงาม แต่คนทั่วไปยังขาดความเข้าใจลึกๆว่าในภาพนี้มีความหมายอะไร ข้อมูลนี้เป็นองค์ประกอบหนึ่งซึ่งช่วยเสริมให้สมบูรณ์ขึ้นและเป็นแนวสำหรับการเตรียมถ่ายภาพเก็บข้อมูลต่อไป ในอนาคตหวังว่าจะมีผู้ที่สนใจ รักและศรัทธาประเพณีถือศีลกินผักของชาวตรังด้วยใจจริงๆจะร่วมกันประชาสัมพันธ์ รวบรวมความรู้จัดทำเป็นเวปเพจหรือเวปไซต์เพื่อประเพณีถือศีลกินผักเมืองตรังโดยเฉพาะ และผมยินดีที่จะช่วยเหลือข้อมูลเต็มที่ จากประสบการณ์ที่เคยเห็นประเพณีถือศีลกินผักจากที่ต่างๆหลายแห่ง ซึ่งมีทั้งส่วนดี ก็อยากเสนอในสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์และสามารถนำเป็นแนวทางพัฒนางานได้ ในส่วนที่ไม่ดีก็เห็นมาแล้ว จึงรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่จะช่วยกันป้องกันไม่ให้ประเพณีที่ดีของเราต้องล้มหายไป

สำหรับข้อมูลของมูลนิธิธรรมกตัญญู สมุทรปราการ หรือ เสียนหลอไต้เทียนกง(เสี่ยมหลอต่ายเที้ยนเก้ง) เป็นศาลเจ้าจีนฮกเกี้ยนขนาดใหญ่ที่บางปู สนับสนุนโดยชาวจีนไต้หวัน เป็นศาลลูกของศาลเจ้าหลักไต้เทียนฝู่ ที่หนานคุนเซิน เมืองไถหนาน ตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะไต้หวัน มีความเชื่อเกี่ยวกับเทพที่สามารถปกป้องให้ประชาชนรอดพ้นจากภยันตรายในช่วงยุคไต้หวันเปิดเกาะใหม่ๆ มีประชาชนต้องล้มหายตายจากจากโรคภัยไข้เจ็บ จึงนับถือพระ 5 องค์จีน เรียกภาษาจีนกลางว่า อู่ฝู่เชียนสุ้ย (หงอหู้เชียนโส่ยอ่องเอี๋ย) มี 5 องค์ 5 แซ่ เรียงตามความสำคัญคือ แซ่หลี่ ฉือ อู๋ จู ฟั่น สำหรับเมืองไทย สร้างเมื่อ 2521 เสร็จเมื่อ 2535 นี่เอง ศาลเจ้านี้เปรียบเสมือตัวแทนของชาวจีนไต้หวันในไทย ถ้าคนเหล่านี้มาร่วมงานประเพณีถือศีลกินผักเมืองตรังนับว่ามีประโยชน์ ตรงที่สามารถโยงใยไปยังกลุ่มจีนไต้หวันได้ เพราะชาวจีนไต้หวันมีความศรัทธาในพระจีนเป็นอย่างมาก แต่ไม่ค่อยมีร่างทรงมากนัก ขบวนแห่ของชาวจีนไต้หวันมักจะมีคนแต่งหน้าเป็นเซียนและปีศาจ คล้ายเองกอพะบู้ หุ่นพระจีนร่างใหญ่สวมครอบตัวคน และเกี้ยวหามพระแบบล้อเลื่อน ไม่ทราบว่าขบวนแห่ที่นำมาเป็นลักษณะใด น่าจะแห่วันแรกที่มีพิธีเปิดงานเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์มากกว่า ซึ่งวันแรกเป็นแค่การประชาสัมพันธ์เปิดงานการที่จะจัดขบวนเพิ่มสีสันทุกๆศาลเจ้า เพื่อเชิญพระทุกศาลเจ้าทั่วเมืองตรังเดินทางเข้าร่วมพิธีกินผัก ณ มณฑลพิธีหลัก(เดิมแต่ละศาลเจ้าจะนำไปเข้าร่วมพิธีอย่างเงียบๆ) และไม่ใช่ประเพณีพระออกเที่ยวจึงไม่น่าจะมีปัญหาต่อประเพณีเดิม ศาลเจ้าแห่งนี้มีศิลปะการตีกลองหมู่ใบใหญ่ได้ดี ถ้านำมาร่วมโชว์ได้ก็จะเพิ่มความคึกคักได้

ส่วนลานพิธีกิจกรรมเข้าใจว่าถนนหน้าเทศบาล แต่ต้องระวังเพราะในอดีตเคยจัดกิจกรรมพระแนวอภินิหารบนท้องถนนสี่แยกกันตังมาก่อน ทางศาลเจ้ามีคำสั่งห้ามเพราะควบคุมยาก ร่างทรงมาจากหลายแห่งดูแลไม่ทั่วถึง และไม่ใช่อาณาบริเวณศาลเจ้าที่มีกำลังสิ่งศักดิ์คุ้มกัน อาจเสียงต่ออุบัติเหตุได้ ในเรื่องนี้คงต้องฝากถามข่าวคราวจากน้องภัทรหรือคุณซุ้ยเอ็กช่วยให้ข้อมูลอีกที


 ความคิดเห็นที่ 31

17 ก.ย.2549  เวลา 15:46 น.
โดย.. สมโภช 125.24.143.81  
ขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับคำตอบ และคำอธิบายที่ได้ให้ในหลายครั้งที่ผ่านมา ซึ้งใจจริงๆครับกับสิ่งที่เกิดขึ้นในกระทู้ของน้องภัทร ของเว๊ปตรังโซนครั้งนี้ สำหรับคุณบุนเต้หลาง ถ้ามีโอกาส ผมจะขอพบปะนั่งคุยสนทนากินกาแฟ กันสักครั้ง ร่วมทั้งน้องภัทรและคุณซุ้ยเอ็ก เพื่อเพิ่มความรู้และเก็บไว้ทำออกมาเป็นอะไรสักอย่างหนึ่ง เพื่อให้คนรุ่นต่อไปได้เก็บไว้ศึกษาต่อๆไป ถ้าคุณบุนเต้หลางมีประวัติของศาลเจ้ากวนอู และ ศาลเจ้าท่ามก่งเยี่ยด้วย จะขอขอบพระคุณอีกมากๆๆเลย
ฝากคุณบุนเต้หลางด้วยนะครับ 

 ความคิดเห็นที่ 32

17 ก.ย.2549  เวลา 15:50 น.
โดย.. ภัทร 58.147.67.171  
เดี่ยวผมจะคุยกับพี่ตั้มว่าขอให้นำกระทู้นี้ ขึ้นโชว์อีก และยังไงข้อมูลต่างๆผมขอขอบคุณพี่ๆทุกๆคนนะครับ ที่มาบอกกล่าวกัน

 ความคิดเห็นที่ 33

17 ก.ย.2549  เวลา 16:33 น.
โดย.. dackwatt 58.9.79.246  

 

ผมยังคงเป็นห่วงอยู่เรื่องเดียว  นั่นก็คือพฤติกรรมของพระ(เจ้า)ที่แสดงฤทธิ์เกินวิสัยอันเหมาะควร
ที่จริงเรื่องนี้เพิ่งจะมีพฤติกรรมอย่างที่ว่าในสมัยหลังๆ  เริ่มมาจากพ่อค้าคหบดีในจังหวัดตรังผู้หนึ่ง  คิดจะบูม
การท่องเที่ยวของจังหวัดตรัง  โดยยกเอาประเพณีกินผักมาเป็นจุดขายจุดหนึ่ง  ซึ่งก็น่าจะดี  ไม่มีอะไรเสียหาย

แต่ครั้งแรกๆ  เท่าที่จำได้  มีการถ่ายทอดสดกระบวนพระออกเที่ยวทางสถานีโทรทัศน์สีช่อง 7 กองทัพบก
และในครั้งนั้นจำได้ว่า  เป็นครั้งแรกที่กำหนดเวลาการออกกระบวนของพระจากศาลเจ้ากิ๋วอ๋องฯ
ในเวลาตอนเย็น (ประมาณสี่โมงเย็นเศษๆหรือไรนี่แหละ) ซึ่งในประเพณีที่สืบต่อกันมานั้น  ไม่เคยปรากฏ

เรียกว่าเริ่มเพี๊ยนตั้งแต่เวลาเลยทีเดียว

สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็ปรากฏในกระบวนครั้งนี้ด้วย  แล้วดูเหมือนจะเป็นประเพณี(หรือเปล่า)ที่รับต่อกันมา
จนถึงปัจจุบัน  นั่นก็คือ  การให้ร่างทรงแสดงฤทธิ์ด้วยการใช้วัสดุแปลกปลอมต่างๆ  กระทำต่อร่างทรง
เพื่อให้แลดูน่าตื่นเต้น
  ตระการตา ตระการใจของผู้ที่ได้พบเห็น-ว่างั้นเถอะ  ด้วยเหล็กแทงแปลกๆสารพัด
เรียกว่านึกอะไรได้  ก็จับยัดไปให้พระแสดง  มีทั้งเสาอากาศโทรทัศน์, ก้านร่ม,  ล้อรถจักรยาน ฯลฯ

พระเองก็เหลือเกิน  ตามใจคนจนเสียพระ 
ซึ่งทำให้ขาดความคมขลังลงไปมาก  แม้ทุกวันนี้ก็ยังทำกันอยู่
อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะได้เห็นพฤติกรรมที่ว่านี้อีก  ซ้ำซากทุกปี

ที่จริงแล้ว,  ในสายตาคนต่างถิ่นที่ชื่นชอบประเพณีกินผัก   ไม่ว่าที่จังหวัดตรังหรือที่จังหวัดภูเก็ตก็ตาม
พวกเขาต้องการชมหรือได้เห็นประเพณีเนื้อแท้ที่รักษากันมาตั้งแต่ครั้งโบร่ำโบราณ 
ใช่ต้องการดูปา***่หรือการแสดงแปลกๆแพลงๆจากร่างทรงเช่นที่ประพฤติกันอยู่ 

อีกหน่อยคนที่พบเห็น  เขาจะพากันหัวร่อเยาะเย้ยประเพณีแบบนี้  กลายเป็นของเด็กเล่นไป

ทั้งที่พิธีกรรมและพิธีการต่างๆนั้น  มันมีความคมขลังและศักดิ์สิทธิ์ในตัวเองอยู่แล้ว  ไม่จำเป็นต้องไปดัดจริต
หากได้ช่วยกันรักษาสิ่งที่ดีงามตามครรลองแต่โบราณ  นั่นจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดตรังได้อย่างดี
และถาวรในระยะยาว  ขณะเดียวกัน  เท่ากับรักษาความศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านทางร่างทรง  ให้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางใจ
ควรแก่การสักการะและจดจำสำหรับผู้ที่พบเห็น  ไม่ให้เสื่อมถอยลงไปตามสังคมที่เจริญเฉพาะด้านวัตถุเท่านั้น

ใครก็ได้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องข้างต้นฯ  ขอได้โปรดรับความคิดเห็นของผม  นำไปพิจารณาทบทวนให้จริงจัง
พยายามมองให้เห็นความวิบัติที่จะเกิดขึ้นกับพิธีกรรม(การกินผัก) หากลูกหลานหรือผู้เกี่ยวข้องยังหลงประเด็น
จะมุ่งไปสู่ความทันสมัยหรืออื่นใดก็ตาม  ที่เป็นการบั่นทอนความศรัทธาและความเชื่อมั่นในลัทธิพิธีการ
ซึ่งควรจะเต็มไปด้วยความดีงาม,  จรรโลงรักษาขนมจารีตท้องถิ่นอย่างมีภูมิปัญญาและสง่างาม  ให้เสื่อมลง

และท้ายที่สุดนี้,  ขอกราบบังคมทูลพระผู้ใหญ่เบื้องสูงทุกๆพระองค์  ได้ทรงโปรดเมตตา 
เลิกตามใจมนุษย์ไร้ความคิดเสียที  ขอให้มีพระบัญชาผ่านไปยังเทพทุกๆพระองค์ในพิธีกรรม,  
ที่จะเสด็จลงมา(โดยผ่านร่างทรงทุกๆคน)อย่าได้แสดงพฤติกรรมตามใจมนุษย์อีกต่อไป 

หากเทพองค์ใดหรือมนุษย์ผู้เกี่ยวข้องคนใด  กระทำการฝ่าฝืนพระบัญชา 
แนะนำหรือชักนำหรือบังคับ(จะโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม)  ให้เทพและร่างทรงทั้งหลาย
ในกระบวนฯแสดงพฤติกรรม,  อาการอันไม่เหมาะแก่องค์ศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ 
ขอให้ทรงลงโทษสถานหนักตามมติสวรรค์ต่อไป 

กราบบังคมทูลฯ  ควรมิควรแล้วแต่จะทรงโปรดฯ
 


 ความคิดเห็นที่ 34

17 ก.ย.2549  เวลา 18:36 น.
โดย.. เจ้นก 58.9.161.192  

                   ขอให้ลูกหลานขององค์ศักดิ์สิทธิ์ทุกศาลจ้าว ไม่ว่าจะเป็น ศาลจ้าวกิ๋วอ๋องเอี๋ย  ศาลจ้าวพ่อหมื่นราม ศาลจ้าพ่อเสือ ศาลจ้าวไต๋เซี๋ยฮุดโจ้ว และศาลจ้าวที่ไม่ได้กล่าวนามก็ตาม ขอให้ท่านช่วยกันรักษาจารีตประเพณีและขนมธรรมเนียมที่บุคคลรุ่นเก่า ๆ  ได้ทำให้ดูกันไว้ และสืบทอดกันอย่างที่โบราณเค้าเคยทำกันมา เพื่อให้พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์และน่าเคารพบูชาได้อยู่กับลูกหลานสืบไป  และสุดท้ายนี้ขอให้ท่านผู้อ่านเชื่อว่า " อย่าไปท้าทายกับสิ่งที่เรานั้นมองไม่เห็นตัวตน "    


 ความคิดเห็นที่ 35

18 ก.ย.2549  เวลา 09:23 น.
โดย.. สมโภช 125.24.138.160  

คุณdackwatt ครับ
งานในปีนี้มันจะดูเป็นไปอย่างที่คุยพูดนั้นแหละครับ แต่งานนี้รู้สึกว่าเป็นนายกเทศบาลนครตรังจัดร่วมกับผู้ว่าราชการฯครับ
ใครก็แล้วแต่ที่เข้ามาในกระทู้นี้ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในศาลเจ้าต่างๆ กระผมขอให้พวกท่านทั้งหลายจงเอากลับไปคิดแล้วนั่งประชุมกันนะครับว่าสมควรหรือไม่ที่จะมีการทำอะไรก็แล้วแต่ ที่ทำนอกศาลเจ้า อันนี้กระผมไม่ได้ คิดจะเป็นศัตรูกับให้นะครับแต่บอกในหลักประเพณีและขนบธรรมเนียนโบราณ ที่คุณบุนเต้หลางได้เขียนไว้บ้างในข้างต้น เราน่าจะร่วมมือกันทำให้ความเป็นประเพณีถือศีลกินผัก อันเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษของเราชาวตรัง ได้หามาให้ในโบราณ  ได้มีความเป็นแบบแผนดั้งเดิม กระผมอยากที่จะเห็นความเป็นคนตรังที่มีความสามัคคี ร่วมใจกันทำในสิ่งที่ดีๆ ดังคำขวัญจังหวัด ที่ว่า ชาวตรังใจกว้าง  สร้างแต่ความดี อย่างน้อยๆๆ คนที่มาเที่ยวจังหวัดตรัง จะได้มีจความรู้สึกว่า จังหวัดตรังยังเก็บความเป็นโบราณทางประเพณีไว้ได้ดีกว่าที่อื่น อะไรประมาณนี้ ครับ แทนที่จะทำอะไรก็แล้วแต่เพื่อจะโชว์อะไรต่างๆตามที่คุณdackwatt  ได้กล่าวมาข้างบน
กระผมเป็นลูกหลานชาวตรังที่อยากจะเก็บความเป็นประเพณีที่ บรรพบุรุษคนตรังได้หามาไว้ ให้อยู่คู่ชาวตรังไปตลอดไป ไม่ใช่เอาประเพณีของบรรพบุรุษมาหากิน   

สุดท้ายต้องขอโทษสำหรับคนที่มีความเห็นไม่ตรงกันด้วยนะครับ กระผมเป็นหนึ่งในลูกหลานคนตรังที่อยากจะอนุรักษ์ประเพณีนี้ไว้ให้ถูกแบบแผน


 ความคิดเห็นที่ 36

18 ก.ย.2549  เวลา 12:51 น.
โดย.. dackwatt 58.9.79.179  

 

ขอบคุณครับคุณสมโภช,

ผมคิดว่าลูกหลานชาวตรังควรจะตื่นจากภวังค์และพิจารณาสิ่งที่ดีงามในประเพณีกินผักฯเสียที  อย่าปล่อยให้กาลเวลาพาไป  หรือความคิดอ่านของบุคคลบางคนที่เกี่ยวข้องในพิธีกรรมและพิธีการ  ชักนำไปโดยไม่คิดเฉลียวใจในความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประเพณีเก่าแก่และเป็นเลื่องชื่อของจังหวัดตรังประเพณีหนึ่ง 

อันไหนมีความหมายมีความลึกซึ้งและมีประโยนช์  เป็นสารัตถะหรือบริบทของประเพณีดั้งเดิมจริงๆ  ทุกคนต้องช่วยกันรักษาให้สืบต่อไปข้างหน้า  อย่าได้ชะงักหยุดยั้ง พร้อมทั้งช่วยกันปกป้องอย่าให้เสื่อมถอย 

ส่วนใดที่มีการพลิกแพลงและดัดแปลงแต่งเติมในภายหลัง  และเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร, แลดูไม่ประเทืองปัญญา(จะด้วยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม  หรือจะด้วยเห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเองก็ตาม)  ซ้ำยังเป็นการทำให้ภาพลักษณ์ของประเพณีที่ดีงาม  ดูเป็นพิธีกรรมที่ไร้คุณค่าลงไปในสายตาของผู้คนทั่วไป  โดยเฉพาะส่วนเล็กส่วนน้อยแต่เป็นจุดที่ผู้เกี่ยวข้องกลับคาดไม่ถึงว่า  สิ่งที่กระทำอยู่นั้น  จะเป็นเสมือนจุดบอดและจุดเสื่อมที่จะคอยบั่นทอนความดีงามของประเพณีกินผักของจังหวัดตรัง  ให้ลดน้อยด้อยค่าลงไปทุกปี

ลองย้อนกลับไปดู ภาพร่างทรงในกระทู้นี้ ตอนต้นๆก็ได้  นั่นเป็นหลักฐานซึ่งชัดเจนที่ชี้ให้เห็นว่า  การกระทำอย่างนั้น (ซึ่งเกิดจากความคิดความอ่านของคน,  ไม่ใช่ของพระ) เอาสิ่งของแปลกปลอมทุกรูปแบบเท่าที่จะหาได้  นำมาให้พระแสดงในวันสำคัญซึ่งถือเป็นวันที่(เทพ)พระเสด็จออกโปรดลูกหลานฯ 

ถามว่าดูแล้วใครบ้างเกิดความศรัทธา,? 

จะมีก็แต่ความรู้สึกหวาดเสียวสยดสยอง คนในกรุงเทพฯบางคนที่ผมเปิดภาพนี้ให้ดู  ถึงกับอุทานด้วยถ้อยคำที่ไม่สุภาพด้วยซ้ำ  แทนที่จะเห็นแล้วเกิดศรัทธาหรืออนุโมทนาสาธุ และบังเกิดความเคารพนับถือซึ่งควรจะมีในทุกผู้คนที่ได้เห็นสิ่งที่ดีงามหรือตัวแทนของความศักดิ์สิทธิ์  ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็ก  แต่ตรงกันข้าม (ย้อนไปดูภาพที่ว่านี้อีกสักครั้งนะครับ)  ทั้งจะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีกับพิธีกรรมที่จะติดหูติดตาเยาวชนให้สืบต่อรูปแบบที่ดูทารุณเกินศรัทธาอย่างนี้ต่อไปไม่สิ้นไม่สุด  เท่ากับคนรุ่นเราได้สร้างตราบาปประทับไว้ในพิธีกรรมที่ถือเป็นงานบุญงานศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์ที่สุดพิธีหนึ่งของจังหวัดตรัง 

ตามโบราณประเพณีและตำหรับตำราเก่าก่อน  ร่างทรง(หรือองค์เทพที่ประทับ)จะใช้เฉพาะ สัตราวุธ เท่านั้น  ไม่ใช่อาวุธ ( สัตราวุธ หมายถึงอาวุธที่มีคมเช่น กระบี่, ดาบ,  หรือแหลมมีปลายแหลม ฯลฯ  ส่วนคำว่า อาวุธ  หมายถึงอาวุธชนิดที่ไม่มีคมเช่น ปืน,  กระบอง, แส้, ฯลฯ) และมีวัตถุประสงค์หลักในการทรมานกายอยู่สี่ประเด็นใหญ่ๆเท่านั้นคือ

1.)  กระทำทุกขกริยา(ทรมานตนเอง)เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อเจ้าสวรรค์หรือเต่าหมู่กง

2.)  กระทำทุกขกริยาเพื่อให้ร่างทรงสามารถสื่อภาษามนุษย์ได้และรับสิ่งของที่ผู้มีศรัทธานำมาถวายได้(หรือเรียกว่า ไคกวง  หรือสอดคล้องกับความหมายที่ว่า เบิกเนตร ในภาษาไทย)


3.)  กระทำทุกขกริยา ด้วยสัตราวุธเพื่อชะล้างบาปเคราะห์ให้แก่ลูกหลาน เป็นการรับเคราะห์บางส่วนแทนลูกหลานที่มารอรับเสด็จฯ 

 4.) กระทำทุกขกริยาด้วยสัตราวุธ เพื่อปัดเป่าให้ร่างทรงหรือม้าทรงมีความบริสุทธิ์สะอาด  ปราศจากมลทิน และเป็นการเสดาะเคราะห์ต่ออายุขัยให้ร่างทรง 

ทุกวันนี้กระทำทุกขกริยาในเวลาเสด็จออกโปรดลูหลานฯ  กลายเป็นอะไรสักอย่างที่พวกพี่เลี้ยงพระ(บางคน) ถือเป็นการเอาแพ้เอาชนะหรืออวดศักดากัน  เกินไปจากความหมายหลักๆที่ปฏิบัติกันมาช้านาน

ผมขอกราบเชิญชวนพี่ๆน้องๆและลูกหลานชาวตรังทุกคน  ช่วยกันรณรงค์อย่าให้มีการกระทำที่ไม่เหมาะสมหรือเกินสมควรหรือเกินเลย (อย่างที่เป็นมาไม่กี่ปีให้หลัง ดูภาพร่างทรงในกระทู้นี้ก็ได้)  ให้หมดไปจากพิธีกินผักที่บริสุทธิ์สะอาดและทรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของพี่น้องชาวตรัง  ขอให้ช่วยกันละไม้คนละมือ  รวมตัวเป็นกลุ่มก้อนให้มีพลัง  พลักดันสิ่งไม่ดีงามออกไป  รักษาไว้ซึ่งพิธีกรรมที่ดีงาม, ประเทืองปัญญาและสะอาดบริสุทธิ์ ให้เป็นที่เชิดหน้าชูตาของคนตรัง  ถ้าทำได้อย่างนี้  ก็เท่ากับทุกๆท่านได้แสดงการถวายความเคารพสูงสุดต่อองค์ จิ่ว หวัง ต้า ตี้ องค์ประธานในพิธีกินผักฯ จะทำให้พระบารมีของท่านแผ่ไพศาลออกไปทุกทศทิศ  ไม่เฉพาะจังหวัดตรังเท่านั้น  แต่จะแผ่ไพศาลครอบคลุมไปทั่วประเทศ  ซึ่งจะทำให้สิ่งเลวร้ายทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองเราทุกวันนี้  พ่ายแพ้ล่าถอยและสูญสิ้นไปโดยเร็ววัน 

ขอบคุณทุกๆท่านที่ให้การสนับสนุน

 

 


 ความคิดเห็นที่ 37

18 ก.ย.2549  เวลา 15:53 น.
โดย.. ซุ้ยเอ็ก 210.246.188.62  

ประเพณีการกินผักเมืองตรังปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมากสมัยโบราณเมื่อพระกิวอ๋องไต่เต่ออกโปรดสาธุชน(ชุดหยิ้ว)และกลับมาที่ศาลเจ้าก็มีพิธีโก้กุ้น(เลี้ยงทหาร)และลุยไฟในตอนกลางวันแต่ปัจจุบันการลุยไฟเวลากลางวันและกลางคืนที่ศาลเจ้ากิวอ๋องตรังนั้นได้ยกเลิกไปหมดแล้วคงเหลือเพียงที่ศาลกิวอ๋องห้วยยอดที่ลุยไฟเท่านั้นแต่ก็จะลุยเวลากลางคืนการแสดงอภินิหารของพระที่ใช้เหล็กแทงปากนั้นสมัยโบราณพระใช้เหล็กแทงปากก็ต่อเมื่อทำพิธีเปิดของสำคัญ เปิดปากร่างทรง และเวลามีการออกโปรดสาธุชนในการแทงปากเวลาออกเที่ยวนั้นยังมีความสำคัญอยู่นะครับเพียงแต่ร่างทรงบางคนอยากจะโชว์อภินิหารพระจนเกินไปเลยได้ไปเอาพวกรถจักรยาน ร่มและสิ่งแปลกปลอมต่างๆมาใช้ในพิธีกรรมซึ่งบางอย่างมองดูแล้วไม่เหมาะสมในการนี้ก็คงต้องพึ่งคณะกรรมการของศาลเจ้าในการดูแลควบคุมพี่เลี้ยงและร่างทรงให้ประเพณีกินผักคงอยู่คู่ชาวตรังแบบดั้งเดิมมากที่สุดและอีกอย่างที่อยากประชาสัมพันธืบางท่านอาจไม่ทราบเวลาพระกิวอ๋องเสด็จกลับจากชุดหยิวในตลาดทับเที่ยงแล้วก็จะเสด็จไปที่ศาลเจ้าฮงซันซี(โรงพระโก้ยเซ๋งอ๋อง)ที่ท่าจีนพอไปถึงมีการอัญถ้ายเปีย(เกี้ยว)ของพระเซ๋งอ๋อง โล่เฉี้ยและศักดิ์สิทธิต่างลงแม่น้ำท่าจีนท่ฝั่งตรงข้ามแล้วอัญเชิญพระลอยน้ำไปขึ้นบกที่หน้าโรงพระโก้ยเซ๋งอ๋องเพื่อเป็นการรำลึกถึงประเพณีกินเจเพราะโบราณมีการอัญเชิญกิมซิ้น(องค์พระ)มาทางทะเลแล้วมาขึ้นเมืองตรังที่ท่าจีนผมว่าพิธีกรรมนี้ทางศาลเจ้ากิวอ๋องตรังยังรักษาไว้ดีเหมือนเดิมปีไหนที่น้ำมากก็จะเชิญพระลงเรือแล้วข้ามแม่น้ำซึ่งน่าดูมากเลยครับ

 

 


 ความคิดเห็นที่ 38

18 ก.ย.2549  เวลา 19:41 น.
โดย.. dackwatt 58.9.79.179  

 

ขอบพระคุณคุณซุ้ยเอ็ก ที่ให้ความคิดเห็นซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

อยากให้ท่านผู้รู้หรือผู้อาวุโสที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากับพิธีกรรมนี้(กินผัก)ในอดีตถึงปัจจุบัน  ได้กรุณาออกมาถ่ายทอดเนื้อหาสาระและรูปแบบในอดีต  ให้ปรากฏไว้เป็นลายลักษณ์อักษร (บอกให้ลูกหลานช่วยพิมพ์ให้ก็ได้) ซึ่งเท่ากับช่วยกันเขียนประวัติศาสตร์ที่ดีงาม  บันทึกไว้เป็นองค์ความรู้  เมื่อลูกหลานรุ่นใหม่ได้อ่านแล้ว  ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกปลาบปลื้ม, มีปิติ,  ภาคภูมิใจในแผ่นดินแม่และประเพณีที่ดีงาม ซึ่งเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ทั้งเนื้อหาและรูปแบบ 

ผมทราบดีว่าประเพณีที่ไหนๆในโลกนี้ย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ  ไม่มีอะไรตั้งอยู่ได้อย่างจีรัง  มันเป็นสัจจธรรมที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้   แต่การเปลี่ยนแปลงอย่างนั้น  มันเป็นไปโดยธรรมชาติและกาลเวลาที่ค่อยๆหล่อหลอม  และเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เหมาะสมเหมาะควร  หาใช่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเพราะความไม่รู้(หรือรู้แต่ไม่สนใจ) หรือเกิดจากบุคคลที่ไม่มีสำนึกในคุณค่าของประเพณีที่แท้จริง  แล้วบังเอิญมามีส่วนเกี่ยวข้องในรูปแบบ  ไม่ได้ใช้วิจารณาที่เหมาะสมว่าอะไรควร  อะไรไม่ควร  จึงทำให้รูปแบบและเนื้อหาหลักๆของประเพณีกินผัก  กำลังจะถูกลบเลือนออกไป 

ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า  เรากำลังปล่อยให้สิ่งที่ดีงามและศักดิ์สิทธิ์  ทรงคุณค่าทั้งกาลเวลาและจิตใจ  ให้เสื่อมถอยด้อยค่าลงไปเรื่อยๆ  ปีแล้วปีเล่า  แม้ไม่สนับสนุนให้ทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสม  แต่กลับนิ่งเฉยไม่แสดงออก  นั่นก็เท่ากับเป็นการสนับสนุนในสิ่งที่ไม่เหมาะควรไปโดยปริยาย  อย่ารอให้ถึงวันที่จะสายเกินกว่าที่เราจะนั่งพูดคุยเพื่อหาทางแก้ไขเรื่องนี้อีก  น่าเสียดาย

ช่วยกันเถอะครับ,  วันนี้เรายังมีเวลาที่จะฟื้นคืนสิ่งที่ดีงามกลับมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ  โดยเฉพาะประเพณีกินผักของจังหวัดตรัง  ซึ่งเป็นที่เลื่องลือไปทั่วประเทศ  ช่วยกันถ่ายทอดเนื้อความเหล่านี้  ให้สะท้อนไปถึงกลุ่มคนที่มีบทบาทกำหนดรูปแบบพิธีกรรม(ทั้งผู้จัดการศาลเจ้า, พี่เลี้ยงพระ, ร่างทรงรุ่นใหม่ๆ ฯลฯ)  ให้เดินไปตามครรลองที่ถูกต้องเหมาะควร 

อะไรที่เปลี่ยนแปลงได้โดยไม่เสียสารัตถะของเนื้อหา  ไม่ทำให้สูญเสียคุณค่าของประเพณี  และเพื่อให้เกิดความสะดวกตามกาลสมัย  ก็สามารถทำได้  แต่ส่วนใดที่เห็นได้ชัดว่าไม่ดีไม่งาม  ไม่เหมาะไม่ควร  แม้แต่ในจิตสำนึกก็เถอะครับ  อันนั้นควรงดเว้น  อย่าไปแตะต้อง  ควรให้เป็นไปตามประเพณีดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวดของเรา 

ลองย้อนไปดูภาพที่ร่างทรงใช้ของแปลกปลอมแทงปากหรืออื่นใด  แล้วถามตัวเองว่า  รู้สึกอย่างไรกับภาพที่เห็น  นั่นละครับสามัญสำนึกที่ดีงามมีอยู่ทุกผู้คน  คุณรู้สึกอย่างไร  คนไทยทั้งประเทศที่ได้เห็นประเพณีพิธีกรรมนี้  ก็ย่อมรู้สึกไม่แตกต่างไปจากเรา  แล้วยังจะให้เกิดภาพแบบนี้ซ้ำๆซากๆทุกปีอย่างนั้นหรือ?

ไม่มีใครช่วยเราได้นอกจากพ่อแม่พี่น้องและลูกหลานซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคนตรังโดยแท้เท่านั้น  ถ้าเราไม่ทำไม่เริ่ม  ใครเขาจะมาทำมาเริ่มให้เรา?  ไม่มีครับ,  ใครจะรู้ดีไปกว่าคนท้องถิ่นนั้นๆไม่มี

มาเถอะครับ  มาช่วยกันจรรโลงประเพณีที่ดีงามและศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์นี้ให้มั่นคงเข้มแข็ง  เริ่มกันปีนี้เลย  อย่าพลัดวันประกันพรุ่ง  เพราะวันเวลาไม่คอยรอใคร 

ช่วยกันรักษาประเพณีที่ดีงามนี้ ให้คนต่างถิ่นได้เห็นแล้วอิจฉาคนจังหวัดตรัง 

"ทำให้เขารู้สึกอิจฉา  ดีกว่าทำให้เขารู้สึกสมเพชครับ"

 


 ความคิดเห็นที่ 39

18 ก.ย.2549  เวลา 21:07 น.
โดย.. บุนเต้หลาง 58.9.83.254  

สืบเนื่องจากโดยประเพณีของชาวตรังให้ความเคารพศรัทธาต่อพระกิวอ๋องไต่เต่อย่างสูงสุด ดังนั้นจึงไม่ค่อยปรากฎว่ามีใครกล่าวถึงประวัติของท่านมากนัก พอนานวันเข้าประวัติเหล่านี้จึงมักจะเลอะเลือนไปตามกาลเวลา ปรากฏความจริงว่าหาผู้ใดมาอรรถาธิบายยาก

ในพระสูตรปักเต้าเกง ของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานกล่าวถึงพระนามของพระพุทธเจ้า 7 พระองค์ และพระโพธิสัตย์ 2 พระองค์ ไว้ดังนี้

1.        พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ

2.        พระศรีรัตนะโลกประภาโฆษอิศวรพุทธะ

3.        พระเวปุลลรัตนะโลกสุวรรณสิทธิพุทธะ

4.        พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะ

5.        พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ

6.        พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะ

7.        พระเวปุลลจันทรโภคไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ

8.        พระศรีสุขโลกปัทมครรภวังการมหาโพธิสัตย์

9.        พระศรีเวปุลลราสังสารโลกสุขะอิศวรมหาโพธิสัตย์

พระพุทธเจ้า 7 พระองค์ และพระโพธิสัตย์ 2 พระองค์ทรงปณิธานว่าจะโปรดสัตว์โลก จึงทรงแบ่งภาคมาเป็นเทพเจ้า 9 พระองค์ ดังนี้

1.        ไต้ข่วยเอี้ยงเม้งทั่มลั้งไถ่แชกุน

2.        ไต้กวงจิงยิ้งลกชุ้งเจ็งแชกุน

3.        ไต้ปิ้กตั้งง้วนเนี้ยมเจ็งกังแชกุน

4.        ไต้เพียวเทียงกวงพัวกุงกวงแชกุน

5.        ฮุ้ยกวงไล้เพี๊ยกแชกุน

6.        ไต้เจียกอึ่มเจ็งกือมึ่งง้วนแชกุน

7.        ไต้ฮั่ง***งเม้งบุ้งเคียกนิ้วแชกุน

8.        ไต้โพ้วปักเก็กบู๊เคียกกี่แชกุน

9.        ตั้งเม้งงั้วหูแชกุน

เมื่อทั้ง 9 พระองค์แบ่งภาคลงมาเป็นเทพเจ้า 9 พระองค์ ทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ จึงได้รับขนานนามว่า กิวอ๋องไต่เต่ หรือ กิวอ๋องฮุดโจ้ว แปลว่านพราชา ทรงอำนาจในการบริหารธาตุทั้ง 5 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง อันเป็นธาตุสำคัญในการดำเนินชีวิตของมนุษย์

จากนั้นเทพเจ้าทั้ง 9 จึงแบ่งภาคต่อไปเป็นดาวพระเคราะห์ 9 ดวง ประกอบเป็นจักรราศีแห่งดวงชะตา คือ

1.  ดาวไท้เอี้ยงแช คือ พระอาทิตย์

2. ดาวไท้อิมแช คือ พระจันทร์

3. ดาวฮ้วยแช คือ พระอังคาร

4. ดาวจุ๊ยแช คือ พระพุธ

5. ดาวบั๊กแช คือ พระพฤหัสบดี

6. ดาวกิมแช คือ พระศุกร์

7. ดาวโท้วแช คือ พระเสาร์

8. ดาวล้อเกาแช คือ พระราหู

9. ดาวโกยโต้วแช คือ พระเกตุ

ดวงดาวอันเป็นจักรราศีหมุนเวียนเคลื่อนคล้อยส่งผลต่อความเป็นไปของโลกและปวงมนุษย์ จึงล้วนมาจากดาวนพเคราะห์หรือพระกิวอ๋องไต่เต่ทั้งสิ้น ชาวตรังเชื้อสายจีนต่างเชื่อว่า เมื่อถึงวันขึ้น 1-9 ค่ำ เดือน 9 เทพเจ้าประจำดาวนพเคราะห์หรือพระกิวอ๋องไต่เต่จะผลัดกันเสด็จลงมาทั้งกลางวันและกลางคืน บุคคลใดมีความประพฤติ ตั้งอยู่ในกุศลกรรมวิถีก็จะทรงประทานพรอำนวยความสมบูรณ์พูนสุขให้ หากบุคคลใดตั้งอยู่ในอกุศลกรรมวิถีก็จะทรงลงโทษตามโทษานุโทษนั้น  

เมื่อถึงวันเวลาดังกล่าวชาวตรังเชื้อสายจีนจะงดเว้นอาหารคาวที่ประกอบจากเนื้อสัตว์หรือส่วนประกอบของสัตว์ แล้วสมาทานศีล คือ นุ่งขาวห่มขาว งดเว้นสิ่งที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง รักษากาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์ เว้นจาการเบียดเบียนผู้อื่น ไม่พูดเท็จ งดเว้นการข้องแวะในกาม ไม่ดื่มสุราของมึนเมา เพื่อให้เทพเจ้าได้เห็นความดีของตนตลอดเวลาทั้ง 9 วันที่ลงมาตรวจโลกมนุษย์


 ความคิดเห็นที่ 40

18 ก.ย.2549  เวลา 21:43 น.
โดย.. สมโภช 125.24.138.160  

มาอีกแล้วครับ ข้อมูลที่บางคนไม่รู้ แต่คุณบุนเต้หลางรู้ นี้แหละครับ บุคคลที่สมควรที่จะ สามารถนำพาความเป็นโบราณของประเพณีถือศีลกินผักของจังหวัดตรังกลับมา ขอให้คนทุกคนที่รู้ข้อมูลต่างๆๆ จงนำข้อมูลส่วนที่ตนเองรู้ออกมาเขียนแล้วจะได้รวบร่วม ข้อมูลจัดทำบันทึกไว้ แล้วข้อมูลในส่วนบุคคลภายนอกไม่สมควรรู้เราก็จะไม่ไปยุ่งเกี่ยว แต่ถ้าข้อมูลไหนที่สามารถเผยแพร่ได้ พวกเราน่าจะนำมาเผยแพร่ ให้คนที่ศรัทธาเขาได้ข้อมูลไปอ่านเพื่อที่จะได้ ระลึกถึงข้อมูลตรงนี้ว่าได้มาจากจังหวัดตรัง แล้วจากพวกคุณๆ ที่ยังรักในประเพณีนี้ ให้จารึกไปชั่วลูกชั่วหลาน เหมือนคุณdackwatt กล่าวไว้ข้างบน ในส่วนตัวผมจะพยายามหาข้อมูลแล้ว จะไปปรึกษากับบุคคลที่สามารถให้คำปรึกษาได้ว่า จะทำได้หรือปล่าวว่าให้ประเพณีนี้ได้ยึดตามแบบแผนเดิมครั้งสมัยโบราณ แม้ว่าปัจจุบันมันจะเปลี่ยนจากอดีตมากมาย แต่ขอให้จิตใจมนุษย์เราจงรักรักษาความดีและนับถือองค์ศักดิ์สิทิ์พวกเรานับถือ ไว้ให้มั่นคง อยากให้วัตถุมันมาเปลี่ยนแปลงความดีงามเลยครับ

ขอสงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำข้อมูลในกระทู้นี้ไปเผยแพร่ต่อ ยกเว้นได้รับการอนุญาตจากเจ้าของข้อมูลแล้วเท่านั้น !!!


< หน้าก่อน   1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 71 72 73 74 75 76 77 78 79 80 81 82 83 84 85 86 87 88 89 90 91 92 93 94 95 96 97 98 99 100 101 102 103 104 105 106 107 108 109 110 111 112 113 114 115 116 117 118 119 120 121 122 123 124 125 126 127 128 129 130 131 132 133    หน้าถัดไป >


    2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน