คนรักรถ(มอเตอร์ไซค์)


< หน้าก่อน   1 2 3 4 5 6 7    หน้าถัดไป >


"แก๊สโซฮอล" หรือ น้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการผสม
ระหว่าง เอทานอล * หรือเอทิลแอลกอฮอล์


ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99.5% ผสมกับน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว

ในอัตราส่วนเบนซิน 9 ส่วน เอทานอล 1 ส่วน จึงได้มาเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ออกเทน95

ที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับน้ำมันเบนซิลพิเศษไร้สารตะกั่ว ออกเทน 95

แก๊สโซฮอล์ เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากแนวพระราชดำริใน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528

โดยทรงเล็งเห็นว่าประเทศไทยอาจประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมัน

และปัญหาพืชผลทางการเกษตรมีราคาตกต่ำ

จึงทรงมีพระราชดำริให้โครงการส่วนประองค์สวนจิตรลดาได้ศึกษา

กระบวนการผลิต แอลกอฮอล์จากอ้อย

และนำแอลกอฮอล์ที่ผลิตได้นี้มาผสมกับน้ำมันเบนซิน ผลิตเป็นน้ำมัน "แก๊สโซฮอล์"

เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน


โดยโครงการส่วนพระองค์ได้เริ่มผลผลิตแอลกอฮอล์จากอ้อยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529

และได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

แก๊สโซฮอล์ กับประโยชน์ที่จะได้รับ

นอกจากราคาแก๊สโซฮอล์จะถูกกว่าน้ำมันเบนซินธรรมดา

ซึ่งช่วยประหยัดการใช้น้ำมันและเงินตราต่างประเทศในการซื้อน้ำมันไปได้มาก แล้ว

แก๊สโซฮอล์ยังช่วยลดปริมาณมลพิษจากท่อไอเสียและมลพิษในอากาศ

เพราะสามารถลดปริมาณไฮโดรคาร์บอนมอนนอกไซด์ลงได้ถึง 30%

ทำให้การเผาไหม้ของเครื่องยนต์สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

แก๊สโซฮอล์สามารถเติมได้กับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทุกรุ่นตามที่ผู้ผลิตแนะนำ

 โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปรับแต่งเครื่องยนต์

และสามารถเติมผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหลืออยู่ในถังได้เลย

ไม่ต้องรอให้น้ำมันหมดถังก่อน

และหากไม่มีจุดเติมแก๊สโซฮอล์ก็สามารถเปลี่ยนไปเติมน้ำมันเบนซินทั่วไปได้ทันทีเช่นกัน

เพราะแม้ว่าสารเติมแต่งค่าออกเทนที่กำหนดให้มีในการเติมน้ำมันเบนซินไร้สาร ตะกั่ว

ออกเทน 95 โดยทั่วไปนั้น จะเติม MTBE (Methyl Tertiary Butyl Ether)

แต่สำหรับแก๊สโซฮอล์ที่จะใช้ Ethyl Alcohol 99.5% ทดแทนในปริมาณ 10%

แต่คุณสมบัติในการใช้งานกับเครื่องยนต์ยังคงเหมือนกันทุกประการ นอกจากนี้

การผลิตแก๊สโซฮอล์ยังถือเป็นการใช้ประโยชน์จากพืชผลทางการเกษตรในประเทศให้ เกิดประโยชน์สูงสุด

เพราะไม่ว่าจะเป็นอ้อย มันสำปะหลัง ข้าว ข้าวโพด

สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตแอลกอฮอล์ได้ทั้งหมด

ช่วยลดงบประมาณในการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรลงได้ถึงหนึ่งหมื่นล้านบาท

เอทานอล คือ แอลกอฮอล์ที่ได้จากการหมักพืชหรือผลิตผลทางการเกษตร

สามารถใชเป็นเชื้อเพลิงโดยตรงเพื่อทดแทนน้ำมันเบนซินหรือน้ำมันดีเซล

เมื่อผสมกับน้ำมันเบนซินเป็น "แก๊สโซฮอล์" ผสมน้ำมัน ดีเซลเป็น "ดีโอฮอล์"

ใช้แก๊สโซฮอล์เพื่อชาติ เป็นพลังงานทดแทน ผลิตจากพืชเกษตรในประเทศ

ใช้แทนสารเพิ่มออกเทนที่นำเข้าจากต่างประเทศ ประหยัดเงินตราต่างประเทศ มากกว่า

3,000 ล้านบาท ต่อปี ประหยัดการใช้น้ำมันที่มีอยู่จำกัด

โดยการนำเอทานอลมาผสมกับน้ำมันเบนซิน

จะช่วยลดการใช้น้ำมันของประเทศลงได้ประมาณ 10% หรือเดือนละ 25 ล้านลิตร

เกษตรกรไทยมีรายได้สูงขึ้น

มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการผลิตเอทานอลที่ได้จากพืชเกษตร ลดมลพิษทางอากาศ

โดยลดไฮโดรคาร์บอน และคาร์บอนมอนนอกไซด์ ลงได้ 20-25 %

ช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นปัจจัยหลัก ที่ก่อให้เกิดสภาวะ

เรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ (GREEN HOUSE EFFECT) รวมทั้งลดควันดำ

ลดสารอะโรเมติกส์ และลดสารเบนซีน ช่วยกระจายการลงทุน

การจ้างงานสู่ชนบทใช้แก๊สโซฮอล์เพื่อคุณได้ใช้น้ำมันเบนซินออกเทน 95

ในราคาที่ประหยัดลง 1.50 บาทต่อลิตร ช่วยให้เครื่องยนต์เผาไหม้สะอาดสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ได้มีส่วนช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อนร่วมชาติให้ขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น

ได้ช่วยลดมลพิษทางอากาศ ซึ่งส่งผลถึงชีวิตตนเอง ลูกหลาน และเพื่อนร่วมชาติ

ผลเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการเติมแก๊สโซฮอล์ 95

เนื่องจากแก๊สโซฮอล์ 95 เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการผสมระหว่าง เอทานอล

หรือ เอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99.5%

ผสมกับน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว ในอัตราส่วนเบนซิน 9 ส่วน เอทานอล 1 ส่วน

1. คุณสมบัติของแอลกอฮอล์ คือระเหยเร็ว ทำให้เกิดหยดน้ำในถัง
     อาจทำให้ถังน้ำมันเกิดสนิมและผุเร็วกว่าที่ควรจะเป็น
     อาจทำให้เกิดการอุดตันในระบบน้ำมันเชื้อเพลิง



2. ควรเติมแก๊สโซฮอล์ 95 สลับกับเบนซิน 95
     เนื่องจากในแก๊สโซฮอล์ไม่มีสารหล่อลื่นบ่าวาวล์เหมือนในเบนซิน 95
     จึงทำให้เกิดการสึกหรอที่บ่าวาวล์มากขึ้น



3. จากการใช้งานจริงอัตราการเร่งลดลงในช่วง 0 – 100 กม./ชม.
ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเบนซิน 95
จึงเป็นเหตุให้ต้องเหยียบคันเร่งมากขึ้น
ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น
เกิดการสึกหรอเร็วขึ้น



4. การเติมเอทานอล ลงในเบนซิน 95
มีผลต่อคุณสมบัติบางประการของวัสดุประเภทยางที่ใช้เป็นระบบเชื้อเพลิงใน เครื่องยนต์มากกว่า



5. การเติมเอทานอล ลงในเบนซิน 95
มีผลต่อคุณสมบัติบางประการของวัสดุประเภทพลาสติก
ที่ใช้เป็นระบบเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์



6. อัตราการกินน้ำมันของรถ เปรียบเทียบระหว่าง แก๊สโซฮอล์ 95 กับ เบ็นซิ น 95




จากการใช้จริง




ก่อนหน้านี้ เติมเบ็นซิน 95 จำนวน 40 ลิตร วิ่งได้ระยะทาง = 400 กม.


เบ็นซิน 95 จำนวน 40 ลิตร ราคาลิตรละ 23.34 บ. เป็นงิน = 933.60 บาท


ปัจจุบัน เติมแก๊สโซฮอล์ 95 จำนวน 40 ลิตร วิ่งได้ = 360 กม.


แก๊สโซฮอล์ 95 จำนวน 40 ลิตร ราคาลิตรละ 21.84 บ. เป็นเงิน = 873.60 บาท


ดังนั้นการเติมแก๊สโซฮอล์ 95 ประหยัดเงิน (เท่ากับ 933.60 - 873.60) = 60  บาท


แต่... ระยะทางจะหายไป (เท่ากับ 400 – 360) = 40 กม.
(ต้องเติม แก๊สโซฮอล์ 95 เพิ่มอีก 4.44 ลิตร จึงจะวิ่งได้ 400 กม. =
เติมเบ็นซิน95 จำนวน 40 ลิตร)


สรุป ต้องเติมแก๊สโซฮอล์ 95 จำนวน 44.44 ลิตร เป็นเงิน = 44.44x21.84  = 970.57บาท


ผลต่างคือ : ระยะทาง 400 กม. เติมแก๊สโซฮอล์ 95 = 970.57 บาท
 ระยะทาง 400 กม. เติมเบ็นซิน 95 = 933.60 บาท


กลายเป็นว่าต้องเสียเงินเพิ่ม 36.97 บาท จากการเติมแก๊สโซฮอล์95
พื่อที่จะให้วิ่งได้ 400 กม. (เท่ากับเติมเบ็นซิน 95)



บทสรุป


ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเราว่าจะเลือกใช้อย่างไหน แต่ทั้งสองอย่างก็มี


ข้อด้อย ข้อดี แตกต่างกันไป" หากมีข้อสงสัย หรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม


ติดต่อ สำนักงานคณะกรรมการเอทานอลแห่งชาติ โทร. 0 2354 1648-51 โทร สาร 0 23541647


หรือ บริษัท เชลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ศูนย์บริการลูกค้าบริษัท


เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด โทร. 0-2262-7700 กด 2
การปิโตเลียมแห่งประเทศไทย

http://www.pttplc.com/th




บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
210 สุขุมวิท 64 บางจาก พระโขนง กรุงเทพฯ 10260 โทรศัพท์ 0-2335-4999 โทร สาร0-2335-4009
ศูนย์บริการลูกค้าบางจาก โทรศัพท์ 0-2745-2440-4


เก็บมาฝากจากเมลล์ฟอร์เวิร์ด ครับ



Update เรื่องอัตราสิ้นเปลือง น้ำมัน E20 ให้อีกนิด

บทสรุประหว่างน้ำมัน E20 , เบนซิน 95 และ Gasohal 95

 
 
นิตยสาร Auto Build   ทดสอบความสิ้นเปลืองของน้ำมัน 3 ประเภท
โดยใช้รถเก๋ง Mazda 3  2.0 ลิตร  3 คัน   ได้ผลดังนี้(ระยะทาง 360 กม.)

คันที่ 1 ใช้เบนซิน 95  (32.69 บาท/ลิตร) เฉลี่ย 12.3 กม/ล ใช้น้ำมันไป 29.26 ลิตร   เป็นเงิน 956.5 บาท

คันที่ 2 ใช้แก๊สโซฮอว์ 95 (29.69 บาท/ลิตร) เฉลี่ย 11.8 กม/ล ใช้น้ำมันไป 30.5 ลิตร เป็นเงิน 905.5 บาท

คันที่ 3 ใช้ E 20 (26.69 บาท/ลิตร) เฉลี่ย 10.5 กม/ล ใช้น้ำมันไป 34.28 ลิตร เป็นเงิน 915 บาท

รถทุกคันขับตามสภาพปกติใช้ความเร็วระหว่าง 100-140
สรุป ได้ว่าแม้ อี 20 จะราคาถูกกว่า 95 ถึงลิตรละ 6 บาท
แต่มีอัตราสิ้นเปลืองมากกว่าถึงเกือบ 20 % ทำให้สูญเงินแตกต่างกันน้อยมาก   
ส่วนแก๊สโซฮอว์ 95 ราคาถูกกว่า 95 อยู่ 3 บาท และแพงกว่า อี 20 อยู่ 3 บาท   
แต่ด้วยอัตราสิ้นเปลืองอยู่ระหว่างกลาง   พอคิดเป็นเงินกลับประหยัดได้ดีที่สุด 

   

โดย.. นักเลงกล้ามโต 58.147.60.204   


 

 ความคิดเห็นที่ 21

14 ก.ย.2552  เวลา 14:27 น.
โดย.. นักเลงกล้ามโต 58.147.60.204  
ก่อนอื่นขึ้นแสตนด์ จัดการถอดล้อก่อน แนะนำว่าควรมีเครื่องมือแบบครบๆหน่อยจะได้เลือกใช้งานได้ถูก 

 ความคิดเห็นที่ 22

14 ก.ย.2552  เวลา 14:27 น.
โดย.. นักเลงกล้ามโต 58.147.60.204  
ถอดน๊อตที่ยึดจานเบรคออกมา แต่ถ้ามันเน่ามากสนิมเกรอะกรังก็ให้ใช้แปรงทองเหลืองค่อยๆถู แล้วนำไปใส่ในถ้วย เทน้ำยาล้างสนิมลงไป เขย่าๆคลุกเคล้าให้ทั่วเหมือนถั่วทอด...ใส่ถุงมือด้วยเน้อ.. ทิ้งไว้นาน 10-20 นาที (ควรทำในสถานที่โล่งมีลมผ่านเพราะมันคือกรดเข้มข้นหากสูดดมหรือสัมผัสโดยตรงจะเป็นอันตรายมาก) ดูที่สีน๊อตเป็นหลักถ้าหลุดหมดแล้วก็นำไปล้างน้ำเปล่าได้เลย

 ความคิดเห็นที่ 23

14 ก.ย.2552  เวลา 14:28 น.
โดย.. นักเลงกล้ามโต 58.147.60.204  
หลังจากล้างน้ำเปล่า(หลายๆรอบ)เช็ดให้แห้ง จะสังเกตว่ามีคราบสีน้ำเงินๆอยู่ตรงเกลียว นั่นคือกาวล็อคน๊อตจากโรงงานให้เราเอาคัตเตอร์หรือเหล็กแหลมค่อยๆแซะคราบเหล่านั้นออกมา ก็จะได้น๊อตที่สะอาดปราศจากโลกีย์...เอ้ย..สนิม  

 ความคิดเห็นที่ 24

14 ก.ย.2552  เวลา 14:28 น.
โดย.. นักเลงกล้ามโต 58.147.60.204  
ถึงขั้นตอนเข้าตู้อบพ่นสี ควรพ่นให้ห่างประมาณ 1 ฟุต ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงไม้บรรทัดอันเล็กๆ ชั้นแรกพ่นให้บางที่สุดอย่าพึ่งกดสีเต็ม ทิ้งไว้ 15-20 นาที จากนั้นพ่นชั้นถัดไป แนะนำว่าพ่นแค่ 2 รอบก็พอ ทิ้งไว้ข้ามคืนถ้าทำได้ เพื่อให้สีเซ็ตตัวและแห้งมากที่สุด(สีเงินแห้งช้ากว่าสีดำด้านมาก) ที่เลือกสี Bosny เพราะเป็นสีทนความร้อนลอกออกยากและกันสนิมไปในตัว โดยเฉพาะถ้าสีโดนความร้อนแล้วจะเคลือบติดวัสดุเหมือนฟิล์มบางๆ  

 ความคิดเห็นที่ 25

14 ก.ย.2552  เวลา 14:29 น.
โดย.. นักเลงกล้ามโต 58.147.60.204  
ระหว่างรอสีแห้ง ให้ใช้สเปรย์ล้างคราบจารบีเก่าที่ติดอยู่ตามร่องรู รวมทั้งบุชแกนล้อ ทั้งสองข้าง แกนล้อด้วยก็ดี แล้วเช็ดให้สะอาด 

 ความคิดเห็นที่ 26

14 ก.ย.2552  เวลา 14:29 น.
โดย.. นักเลงกล้ามโต 58.147.60.204  
ถึงเวลาประกอบร่างแว้ว... หยดกาวล็อคน๊อตอย่าให้กาวเยิ้มมาก ใส่ให้ครบทุกตัวถ้าไม่ครบเดี๋ยวมันออกมาวิ่งเล่นจะไม่สนุกเอา 

 ความคิดเห็นที่ 27

14 ก.ย.2552  เวลา 14:30 น.
โดย.. นักเลงกล้ามโต 58.147.60.204  
จากนั้นใช้ประแจปอนด์ ขันให้ได้ปอนด์ตามคู่มือ ของผมใช้ที่ 20 Nm วิธีขันให้ขันแบบในรูป คือให้ขันฝั่งตรงข้ามของน๊อตแต่ละตัว 

 ความคิดเห็นที่ 28

14 ก.ย.2552  เวลา 14:30 น.
โดย.. นักเลงกล้ามโต 58.147.60.204  
ก่อนที่เราจะประกอบทั้งหมดกลับ ลองเช็คลูกปืนล้อว่าติดขัดหรือมีเสียงผิดปรกติหรือไม่ ยางซีลลูกปืนล้อฉีกขาดรึเปล่าถ้ามี ควรจะเปลี่ยนทั้งชุด(เรื่องยาว) ทาจารบีที่ซีลยางลูกปืน(ขอบด้านใน) ให้ทั่วรวมถึงบุชแกนล้อทั้งสองข้าง และแกนล้อด้วย

ปล.ผมใช้จารบีแบบลิเที่ยม ที่ทนความร้อนได้สูง 

 ความคิดเห็นที่ 29

14 ก.ย.2552  เวลา 14:31 น.
โดย.. นักเลงกล้ามโต 58.147.60.204  
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จแล้วก็ประกอบกลับตามเดิม (ใส่ล้อหลังคนเดียวนี่มันเหนื่อยจริงๆ)  

 ความคิดเห็นที่ 30

14 ก.ย.2552  เวลา 14:31 น.
โดย.. นักเลงกล้ามโต 58.147.60.204  
ถ้ามีเวลาก็ทำล้อหน้าไปพร้อมๆกันเลย....แจ่ม ใครมีข้อสงสัยหรืออยากแนะนำเพิ่มเติมเชิญเลยนะครับ 

 ความคิดเห็นที่ 31

14 ก.ย.2552  เวลา 14:44 น.
โดย.. นักเลงกล้ามโต 58.147.60.204  

การดูแลรถเบื้องต้น.......กรองอากาศ......น้ำมันเครื่อง......หม้อน้ำ

ในเรื่องของการดูแลในขั้นต้นนี้จะขอกล่าวเฉพาะส่วนของการบำรุงรักษาตามอายุขัยเท่านั้น.....ในส่วนของการซ่อมแซมในกรณีที่เกิดความเสียหายหรือความผิดปกติใดๆ คงต้องยกให้เป็นหน้าที่ของช่างผู้ชำนาญโดยตรงจะดีกว่าครับ

ปล : สำหรับท่านที่ไม่ได้ใช้รุ่นนี้ผมคิดว่าขั้นตอนส่วนใหญ่ก็น่าจะใกล้เคียงกันครับ



เริ่มกันที่ระบบกรองอากาศครับ..........ถอดเบาะนั่งออก......เมื่อถอดเบาะนั่งออกแล้วที่ถังน้ำมันจะเห็นน๊อตสองตัว จัดการถอดออกด้วยประแจเบอร์ 12 ........ทีนี้ก็เผยอถังขึ้นจะมองเห็นท่อทางเดินน้ำมันที่ออกจากก๊อกใต้ถัง จัดการถอดออกทั้งสองเส้น..........อ้อ แล้วก็มีสายไฟชุดนึงที่ออกจากใต้ถัง ก็ต้องถอดออกด้วย



ปล : หากรู้ล่วงหน้าว่าจะทำการยกถังน้ำมันออกก็อย่าเพิ่งเติมน้ำมันล่ะ.......เต็มถึงนี่หนักเอาการทีเดียว

 

เมื่อยกถังออกแล้วก็จะเห็น air box ขนาดมหึมา ใช้ไขควงแฉกถอดน๊อตออกทั้งสิบเอ็ดตัว


ปล : ขั้นตอนนี้ถ้ามีไขควงไฟฟ้าเป็นตัวช่วยล่ะก็ ชีวิตจะง่ายขึ้นอีกเยอะเชียวล่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เปิดฝา air box ออก.......นำแผ่นกรองออกมาตรวจสภาพ........ถ้าเป็นกรองของ K&N ให้ใช้น้ำยาของ K&N เท่านั้น.......ล้างตามขั้นตอนนะครับ ห้ามเอาน้ำ เอาลมฉีดทำความสะอาดล่ะ..............เจ๊งสถานเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นอกจากการตรวจสภาพ+ทำความสะอาดแผ่นกรองแล้ว อีกสิ่งที่ควรตรวจสอบก็คือสภาพของตัว air box ครับ......ดูว่ามีคราบน้ำมันรึเปล่า......มีรอยแตกร้าวรึเปล่า.......หากเป็นรุ่นหัวฉีดที่เป็น air duct แบบ direct อาจพบแมลงปอหรือเศษก้อนกรวด หากมีก็จัดการทำความสะอาดซะให้เรี่ยมไปเลย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ระบบกรองอากาศจบไป........มาถึงเรื่องของน้ำมันเครื่องกันบ้างครับ


การเปลี่ยนถ่ายขั้นแรก........เปิดฝาเติมน้ำมันเครื่องออก




ปล : ในขั้นตอนการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนี้หากรถจอดมาข้ามคืน แนะนำให้สตาร์ทเครื่องทิ้งไว้ประมาณสิบนาทีจากนั้นค่อยทำการเปลี่ยนถ่ายครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขั้นต่อมาก็หาถาดหรือภาชนะอะไรก็ได้ที่มีปริมาตรประมาณห้าลิตรมารองข้างใต้แล้วก็ถอดน๊อตระบายน้ำมันเครื่องด้วยประแจเบอร์ 17



หากภาชนะมีปริมาตรที่พอดีเกินไปจะลำบากในการเคลื่อนย้ายครับ.......ใหญ่หน่อยทำงานสะดวกกว่าแยะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



ปล่อยให้น้ำมันเก่าไหลออกให้หมด




ตอนถอดน็อตระวังปะเก็นจะหล่นหายด้วยล่ะ

 

 

 

 

 

สำหรับกรองน้ำมันเครื่องรถใหญ่ส่วนมากจะมีขนาดเท่ากับกรองของรถยนต์ในรหัส B6Y1 .......... ตรงนี้ใครจะเลือกใช้กรองแท้สำหรับมอไซด์โดยเฉพาะหรือว่าจะใช้กรองเทียบของรถยนต์อันนี้แล้วแต่ศรัทธา+กำลังทรัพย์ขอรับ.........โน คอมเมนต์




ในภาพ : อุปกรณ์การถอดกรองมีหลายแบบ ผมเลือกใช้แบบฝาครอบนี้เพราะใช้งานง่ายกว่าแบบสายรัด และตัวกรองไม่บุบแบบใช้โซ่รัดครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ถอดกรองเก่าออกแล้วใส่กรองใหม่เข้าประจำการณ์แทน..............ปกติผมจะเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกๆ 3000-3500 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กันการใช้งาน) และทุกครั้งที่เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องก็จะทำการเปลี่ยนกรองด้วยทุกครั้ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อเปลี่ยนกรองใหม่เรียบร้อยพร้อมขันน็อตรูระบายน้ำมันเครื่องดีแล้วก็มาถึงขั้นตอนการเติมน้ำมันเครื่องกันล่ะ........ขั้นตอนนี้บ้านใครมีกรวยก็สบายไปแต่ถ้าบ้านใครไม่มีก็จัดการเจาะฟลอยที่ปิดกระป๋องน้ำมันเครื่องให้เปิดเป็นสองรูดังภาพจะทำให้การเทน้ำมันเครื่องง่ายขึ้นเยอะ



ตรงนี้หลายท่านอาจคิดว่าทำไมต้องมาบอกนะ กะอีแค่การใส่น้ำมันเครื่อง..........อันนี้ขอยกตัวอย่างผมเอง.........เพราะว่าบ้านผมมีกรวย ปกติผมก็เปิดฟลอยออกหมดแล้วก็เท......ผมเองไม่เคยรู้ทริ๊กนี้เลย ถ้าให้เทโดยไม่มีกรวยก็จะหกเลอะเทอะ........จนผมมาเห็นคุณ PJ เติมน้ำมันเครื่องให้เจ้าเหมียว ZX12 เมื่อตอนไปมีทติ้งที่กาญจนบุรีกับสตรอมเมื่อสองปีก่อน ผมเห็นถึงกับร้อง.....อ้อ!!!!! มันเป็นยังงี้นี่เอง


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



เสร็จไปแล้วสองเรื่อง.........เรื่องสุดท้ายกับการเปลี่ยนถ่ายน้ำในระบบหล่อเย็น



ขั้นตอนนี้ควรทำอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งครับ เตรียมให้พร้อมทั้งน้ำยาล้างหม้อน้ำและน้ำยาหล่อเย็น



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อันดับแรก........เปิดฝาหม้อน้ำออก ........ จะให้ปลอดภัยก็หาผ้าหนาๆปิดทับไว้ตอนจะเปิดฝานะครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




คลายน็อตรูระบายน้ำหล่อเย็น........โดยมากจะใช้น็อตเบอร์ 8 ครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปล่อยน้ำเก่าให้ระบายออกจนหมด.......ปิดน็อตรูระบายน้ำจากนั้นผสมน้ำยาล้างหม้อน้ำลงในหม้อน้ำ ที่ขวดน้ำยาจะมีรายละเอียดการใช้งานทั้งวิธีการและอัตราส่วนที่ใช้


ส่วนใหญ่ก็จะใส่น้ำยาลงไป.....ใส่น้ำตามจนเต็ม......สตาร์ทเครื่องไว้แล้วเช็คระดับน้ำอีกครั้ง ถ้าพร่องก็เติมไปจนกว่าจะเต็ม.........ปิดฝาและปล่อยให้เครื่องยนต์เดินเบาไปอีกซักสิบนาที..........ดับเครื่อง........ถอดน็อตรูระบายออก.......น้ำสีสนิมก็จะพุ่งออกมาให้เห็น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



ปิดรูระบายน้ำ........เติมน้ำให้เต็ม........ติดเครื่องไว้ซัก1-2นาทีแล้วถ่ายน้ำออก (ทำซ้ำซัก2รอบหรือจนกว่าน้ำที่ระบายออกมาจะใสสะอาด)




เช่นเดียวกับตอนถ่ายน้ำมันเครื่อง ตอนถอดน็อตระบายน้ำให้ระวังปะเก็นหล่นหายครับ
  แจ้งลบความเห็น

 

 

 

 

 

 


 ความคิดเห็นที่ 32

14 ก.ย.2552  เวลา 14:46 น.
โดย.. นักเลงกล้ามโต 58.147.60.204  

เมื่อล้างภายในระบบจนสะอาดดีแล้วก็จัดการปิดรูระบายน้ำ......เติมน้ำยาหล่อเย็นตามสัดส่วนที่กำหนด จากนั้นเติมน้ำเปล่าจนเต็ม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ติดเครื่องไว้แล้วเดินคันเร่งเบาๆ........น้ำในหม้อน้ำจะค่อยๆพร่องลง........เติมน้ำไปเรื่อยๆจนระดับน้ำคงที่........ปิดฝาหม้อน้ำ จากนั้นก็ฉีดล้างทำความสะอาดเป็นอันเสร็จพิธีครับ


 


 ความคิดเห็นที่ 33

14 ก.ย.2552  เวลา 15:11 น.
โดย.. นักเลงกล้ามโต 58.147.60.204  

โอริง, ท่อยางเบนซิน กะ เบนซิน91, 95, และ แก๊สโซฮอล95 ภาค 1

เอามาใส่ขวดเล็กๆ ทั้ง 91, 95, และแก๊สโซฮอล95

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ท่อยางเบนซิน จากร้านอะไหล่รถยนต์ครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตัดมาสามชิ้นเล็กๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โอริง จากร้านเดียวกันครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สายพานยาง จากร้านอะไหล่อุปกรณ์อิเล็คทรอนิคครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หนังกะติ๊กรัดผม ของท่านภิรยาครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วัดรอบนอกของท่อยางเบนซินครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วัดความกว้างของรู ของท่อยางเบนซินครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วัดความหนาของท่อยางเบนซินครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วัดความหนาของหนังกะติ๊กรัดผมครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วัดความหนาของสายพานยางครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วัดความหนาของโอริงครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แล้วเอามาดูอีกหนึ่งรอบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ค่อยๆคีบใส่ขวด ทีละชิ้น ทีละชิ้น

หาแหนบมาคีบไม่ได้ ขอใช้ตะเกียบไปพลางๆก่อนนะครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เสร็จสมอารมณ์หมายครับ
เรื่องของเรื่อง รถปิคอัพโฟร์วีลที่ผมใช้อยู่เป็นเครื่องเบนซินอ่ะครับ เติมแก๊สโซฮอล95 มาตลอด ตอนหลังได้ไปติดแก๊สLPG ใช้เชื้อเพลิงสองระบบ ส่วนใหญ่ก็ใช้แต่แก๊สLPGแหละครับ อยู่มาวันหนึ่งที่ทองผาภูมิ ผมกำลังจะขับรถกลับกรุงเทพก็ได้กลิ่นน้ำมันเบนซินแถวๆใต้ท้องรถ(เพิ่งสลับจากระบบน้ำมันไปใช้ระบบแก๊สLPGครับ) ผมรีบดับเครื่องยนต์ แล้วมุดเข้าไปดูใต้ท้องรถ เห็นน้ำมันเบนซินฉีดพุ่งออกมาเป็นสายเลยครับ ตรงท่อยางก่อนเข้ากรองเบนซิน ผมลองไปขยับสายยางดู สายยางหลุดติดมือมาเลยครับ บางส่วนเปื่อยคล้ายๆกระดาษหนาๆโดนน้ำอ่ะครับเป็นชั้นๆเลย โชคดีที่อยู่ใกล้ร้านขายอะไหล่รถยนต์ ไปซื้อท่อยางมาเปลี่ยนก็กลับบ้านได้ครับ ตอนนั้นผมก็ยังไม่ได้คิดอะไรมากมาย ท่อยางก็ไม่ได้เปลี่ยนนานแล้ว เปลี่ยนแล้วก็คงอีกนานกว่าจะเปลี่ยนอีก อีกวันหนึ่งขับรถออกจากที่จอดรถที่ทำงานยังไม่พ้นเขตบริษัทเลยครับ ได้กลิ่นอีกแล้ว กลิ่นเบนซิน มุดใต้ท้องรถดู แบบเดิมครับ น้ำมันฉีดพุ่งจากท่อยางเบนซินก่อนเข้ากรองเบนซิน คราวนี้ไม่มีร้านอะไหล่ใกล้ๆแล้ว ผมได้แต่ตัดส่วนที่รั่วออกแล้วใส่กลับเข้าไปใหม่ โชคยังดีที่ท่อยางยังยาวพอและส่วนที่รั่วอยู่ที่ส่วนปลายๆของท่อ คราวนี้ผมชักไม่แน่ใจซะแล้ว เลยซื้อท่อยางเบนซินติดรถไว้ดีกว่าครับ ปลอดภัยไว้ก่อน ไม่เสียหลาย
ถ้าจะว่าเป็นเพราะแก๊สโซฮอลกัดส่วนที่เป็นยางใช่มั้ย มันก็ยังไม่ค่อยจะชัดเจนซักเท่าไรนัก(จริงๆก็น่าจะชัดเจนนะครับ) จึงเป็นที่มาของการทดลองครั้งนี้ครับกระผม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คงจะเป็นหนังยาวล่ะครับ แต่ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงก็จะเอามาให้ชมดูกันพอเพลินๆนะครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อสังเกตุครับ หนังกะติ๊กรัดผมผิดรูปทรงไปจากเดิม แทบจะทันทีทันใดเลยครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ด้วยความสงสัย ผมเลยเอามาทั้งสี่ขวด กะ หนังกะติ๊กอีกสี่เส้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใส่ใน95ก่อน แล้วตามด้วยโซฮอล95, 91 แล้วก็โซฮอล91 ครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ค่อยๆละลายทั้งสี่ขวดเลยครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หายไปกับสายลมหนาว เอ้ย ม่ายช่าย หายไปในขวดเบนซิน เรียบเลยครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ส่วนหนังกะติ๊กสีดำไม่ละลาย ไม่เหนียวมือครับ แต่พอยืดออกเท่านั้นแหละเจอความแตกต่าง
: 95 ไม่หดกลับ วงโตกว่าเดิมประมาณสามเท่าครับ
: โซฮอล95 ขาดและไม่หดกลับครับ
: 91 เหมือน 95 ครับ
: โซฮอล91 ใส่หนังกะติ๊กสีขาวไว้ ละลายหายไปแล้วครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มาดูท่อยางเบนซินกันบ้างครับ
ในขวดเบนซิน95 ครับ(เดิมๆ 14.83 mm)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

95 ครับ (เดิมๆ 3.66 mm)

 

 

 

 


 ความคิดเห็นที่ 34

14 ก.ย.2552  เวลา 15:18 น.
โดย.. นักเลงกล้ามโต 58.147.60.204  

 

ซ้ายของเดิมๆ ขวาแช่ใน 95 ครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในขวดโซฮอล95 ครับ (เดิมๆ 14.83 mm)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โซฮอล95 ครับ(เดิมๆ 3.66 mm)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ซ้ายของเดิมๆ ขวาแช่ในโซฮอล95 ครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในขวดเบนซิน 91 ครับ (เดิมๆ 14.83 mm)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

91 ครับ (เดิมๆ 3.66 mm ครับ)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ซ้ายของเดิมๆ ขวาแช่ในเบนซิน91 ครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในขวดโซฮอล91 ครับ (เดิมๆ 14.83 mm) (ขวดโซฮอล91 แช่หลังขวดอื่นๆหนึ่งอาทิตย์ครับ)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โซฮอล91 ครับ (เดิมๆ 3.66 mm)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ซ้ายของเดิมๆ ขวาแช่ในโซฮอล91 ครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โอริงครับ ซ้ายของเดิมๆ ขวาใน 95 ครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ซ้ายของเดิมๆ ขวาโซฮอล95 ครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ซ้ายของเดิมๆ ขวา 91 ครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ซ้ายของเดิมๆ ขวาโซฮอล91 ครับ (ขวดโซฮอล91 แช่หลังขวดอื่นๆหนึ่งอาทิตย์ครับ)

สรุปผลกันเองนะครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทำข้อมูลมาเพิ่มเติมให้ชมกันครับ
จะพิจารณาเฉพาะความแตกต่างก่อนและหลังการแช่น้ำมันชนิดต่าง ๆ โดยทำเฉพาะที่ท่อน้ำมันอย่างเดียว เราจะพบว่าที่โซฮอล์ทั้ง 91 และ 95 จะเกิดการบวมหรือขยายตัวของท่อมากกว่าน้ำมันเบนซิน 91 และ 95 ธรรมดา ดังนั้นสามารถสรุปคร่าว ๆ ได้ว่า โซฮอล์นั้นมีผลการกัดกร่อนต่อท่อน้ำมันจริง...แต่ช่วงเวลานานเท่าใดนั้นท่อจึงจะเสื่อมสภาพต้องรบกวนคุณ Samrit ทดสอบให้ชมกันต่อไป ...ก๊าบเพ่น้อง

 

 


 ความคิดเห็นที่ 35

14 ก.ย.2552  เวลา 15:21 น.
โดย.. JIB 117.47.214.14  

ฝากรถ(ร้าย) ล้างสักคนกันติ อิอิอิอิ หมาหน้ารักมาก ๆๆๆ


 ความคิดเห็นที่ 36

14 ก.ย.2552  เวลา 15:29 น.
โดย.. นักเลงกล้ามโต 58.147.60.204  

Update ราคาน้ำมัน 24 ชม.

 

 ความคิดเห็นที่ 37

14 ก.ย.2552  เวลา 15:32 น.
โดย.. นักเลงกล้ามโต 58.147.60.204  

วิธีเลือกซื้อรถbig bikeครับ

บทความนี้เป็นบทความเชิงความรู้ ข้อเสนอแนะ สำหรับ มือใหม่ ที่อยากจะเข้ามาเล่น รถใหญ่ หรือที่เรียก big bike ว่าวิธีการซื้อรถ วิธีการดูรถ  การซื้อให้รอบคอบที่สุด ว่าแล้วเราก็มาเริ่มกันเลย

บทแรกนี้มาว่ากันถึงจุดประสงค์การใช้งาน ของรถที่เราต้องการก่อน
1. ต้องถามตัวเองก่อนว่า ชอบรถแนวไหน?
- สปอร์ตไบค์ หรือที่เรียกกันว่า เรฟริก้า คือรถประเภท เลียนแบบรถในสนามแข่ง ท่วงท่าการนั้งจะเป็นแบบ ก้ม หมอบ ลักษณะรถ จะมีแฟริ่ง คลุมรถทั้งหมด แฮนด์แบบจับโช๊ค เบาะคนขี่และคนซ้อนจะแยกกันเป็น2ส่วน เช่น R1,  SP1
- สปอร์ตทัวร์ริ่ง  ลักษณะจะเหมือนประเภทแรกแต่ท่านั้งจะไม่ก้มมากนัก มีแฟริ่ง ชิวส์สูงสามารแหวกลมปะทะได้ดี เช่น Hayabusa , cbr1100xx
- คาสตอมไบค์ หรือ เน้กเก๊ตไบค์ คือรถประเภท ที่ไม่มีแฟริ่งมาก ไฟหน้ามักจะเป็นไฟกลม แฮนด์บาร์ ท่านั้งจะไม่ก้มมาก เช่น SF400 , XJR
- ช๊อปเปอร์,ครุยเซอร์ คือรถประเภทที่ไม่เน้นความเร็วมากนัก แต่ไปในเน้นแรงบิดในรอบต่ำ รอบกลาง หน้าตาก็จะไปทางเรียบง่าย เช่น Harlay , Steed400-600
- วิบาก หรือ Off Road คือรถประเภทที่ไว้ขี่ในทางสมบุกสมบัน

2. งบประมาณ เท่าไหร่?
    อันนี้ต้องแล้วแต่ทรัพย์ในกระเป๋า แต่ว่าหลังจากได้ประเภทรถที่ชอบแล้ว ก็ต้องหาข้อมูล ว่าราคาอยู่ในช่วงต่ำสุด- สูงสุดเท่าไหร่ จะได้เตรียมเงินให้พร้อม แต่คงต้องหมายความรวมถึง ค่าอุปกรณ์มรการขับขี่ด้วยส่วนนึง นอกเหนือจากราคารถ การที่รถรุ่นเดียวกันราคาไม่เท่ากัน เพราะ สภาพรถ อุปกรณ์ตกแต่ง อุปกรณ์ควบ หรือช่วงภาวะการตลาด

3. สถานที่จะไปออกรถ?
- รถบ้าน ในที่นี้หมายถึงรถที่เจ้าของประกาศขายเอง ไม่ได้ผ่านนายหน้าหรือร้านค้า
- รถที่ร้าน  ความหมายบอกในตัวแล้วว่า ต้องไปซื้อที่ร้าน ร้านค้าซื้อจากประเภทแรกหรือรถจากโกดัง แล้วเอามาปรับปรุงสภาพให้ดีขึ้น แล้วเอามาตั้งราคาใหม่

รถบ้าน (อธิบายเพิ่มจากข้อ3.)
ข้อดี 1. ราคาโดยส่วนมากถูกกว่ารถหน้าร้าน
       2. ต่อรองราคาได้มาก แล้วสามารถคุยกับเจ้าของได้โดยตรง ทราบประวัติรถ
       3. สามารถเห็นสภาพเดิมได้
ข้อเสีย
       1. ราคาถูกก็จริงอยู่แต่อาจต้องทำเพิ่มเติมเยอะมากกว่าที่คุยกันไว้ก็ได้ , ไม่มีรับประกัน
       2. การต่อรองราคา ถ้าได้รับความจริงใจจากผู้ขายก็จะโชคดี  แต่ถ้าผู้ขายไม่บอกความจริง แล้วเราซื้อมา หากต้องซ่อมแซมมากๆจะไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้เลย ( ในกรณีที่ซื้อมาโดยไม่ถี่ถ้วนพอ )

รถหน้าร้าน
ข้อดี 1. รถเก็บงานมาแล้ว ปรับปรุงสภาพเครื่องยนต์ อุปกรณ์ ทำสีใหม่แล้ว
       2. รับประกัน ตามแต่จะตกลง
ข้อเสีย ..ไม่เห็นสภาพเดิมๆเพราะเก็บงานมาแล้ว ถ้าเป็นร้านที่รับผิดชอบก็โชคดีไป แต่ถ้าเป็นการย้อมแมว ผู้ซื้อจะสังเกตุได้ยาก ส่วนใหญ่จะไม่เห็นจุดบกพร่อง

4. เทคนิคและวิธีการเลือกซื้อ
    ข้อสังเกตุเบื้องต้น....( รายละเอียดที่แจ้ง บางกรณีแม้ว่าจะเป็นจุดที่บกพร่องแต่สามารถซ่อมแซมแก้ไขได้ไม่ยาก เพียงแต่เป็นจุดสังเกตุ บ่งบอกถึงความสมบูรณ์ของรถ )
1.เล่มทะเบียน  ตรงกันกับรถ ดูเลขเครื่อง - เลขคอที่ระบุในเล่มให้ตรงกับรถ ส่วนเลขเครื่องและเลขคอไม่จำเป็นต้องเหมือนกันก็ได้ครับ เพราะประกอบจากอะไหล่เก่า จึงอาจไม่เหมือนกันได้ ข้อปลีกย่อยอื่นในภาวะปัจจุบันคือ ทะเบียนสวม หรือ ทะเบียนแท้ อันนี้ต้องขอรายละเอียดจากเจ้าของเดิมด้วย
2.ชุดโอน ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน ครบ หรือในกรณีที่เป็นอินวอย ก็ต้องมีใบเสร็จตัวจริง เครื่อง - เฟรม และเอกสารควบอื่นๆครบ
3.เขียนสัญญาซื้อ-ขายด้วย จะดีมาก
4. เดินดูรอบๆรถ โดยรวม...
 - ชุดสี แฟริ่งด้านนอกอาจมองไม่เห็น แต่ด้านในอาจมีรอยเชื่อมพลาสติกบ้างเล็กน้อย ไม่เป็นปัญหา แต่ให้สังเกตุ ช่วงตัวยึดน๊อต ขายึดในจุดต่างๆ โดยเฉพาะด้านหน้า ว่ามีรอยเชื่อมมากรึเปล่าว หลายจุดมั๊ย อันนี้บอกได้ถึงการเกิดอุบัติเหตุ ว่าชนมาแล้วมากน้อยแค่ไหน , เหล็กยึดโครงหน้ากากด้านหน้าก็เช่นเดียวกัน
 - เฟรม สีอลูมิเนียมเดิมๆ ไม่ทำสีจะดีที่สุด โดยมากถ้าไม่เคยเกิดอุบัติเหตุรุนแรง การทำสีเฟรมมักจะเป็นทางเลือกสุดท้ายในการปกปิดร่องรอย ส่วนใหญ่แม้ว่าจะเคยมีอุบัติเหตุมาบ้าง หากมีรองรอยที่เฟรมบ้างไม่เยอะนัก จะไม่ใคร่มีใครทำสีกัน
 - เครื่องไม่มีคราบเยิ้มน้ำมันตามรอยปะเก็น
 - สายไฟแม้ว่าจะเป็นส่วนที่มองเห็นไม่ได้ชัดเจนนัก แต่ในส่วนที่มองเห็น น่าจะอยุ่ในสภาพที่เก็บงานมาแล้ว จัดระเบียบมาได้เรียบร้อย
 - ปลายท่อแห้ง เขม่าสีเทาๆ ถ้าสีออกดำก็แสดงว่ากรองอาจตันหรือหมดสภาพแล้ว ( อันนี้เล็กน้อย รับได้ )
 - ลองสตาร์ท เปิดไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไปเบรค ไฟหน้าปัดเรือนไมล์ยังใช้งานได้ครบ อยู่รึเปล่าว
 - ลองคร่อม โยกรถ(กำเบรคหน้า) ลองเด้งหลังโดยใช้น้ำหนักตัว ว่าโอเคมั๊ย โช๊คหน้า แกนต้องไม่เป็นรอยลึกๆ(รอยครูคยาวๆ) รอยหลุมตามดเล็กๆ ไม่มีคราบน้ำมัน
 - โช๊คหลังต้องไม่เด้งขึ้นแรงๆทันที  ต้องมีความหนืดของโช๊คด้วย ทำนองว่ากดลงแล้ว ค่อยๆเด้งขึ้น
 - ลองเดินเบาซักพัก แล้วเบิ้ลรอบเครื่องยนต์แรงขึ้นอีกนิด ดูความราบเรียบของรอบเครื่องยนต์
 - เครื่องเดินเบาราบเรียบ ไม่กระตุก หรือไม่นิ่ง โดยปรกติถ้าสตาร์ทใหม่ๆรอบเครื่องอาจจะแกว่งๆ ไม่นิ่ง แต่ถ้าปล่อยให้เครื่องยนต์ทำงานต่อไปอีกซักพัก รอบเดินเบาจะคงที่ขึ้น,
 - ต้องไม่มีเสียงประหลาดๆ ก๊อกๆ แก๊กๆ หรือเสียงวีดตามรอบเครื่องยนต์ ยกเว้นในกรณีรถSuzuki ที่เอกลักษณ์เสียงเครื่องยนต์อาจดังมากกว่ายี่ห้ออื่น หรือ คาร์บูร์แฟลตสไลด์
 - ถ้าบังเอิญสตาร์ทแล้วมีควันขาว อย่าเพิ่งตกใจ อาจจะเพราะไม่ได้สตาร์ทมานานแล้ว ก็ให้เดินเบาซักแป็บนึง ลองเปิ้ลรอบดู ถ้าปรกติ เดี๋ยวมันจะค่อยๆจางไปหรือไม่มี แต่ถ้านานแล้ว เบิ้ลรอบยังมีควันออกมาตลอด ไม่น้อยลงก็อาจเป็นปัญหาที่เครื่องยนต์  แล้วในกรณีที่ไม่สามารถติดเครื่องได้ อันนี้ลำบากในการดูมาก อย่างน้อยควรได้ฟังเสียงการทำงานของเครื่องยนต์จะดีที่สุด
 - ให้ลองขี่ดูเลย ถ้าไม่ให้ลองขี่อย่าซื้อนะครับ แล้วการลองอย่างน้อยคนซื้อต้องสามารถที่จะรับผิดชอบดดยการซื้อเลยถ้าเอารถไปล้ม ฉะนั้นก่อนลองรถต้องชั่งใจก่อน ว่าเรารับผิดชอบได้รึเปล่าว ควรลองรถแบบมีระยะทางมากหน่อย ลองใช้เกียร์หลายๆเกียร์ ทดลองงัดขึ้น-ลง ถ้าปรกติอาการเกียร์แข็งจะไม่มี ใช้ความเร็วมากขึ้นนิดหน่อย เครื่องถ้าร้อนแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้ใช้งานมานานแต่ถ้าปรกติควันจะน้อยลงมาก แล้วในกรณีที่สตาร์ทไปซักพักแล้ว เอามือไปอังที่ปลายท่อแล้วมีความชื้นหรือละอองน้ำกระเด็นออกมา แสดงว่าเครื่องมีความฟิตมาก จนควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำ (ดีมาก)
 - ทดลองเบรคหน้า-หลัง ไม่ต้องแรงมาก็ได้เดี๋ยวรถล้ม ให้ทดลองลองขี่วนๆ กลับรถ เดินหน้า-ถอยหลัง จะให้เจ้าของซ้อนไปด้วยก็ได้ หรือถ้าอยากเทสคนเดียวเพื่อความสบายใจของเจ้าของรถ ผู้ซื้อจะให้กระเป๋าสตางค์ , บัตรประชาชน , เอกสารอื่นของเราไว้ เพื่อความสบายใจของทั้ง2ฝ่าย เพราะเคยเกิดเหตุกรณี ลองรถแล้ว ขโมยไปเลยก็มี
 - โซ่ สเตอร์ ยาง อย่างน้อยควรจะยังอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ ถ้ายังดีอยู่ก็อาจไม่ต้องต่อรองมาก แต่ถ้าไม่อยุ่ในสภาพที่ดีแล้ว อาจจะขอต่อรองราคาลงหน่อย แล้วเราค่อยไปเปลี่ยนเอาเองก็ได้ แต่ต้องคำนวนราคาไว้แล้วจะได้รู้ยอดรวมคร่าวๆโดยประมาณ เรื่องสีสรรค์ภายนอกขอให้มองเป็นประเด็นรองครับ ให้ดูเครื่อง เฟรม ไว้เป็นหลักนะครับ

5. การตัดสินใจ?
    แนะว่า อย่าเพิ่งใจร้อน ให้ดูละเอียดๆ ดูหลายๆคัน หลายๆที่ เว้นแต่ว่า คันที่กำลังดูอยู่สภาพดีมาก พอใจแล้ว ก็ต่อรองราคาได้เลย เพราะถ้ายังไม่ตัดสินใจ หลังวันนี้อาจหลุดลอยไปก็ได้ เป็นไปได้ให้พาเพื่อนไปดูด้วยกัน จะได้ไม่ถูกชักจูงได้ง่ายๆ
ควรจะศึกษาหาข้อมูลรถที่สนใจไว้ก่อน เช่นเลขเครื่อง เลขเฟรม อุปกรณ์ต่างๆในรถ ปั้มเบรค ที่บอกอย่างนี้ ยกตัวอย่างHonda SF400 ผลิตออกมาหลายรุ่นมาก เครื่องมีแบบครีบเต็ม ครีบไม่เต็ม ปั้มNissin Brembo สารพัด ต้องรู้มากๆไว้ก่อน โอกาศที่จะถูกหลอกจะได้น้อยลง รถบ้าน...ในบางกรณี แม้ว่าจะซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่าหน้าร้านมาก หลายบาท อาจเป็นหลักพัน หรือหลักหมื่น แต่ต้องคำนึงด้วยว่า สภาพที่เราต่อรองราคาได้ (ตามสภาพ ) หากเราตกลงซื้อมาแล้วเราต้อง เอามาปรับปรุงอะไรบ้าง ราคาอะไหล่แต่ละรายการราคาเท่าไหร่ ทดลองจดรายการดูว่าราคารวมๆแล้วเท่าไหร่ เพราะบางที เพลอๆราคารถ+ค่าบำรุงรักษาอาจจะแพงกว่ารถหน้าร้านก็ได้

6. การต่อรองราคา?
   แม้ว่าในกรณีซื้อ-ขายจะเป็นการตกลงราคาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย แต่ราคาควรจะพอเหมาะพอสม อันนี้อธิบายเป็นกลาง ผู้ขายก็อยากขายได้ราคาตามอย่างที่ตั้งใจไว้ อาจจะเท่าทุนหรือกำไรบ้างมาก-น้อย ส่วนผู้ซื้อก็อยากซื้อได้ราคาถูกตามงบประมาณ ถูกได้เท่าไหร่ ยิ่งมากยิ่งดี แต่ทั้งนี้ แนะว่าผู้ซื้อถ้าเห็นรถ สภาพ พอเหมาะสมกับงบประมาณแล้ว หากรับได้ก็ไม่น่าที่จะต่อรองกันจนมากเกินไป บางครั้งจนเหมือนกับการกดราคา ในวงการรถใหญ่นั้น แคบมาก ใครซื้อ ใครขายอะไร ไม่นานก็มีคนทราบหมด การซื้อขายบางครั้งก็ทำให้ได้เพื่อนใหม่ ไม่ใช่ซื้อกันแล้วไม่คบกันอีกเลย ฉะนั้น ควรที่จะมีคุณธรรมกันทั้งคนซื้อและขาย ให้เหมาะสมพอดี คนขายก็ไม่ควรจะ ย้อมแมว หรือขายเอากำไรมากๆเกินควร  อย่างนี้วงการของเราๆจะได้เจริญขึ้น

บทความนี้ เขียนโดยใช้ประสพการณ์ของตัวเอง หากมีบกพร่องอะไรบ้าง ก็ขออภัยครับ ขอบคุณเป็นอย่างสูง
Credit: คุณpum118 จากweb:118bikes
 


 ความคิดเห็นที่ 38

14 ก.ย.2552  เวลา 15:35 น.
โดย.. นักเลงกล้ามโต 58.147.60.204  

จากการที่มีข่าวหนาหูเรื่องการปลอมน้ำมันเครื่องต่างๆ

ทั้งฉลาก ลักษณะขวด และแม้แต่ใบเสร็จส่งของ ก็เรียนแบบได้แนบเนียน

จนแม้แต่ร้านที่สั่งมาขายยังดูไม่ออก

วันนี้จะพาไปดูซิว่า น้ำมันเครื่อง PTT Challenger Synthetic ยอดนิยม หาซื้อยาก ราคาไม่หนัก

ของแท้ สังเกตุอย่างไร จะได้ไม่โดนพ่อค้าหน้าเลือด ที่ไม่สนความเสียหายที่จะเกิดกับรถเรา หลอกเอา

หน้าตาของพระเอกเรา PTT Challenger Sythetic สุดยอดของน้ำมันเครื่องสังเคราะห์

ขั้นแรกดูที่ผิวของขวด มันจะเป็นสีเทามุก ของปลอมเป็นสีเทาเฉยๆ


พลิกดูก้นขวด มุมล่างซ้าย ของแท้จะเป็นรูปหยดน้ำ
ของปลอมจะเขียนคำว่า PTT


* PTT 003.jpg (84.92 KB. 640x480 - ดู 688 ครั้ง.)


ข้างหลังขวดตรงวันผลิต
ของแท้จะลงทั้ง เวลา และ วันเดือนปีที่ผลิต
ของปลอมจะเขียน วันเดือนปีอย่างเดียว



เปิดจุกออกของแท้จะเป็นฟอยล์ รูปหยอดน้ำ เส้นสายคมชัด สีสรรสดใส
ของปลอม อาจเป็นฟอยล์สีเทาเฉยๆ หรือถ้ามีรูปหยดน้ำ ก็สีซีด เส้นสายไม่ชัดเจน



สุดท้าย อันนี้เจ็งสุด
แกะฟอยล์ออกมา ของแท้ใต้ฟอยล์ จะพิมพ์คำว่า PTT ตัวเล็กกระจิ๋วใว้
ของปลอมไม่มี




ข้อมูลทั้งหมดนี้ผมได้มาจาก สนง ใหญ่ โดยตรง

เวลาซื้อดูให้ดีๆครับ จะได้ไม่เสียใจภายหลัง

ถ้าผิดจากที่ลงให้ดู สรุปได้ทันทีว่า ปลอม


สุดท้าย ขอกล่าวถึง น้ำมันเครื่อง Synthetic ตัวนี้นิด

หลายๆคนอาจไม่เชื่อถือมันนัก เพราะเห็นว่าเป็นสินค้าผลิตในประเทศไทย

แต่ในฐานะที่ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เล่นรถมานาน และเป็นคนที่รักรถ บำรุงรักษาเครื่องยนต์เองมาตลอด

บอกได้เลยว่าในบรรดา น้ำมันเครื่อง Synthetic ที่ใช้กับ มอเตอร์ไซค์ ที่มีจำหน่ายในประเทศไทย

เจ้า PTT Challenger Synthetic ตัวนี้ดีที่สุดแล้วครับ

ดีขนาดกล้าพูดได้ว่า ดีกว่า สินค้าชั้นนำที่นำเข้าจากฝรั่งเศษ หลายขุม

ผมไม่ได้มีส่วนได้ส่วยเสียกับเจ้านี้ แต่ต้องการให้เพื่อนๆได้ใช้ของที่ดีที่สุด เพื่อรถและเครื่องยนต์ของเราครับ



 ความคิดเห็นที่ 39

14 ก.ย.2552  เวลา 15:37 น.
โดย.. นักเลงกล้ามโต 58.147.60.204  
ค่าอ๊อกเทนคืออะไร
อธิบายกันง่ายๆ ค่าอ๊อกเทนคือ ค่าความต้านทานการน๊อก หรือการจุดระเบิดด้วยตัวเองเมื่อถึงอุณหภูมิที่เป็นค่ากำหนดของน้ำมัน(���่าอ๊อกเทน) ค่าอ๊อกเทนยิ่งมากก็หมายถึง มีค่าความต้านทานการ น๊อกยิ่งสูง ฉนั้นก็สามารถเครื่องยนต์ที่จำเป็นต้องใช้ค่าอ๊อกเทนสูงๆ นั้นหมายถึงเป็นเครื่องยนต์ที่มีกำลังอัดสูง เครื่องยนต์ที่มีอัตราส่วนกำลังอัดสูงๆจะไม่สามารถใช้น้ำมันที่มีค่าอ���อกเทนต่ำได้

ตัวอย่างเช่น เครื่องยนต์ที่มีอัตราส่วนกำลังอัด 12/1 นั้นหมายถึง พื้นที่ 12 ส่วนถูกบีบอัดให้เหลือเพียง 1 ส่วน การเกิดการอัดเช่นนี้ย่อมเกิดความร้อนสูงมาก ในขณะที่มีน้ำมันผสมกับอากาศเข้าไปในห้องเผ่าไหม้ด้วยแล้วก็จะเกิดการ���ุดระเบิดเอง ฉนั้นค่าอ๊อกเทนหรือ ค่าการต้านทานการน๊อกจึงมีความจำเป็นอย่างมากในการทำให้เครื่องยนต์มี���รี่ยวแรงมากขึ้น
แน่นอนเครื่องยนต์ที่มีกำลังอัดสูงๆ ต้องเป็นเครื่องยนต์ที่มีเรี่ยวมีแรงค่อนข้างสูงเช่นกัน คงพอเข้าใจกันแล้ว หากต้องการความรู้มากกว่านี้เรื่องของค่าอ๊อกเทน คงต้องอ่านในบทต่อไป

ค่าอ๊อกเทนกับองศาจุดระเบิด
อย่างที่กล่าวมาแล้วในหัวข้อ ค่าอ๊อกเทนคืออะไร ตอนนี้เรามาทำความเข้าใจกันให้ละเอียดมากขึ้น เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของค่าอ๊อกเทน กับสิ่งต่างๆ คงพอเข้าใจกันพอสมควรแล้วการอธิบายต่อจากนี้จะทำให้เข้าใจได้ยากขึ้น ที่สำคัญภาษาเขียนผมไม่ค่อยดีเสียด้วย

หากรถยนต์ของท่านมีกำลังอัดที่ต่ำเหมาะกับการใช้น้ำมันที่มีค่าอ๊อกเท���91 แต่ท่านเติมน้ำมัน95 แน่นอนครับย่อมไม่ส่งผลอะไรให้ดีขึ้น แต่จะสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เพราะน้ำมัน 95หรือ91 ไม่ได้ทำให้รถแรงขึ้นเลย เพราะองศาจุดระเบิดเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นตัวกำหนด ฉนั้นการปรับตั้งองศาจุดระเบิดให้แก่ขึ้นหรือจุดระเบิดก่อนศูนย์ตายบน���ากขึ้น เพื่อให้เหมาะสม เครื่องยนต์ที่มีกำลังอัดต่ำ ก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ
การปรับตั้งองศาจุดระเบิดกับอัตราเร่ง
องศาจุดระเบิดเกี่ยวอะไร กับอัตราเร่งของเครื่องยนต์ แน่นอนครับเกี่ยวข้องกันอย่างมาก ปัจจุบันรถยนต์ที่ขายกันส่วนมากจะบอกว่าสามารถเติมน้ำมันที่มีค่า อ๊อกเทน91 นั้นเป็นเพราะการปรับตั้งองศาจุดระเบิดเพื่อให้เหมาะสมกับน้ำมันที่มี���่าอ๊อกเทน 91

อธิบายกันต่อก็คือ การเผาไหม้ย่อมมีระยะเวลาเพื่อให้เผาไหม้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และเครื่องยนต์สามารถนำการเผาไหม้นั้นๆมาใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภ���พ มองภาพเครื่องยนต์กำลังหมุนจากจังหวะดูด คือหมุนลงล่างคือจาก 1 ส่วนขยายเป็น 10 ส่วน(180 องศา) จากนั้นกำลังหมุนต่อสู่จังหวะอัด คือจาก 10 ส่วน อัดให้เหลือ 1 ส่วน (180 องศา) การจุดระเบิดของเครื่องยนต์ก๊าซโซลีน จะต้องใช้การจุดระเบิดจากหัวเทียน และการเผาไหม้ต้องใช้ระยะเวลา ตั้งแต่เริ่มจุดจนถึงระเบิดเต็มที่ การจุดระเบิดเต็มที่ก็ไม่ควรให้เกิน TDC เพื่อให้ได้กำลังงานมากที่สุด คือสามารถดันลูกสูบลงได้เต็มที่มากที่สุด คือจาก 1 ส่วน ให้เป็น 10 ส่วน ฉนั้นการจุดระเบิดโดยหัวเทียนก็จะต้องจุดระเบิดก่อนถึง TDC ประมาณ 5-35 องศา ทั้งนี้ทั้งนั้น การจุดระเบิดที่ต้องเปลี่ยนแปลงไป ก็ขึ้นอยู่กับการนำเข้าของไอดี หากมีไอดีเข้าไปมากองศาการจุดระเบิดก็จะต้องต่ำลงเนื่องจากเป็นอัตราส���วนกำลัง(จริง)มากขึ้น จากนั้นก็จะเป็นจังหวะคายไอเสีย คงพอเข้าใจกันมากขึ้นน่ะครับ

อัตราส่วนกำลังอัดกับค่าอ๊อกเทน
มองภาพเครื่องยนต์กำลังหมุนจากจังหวะดูด คือหมุนลงล่างคือจาก 1 ส่วนขยายเป็น 10 ส่วน (180 องศา) จากนั้นกำลังหมุนต่อสู่จังหวะอัด คือจาก 10 ส่วน อัดให้เหลือ 1 ส่วน (180 องศา) ย่อมเกิดความร้อนสูงมากๆในห้องเผาไหม้ จนอาจจะเกิดการลุกติดไฟได้ด้วยตัวเอง การลุกติดไฟเองก่อนที่จะได้เวลาที่หัวเทียนจะจุดระเบิด ย่อมหมายถึงการต้านกันอย่างรุนแรง ของลูกสูบที่กำลังเลือนขึ้นจากแรงเฉื่อย กับการระเบิดที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง ส่วนมากมักจะทำให้ลูกสูบแตก ทางด้านไอดี ถ้าอาการไม่หนักก็จะเกิดเป็นรอยพรุนที่ฝาสูบ และลูกสูบฝังไอดี

อัตราส่วนกำลังอัด+ค่าอ๊อกเทน+องศาจุดระเบิด สัมพันธ์กันอย่างไร
เมื่อเราทราบสิ่งที่ต้องสัมพันธ์กันทั้งสามสิ่งไปแล้ว คราวนี้การโมดิฟายก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่สิ่งที่เรารู้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่จะทำให้การโมดิฟายเป็นไป���ย่างถูกต้องและถูกวิธี เมื่อเอาหัวข้อใหญ่ทั้งสามมารวมกันก็จะได้คำตอบในข้อนี้ออกมาเอง

ผมจะอธิบายเพียงคราวๆ หากมีอัตราส่วนกำลังอัดที่สูงเรารู้ว่าเครื่องยนต์จะมีประสิทธิ์ภาพที���สูง แต่ไอดีก็จะจุดระเบิดตัวเอง (น๊อก) ฉนั้นทางแก้คือต้องมีน้ำมันที่มีค่าอ๊อกเทนที่สูง แต่องศาการจุดระเบิดก็ไม่สามารถให้จุดล่วงหน้าได้นานอยู่ดี ฉนั้นการที่จะให้จุดระเบิดได้ในตำแหน่งที่ดีก็ต้อง ลดอัตราส่วนกำลังอัดลงอยู่ดี หากทำสามสิ่งนี้ให้เหมาะสมคุณก็จะได้เครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพที่ส���ง
ส่วนรายละเอียดปีกย่อยต่างๆ เช่น ความหนาแน่นของอากาศ การไหลของอากาศ การเหนี่ยวนำตัวเองของอากาศ การลดความร้อน การนำเข้าของของไหล เส้นทางที่จะนำเข้าอากาศ เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันอีกนานทีเดียว ฉนั้นขอให้เข้าใจรายละเอียดพวกนี้ก่อน

การจุดตัวเองเกิดขึ้นได้จากอะไร
การจุดระเบิดด้วยตัวเองเกิดขึ้นได้จากอะไร นอกจากจะจุดระเบิดเองได้จากที่กล่าวมาแล้ว องประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดการจุดระเบิดได้ด้วยตัวเองยังมีอีกหลายอย่า���คือ
การจุดระเบิดจากความร้อนของเครื่องยนต์ ความร้อนของเครื่องยนต์เป็นตัวทำให้เกิดการจุดระเบิดได้ เนื่องจากความร้อนจะทำให้ไอดีที่เข้าไปมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น หลายท่านคงเคยได้ยินเสียงเข็ก (แกร๊กๆๆๆๆๆๆ) แต่ไม่ได้สนใจอะไร มารู้อีกทีเครื่องยนต์ก็ดับเสียแล้ว เนื่องจากความร้อนขึ้น อย่างนี้เสียตังค์แน่นอน หากคุณได้ยินเสียงนี้ แกร๊กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ให้บอกตัวเองได้เลยว่า ขณะนั้นความร้อนในเครื่องยนต์คุณสูงแน่นอน

คำคม: น้ำมันอ็อกเทนสูงไม่ได้ทำให้เครื่องแรง แต่เครื่องแรงๆต้องการน้ำมันอ็อกเทนสูง


 ความคิดเห็นที่ 40

14 ก.ย.2552  เวลา 15:40 น.
โดย.. นักเลงกล้ามโต 58.147.60.204  

วิธีถ่วงล้อแบบบ้านๆ มาดูกัน

ส่วนหนึ่งของการรับทำล้อโตคือถ่วงล้อให้ใหม่ด้วย

ระยะหลังๆนี้เห็นน้องๆเปลี่ยนยางกันเป็นว่าเล่น

แต่น้อยรายนักที่คิดจะให้ทางร้านถ่วงยางให้ใหม่

เขาถ่วงดีนะ แต่ใช้กะกั่วถ่วงแบบกาวสองหน้า แบบในรถยนต์

มันดูไม่สวย เกะกะ แถมหลุดง่ายอีก สู่แบบที่ออกมาจากโรงงานไม่ได้

ถ้างั้น เรามาถ่วงกันเองดีกว่า มันมีวิธีง่ายๆ ใครๆก็ทำได้ อุปกรณ์ก็ไม่มาก

ที่ต้องใช้ก็มี เชือกในล่อนแบบถักยาวสักเมตรครึ่ง(แบบตีเกลียวไม่เอา)ไขควงแบน ค้อน ลิ้มไม้เล็กๆสามสี่อัน(ไม่มีเหลาเอาเอง)

และคานที่จะใช้ผูกเชือก ใครมีพี่สาวอายุเกิน 30 แต่ยังไม่แต่งงาน น่าจะยืมได้ อิ อิ

งัดกะกั่วถ่วงที่ติดอยู่กับวงล้อออกด้วย เก็บใว้ เดียวได้ใช้

มาเริ่มกันเลย

เอาอะไรก็ได้ที่ใหญ่กว่ารูลูกปืนมาพูกติดปลายด้านหนึ่งของเชือก


ร้อยเชือกผ่านรูลูกปืน ทะรุทั้งสองข้าง




จากนั้นเอาลิ้มไม้ยัดเขาไปในรูด้านยาวของเชือก ล๊อกให้เชือกอยู่กึ่งกลางของรู
แล้วเอาปลายเชือกขึ้นไปพูกกับคาน(ของพี่สาว??)ให้ล้อขึ้นไปด้วย สูงห่างจากพื้นสัก 1 เมตรจะทำงานง่าย


พอล้อพ้นพื้น จะเห็นทันที ว่าด้านนึงจะเอียงลงต่ำกว่าอีกข้าง แสดงว่าด้านนั้นหนักกว่า


เอากะกั่วถ่วงไปวางบนขอบยางฝั่งที่สูงกว่า จะเห็นว่าด้านนั้นตกลงทันที


รูปนี้เอามาให้ดูเฉยๆว่า ขณะนี้วงล้อได้ระดับกันแล้ว ดูได้จากระดับน้ำ
ระดับน้ำไม่ต้องใช้หรอกครับ เอามาเทียบให้เห็นเท่านั้น



เอาตะกั่วไปตอกติดตรงขอบในตรงตำแหน่งทีเราไปวางบนยาง




แค่นี้ครับเสร็จแล้ว ถึงแม้ว่าการถ่วงแบบนี้จะไม่แม่นเท่ากับถ่วงกับเครื่อง

แต่ก็ได้มากกว่า 90% ดีกว่าไม่ถ่วงเลย

จากที่เคยทำในรถตัวเอง วิ่งเร็วๆรถก็ไม่สั่นเลยครับ

 



< หน้าก่อน   1 2 3 4 5 6 7    หน้าถัดไป >


    2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน