อันตราย จาก "นมวัว"!?


  1 2    หน้าถัดไป >


อันตราย จาก "นมวัว"!?

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 2 พฤศจิกายน 2555 17:47 น.
 
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
อันตราย จาก นมวัว!?

อันตราย จาก นมวัว!?

ณ บ้านพระอาทิตย์
       โดย : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
       
       สัตว์ทั่วไปดื่มนมจากแม่ตั้งแต่ยังเป็นทารก พออายุมากขึ้นหน่อยก็จะเลิกดูดนมและกินอาหารอย่างอื่นแทน แต่มนุษย์น่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตในโลกที่ดื่มนมตั้งแต่แรกทารกและยังมีสมองที่จะสามารถไปรีดนมจากสัตว์ชนิดอื่นมาเก็บสะสมเอาไว้ดื่มกินแม้จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม
       
        ความจริงแล้วนมวัวก็น่าที่จะเหมาะกับวัวมากที่สุด นมคนก็น่าจะเหมาะกับคนเช่นเดียวกัน คนจะมีน้ำหนักเพิ่ม 3 กิโลกรัมโดยเฉลี่ย ในเวลา 3 เดือนหลังคลอดด้วยการดื่มนมจากแม่อย่างเดียว แต่ลูกวัวนั้นน้ำหนักจะเพิ่ม 30 กิโลกรัมในเวลาเท่ากัน และวัวเมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักรวม 500 กิโลกรัมขึ้นไป ในขณะที่คนจะมีน้ำหนักประมาณ 50-60 กิโลกรัม
       
        แต่ลูกคนกินนมวัวมากกว่าลูกวัวเสียอีก ลูกวัวดื่มนมจากแม่วัวแค่ 1 ปี แต่ลูกคนรับประทานนมวัวต่อเนื่องเป็นสิบๆปี ฉะนั้นฮอร์โมนสำหรับการเจริญเติบโต (Growth Hormone) ของวัวจะกระตุ้นการเจริญเติบโตของเด็กอย่างต่อเนื่อง ทำให้ร่างกายสูงใหญ่ผิดไปจากเผ่าพันธุ์เดิม
       
        เพราะการถูกครอบทางวัฒนธรรมและแฟชั่นจากชาติมหาอำนาจทางตะวันตกว่าคนที่เป็นดาราภาพยนตร์ต้องตัวโตสูงใหญ่มีโอกาสในการทำงานมากและจะหารายได้ได้มาก และคนเอเชียตัวเล็กเพราะขาดโปรตีน ต่อมารัฐบาลในหลายประเทศรณรงค์ให้คนเอเชียจำนวนหันมาดื่มนมวัวและมีร่างกายใหญ่โตมากขึ้น จนเราไม่เคยรู้อีกด้านหนึ่งนมวัวว่าเป็นอันตรายอย่างไร แม้แต่ในประเทศไทยก็ส่งเสริมให้เด็กดื่มนมวัวติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปีแล้วจนถึงปัจจุบัน ในขณะเดียวกันการดื่มนมวัวที่มากขึ้นของคนไทย ก็ได้สร้างให้อุตสาหกรรมยาได้ขายยาอีกจำนวนมากให้คนไทยได้กินกัน
       
        ความจริงแล้วคนไทยและคนเอเชียถึงร้อยละ 80 ไม่มีน้ำย่อยแล็กโตสในนม ซึ่งส่วนใหญ่จะแสดงอาการท้องเสีย และอีกส่วนหนึ่งก็คือแพ้เคซีนในนม ซึ่งความจริงแล้วมนุษย์สามารถดูดซึมโปรตีนในนม (Net Protein Utilization) ได้เพียงร้อยละ 82 และดูดซึมไม่ได้อีกร้อยละ 18 จะดูดซึมไม่ได้ จะถูกแบคทีเรียย่อยสลายและทำให้เกิด Immune Complex หรือสารก่อภูมิแพ้ตัวใหม่ๆขึ้น
       
        นายแพทย์ เอส. ซี. ทรูเลิฟ
 ในวารสาร British Medical Journal ปี 1961 และงานของ ดี.โจเซฟ ซักคา ในวารสาร Annual of allergy พฤษภาคม 1971 ระบุเอาไว้ชัดเจนถึงความสัมพันธ์ของการดื่มนมกับการเกิดลำไส้อักเสบจากภาวะภูมิแพ้
       
        นอกจากนี้ นมวัว เป็นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ จึงมีไขมันอิ่มตัวเป็นส่วนประกอบในปริมาณมาก ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไขมันคลอเรสเตอรอลในเลือดสูงและเส้นเลือดหัวใจอุดตัน เราอาจไม่รู้ว่าการดื่มนมวันละ 2 แก้ว เทียบเท่ากับรับคลอเรสเตอรอลจากการรับประทานเบคอน 34 ชิ้น!!! 
       
        และยังรวมถึงโรคอื่นๆอีกมากที่มีความสัมพันธ์กับนมวัว เช่น โรคกระดูกพรุน โรคอัลไซเมอร์ โร***นศีรษะในผู้สูงอายุ โรคปวดหัวไมเกรน ฯลฯ
       
        ตัวอย่างเช่น หลายคนเดิมอาจคิดว่าการดื่มนมวัวมากๆน่าจะเพิ่มแคลเซียมในกระดูก ทำไมถึงเป็นโรคกระดูกพรุนได้ ความจริงมีอยู่ว่าน้ำนมประกอบด้วยแคลเซียมประมาณ 3 ส่วนและฟอสฟอรัส 2 ส่วน หากดื่มนมมากกว่า 500 มิลลิลิตร ร่างกายก็จะได้รับปริมาณฟอสฟอรัสมากเกินจำเป็น ซึ่งจะกระตุ้นต่อมพาราไทรอยด์ให้หลั่งฮอร์โมนออกมาสลายกระดูก จนเป็นเหตุให้มวลหรือเนื้อกระดูกบางลง
       
        นอกจากนี้ Dr. Samuel Epstein จากมหาวิทยาลัยอิลินอยส์ ได้เตือนถึงอันตรายของระดับฮอร์โมนชนิดหนึ่งในนมวัวซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ทำให้เกิดการเจริญเติบโต ชื่อ Insulin like Growth Factor One หรือ IGF-1 ปริมาณสูงในนมจากวัวซึ่งถูกฉีด synthetic bovine growth hormone(rBGH) เขาได้เตือนว่า IGF-1 ในนมวัวเป็นสาเหตุสำคัญให้เกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งทางเดินอาหาร

       
        ยังมีนักวิจัยอีกมากพบว่า IGF-1 มีความสัมพันธ์กับมะเร็งลำไส้ใหญ่ และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยืนยันผลว่า ระดับ IGF-1 ในเลือดเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
       
        ดร.ที คอลลิน แคมพ์เบลล์ เป็นนักโภชนาการของสหรัฐอเมริกา เคยทำงานวิจัยในสถาบันทีมีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเสทส์ (MIT), สถาบันเทคโนโลยี เวอร์จีเนีย, มหาวิทยาลัยคอร์เนล และเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในสหพันธ์อเมริกันเพื่อการทดลองวิทยา และได้ทำงานวิจัยระดับชาติจีนศึกษา (China Study) ซึ่งเป็นงานร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยคอร์เนล มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด และสถาบันการแพทย์ป้องกันโรคของประเทศจีน ได้เป็นบุคคลหนึ่งที่วิจัยและทดสอบพบว่าเนื้อสัตว์และโปรตีนจากสัตว์มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคเรื้อรังหลายชนิดของมนุษย์
       
        ซึ่งแม้จะงานวิจัยดังกล่าวจะมีรายละเอียดในการทดสอบและเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มชาวจีนกับชาวอเมริกัน แต่ในที่นี้จะขอไม่กล่าวถึงการวิจัยเรื่องมนุษย์ เพราะผมเห็นว่าน่าจะยังมีตัวแปรอีกมากที่อาจไม่เกี่ยวกับอาหารชนิดเดียวกันโดยตรง เช่น อาหารอื่นๆ อารมณ์ อากาศ วัฒนธรรม การออกกำลังกาย อาการอุปทานหรือยาหลอก ฯลฯ ในที่นี้จึงขอกล่าวอ้างอิงเฉพาะการทดสอบที่สามารถควบคุมสิ่งแวดล้อมได้โดยการใช้หนูทดลอง ซึ่งได้ผลน่าสนใจบางประการดังนี้
       
        ดร.ที คอลลิน แคมพ์เบลล์ เดิมเป็นคนที่ส่งเสริมให้คนบริโภคโปรตีนจากเนื้อสัตว์ นม และไข่มาก ๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย แต่ภายหลังต่อมากลายเป็นผู้ที่รณรงค์ให้คนลดการบริโภคโปรตีนจากเนื้อสัตว์และนม โดย ดร.ที คอลลิน แคมเบลล์ ได้พบงานวิจัยของอินเดียซึ่งเป็นจุดประกายสำคัญในการทดลองต่อๆกันมา โดยงานานวิจัยชิ้นนั้นพบว่า
       
        "หนูทดลองทุกตัวซึ่งได้รับสารก่อมะเร็งในถั่วที่ชื่อ อะฟลาทอกซิน พบว่าหากให้โปรตีนจากนมวัว 20% พบว่าหนูทั้งหมดจะกลายเป็นโรคมะเร็งในตับ ในขณะที่หนูกลุ่มที่ได้รับโปรตีนจากนมวัว 5% จะไม่มีตัวไหนเป็นมะเร็งเลย"
       
        ดร.ที คอลลิน แคมพ์เบลล์
 จึงได้ทำการทดลองต่อยอดกับหนูทดลองอีกหลายกรณีพบผลการวิจัย สรุปการทดลองบางส่วนพบว่า
       
        1. การบริโภคโปรตีนจากนมวัว (เคซีน)ลดลง จะมีผลทำให้การจับกันระหว่างอะฟลาทอกซินกับดีเอ็นเอลดลง และทำให้มีหลักฐานชี้ชัดว่าการบริโภคโปรตีนจากนมวัวในปริมาณที่ต่ำมีผลทำให้การทำงานของเอนไซม์ลดลงอย่างมาก และป้องกันไม่ให้สารก่อมะเร็งที่เป็นอันตรายจับกับดีเอ็นเอ และเมื่อสัตว์ตัวเดียวกันที่กินโปรตีนจากนมวัวมากแล้วมีรอยโรค (foci) ที่จะก่อให้เกิดเนื้องอกแล้ว ถ้าลดปริมาณลงก็รอยโรคที่จะก่อให้เกิดเนื้องอกก็ลดลงตามไปด้วย แต่ถ้ากลับมาเพิ่มปริมาณการบริโภคโปรตีนจากนมวัวอีกก็รอยโรคที่ก่อให้เกิดเนื้องอกก็จะกลับเพิ่มขึ้นมาอีกเช่นกัน
       
        2. การบริโภคโปรตีนจากพืช ทั้งจากข้าสาลี และถั่วเหลือง แม้จะใส่ปริมาณมากถึง 20% ให้เท่ากับเคซีนในโปรตีนของนมวัว พบว่าไม่เกิดรอยโรค (foci) ที่จะพัฒนากลายเป็นเนื้องอกได้
       
        3. มีการอ้างอิงศูนย์การแพทย์อิลลินอยส์ เมืองชิคาโก ในสหรัฐอเมริกา พบว่าการบริโภคเคซีน (โปรตีนจากนมวัว) ในหนูทดลองเพิ่มขึ้น เป็นการส่งเสริมทำให้เกิดมะเร็งเต้นนมมากขึ้น 

       
        โรคต่าง ๆ ที่กล่าวข้างต้นถ้าเกิดกับมนุษย์ก็จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ฉะนั้นคนส่วนใหญ่จะไม่ตระหนักและเห็นผลได้ดีด้านเดียวว่านมวัวทำให้ร่างกายมนุษย์ใหญ่โตขึ้น
       
        ความจริงแล้วคนไทยสมัยก่อนไม่เคยดื่มนม เพิ่งจะมาเริ่มดื่มกันจริงก็ประมาณ 50-60 ปีมานี้เองที่ฝรั่งมาสอนและรณรงค์ให้ดื่ม และสมัยก่อนชาวสยามก็ได้รับโปรตีนและแคลเซียมจากอาหารอย่างอื่นโดยไม่ต้องดื่มนมวัว แต่เมื่อเริ่มดื่มนมวัวกันมากขึ้นก็ดูเหมือนว่าคนไทยเริ่มเป็นโรคเรื้อรังมากขึ้น และบริษัทขายยาก็ขายได้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว
       
        จากบันทึกของนายแพทย์มัลคอล์ม สมิธ เรื่อง "หมอฝรั่งในวังสยาม" โดยหมอสมิธเป็นแพทย์ชาวอังกฤษเข้ามารับราชการเป็นหมอหลวงในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้เขียนบันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า
       
        "ชาวสยามไม่ดื่มนมวัวทุกรูปแบบ การเลี้ยงปศุสัตว์ทุกรูปแบบไม่เป็นที่รู้จักกันในเอเชียตะวันออก ชาวจีน ญี่ปุ่น และอันโดจีน ไม่เคยแตะต้องนมเลย ตั้งแต่หย่านม กระนั้นก็ตาม พละกำลังและความแข็งแรงของร่างกายโดยทั่วไป ไม่ได้ด้อยกว่าพวกยุโรป"
       
        คำถามชวนให้คิดต่อมาก็คืออะไรที่ทำให้ชาวสยามในอดีตมีพละกำลังแข็งแรงไม่ได้ด้อยกว่าพวกยุโรป โดยไม่ต้องดื่มนมวัว !? 

       
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9550000134270

โดย.. สตัฟฟ์ (quaff) ส่งข้อความหลังไมค์ 110.164.229.209   

 ความคิดเห็นที่ 1

29 ธ.ค.2556  เวลา 00:02 น.
โดย.. อื่นๆ (c654321) ส่งข้อความหลังไมค์ 101.51.60.246  
ขอบพระคุณรุนช่อง......หลังกินนมวัว2-3วันให้สังเกต แต่ใครกินประจำคงสังเกตไม่ออก  ต้องคนที่ไม่ค่อยกินนานๆแล้วมากินนมวัว จะรู้ ลองสังเกตเอาเองนะ 

 ความคิดเห็นที่ 2

30 ธ.ค.2556  เวลา 00:28 น.
โดย.. สตัฟฟ์ (quaff) ส่งข้อความหลังไมค์ 110.164.229.234  

ประเด็นความสามารถย่อย แล็กโตสในนม นั่นถือว่า ไม่ค่อยน่าห่วงมากนักครับ

แต่อย่างอื่นที่ร่างกายได้รับนั่นหละครับครับ จะทำให้สุขภาพระยะยาวของคนดื่มน่าห่วงยิ่งขึ้นครับ จริงอยู่ปัจจัยอื่นๆก็มีส่วน

แต่ในเมื่อปัจจัยเสี่ยงมีอะไรก็ควรลดความเสี่ยงลงกันครับ


 ความคิดเห็นที่ 3

12 ม.ค.2557  เวลา 14:21 น.
โดย.. สตัฟฟ์ (quaff) ส่งข้อความหลังไมค์ 110.164.228.121  

เหตุผล 7 ประการ ที่ผู้สูงอายุไทยควรพิจารณาเรื่องดื่มนม

http://www.thaicam.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=316:-7-&catid=81:2010-08-06-03-43-56&Itemid=147

นพ. บรรจบ  ชุณหสวัสดิกุล
ทุกวันนี้ ปัญหาสุขภาพของคนไทย ได้เปลี่ยนไปจากเดิมส่วนใหญ่เราขาดโปรตีนและแคลอรี กลายมาเป็นว่าคนไทยกำลังตกอยู่ในยุคโภชนาการล้นเกิน ช่วงระยะ20 กว่าปีมานี้ เราได้เปลี่ยนไปกินอาหารแบบตะวันตกกันมากขึ้น มีคำกล่าวว่า นมวัวเป็นอาหารสมบูรณ์แบบของคนไทย  หลายๆครอบครัวนิยมให้ลูกหลานดื่มนมต่างน้ำ  คนไทยสูงอายุจำนวนไม่น้อย ดื่มนมแล้วทำให้เกิดอาการท้องเฟ้อ เราดื่มนมเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าตัว ควบคู่กับกินเนื้อสัตว์ล้นเกิน กินผักผลไม้น้อยลง  ผลก็คือ คนไทยอ้วน 25-30% ไขมันในเลือดสูง 50% ของประชากรในเมือง เป็นภูมิแพ้  12 ล้านคน และคนไทยตายด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นอันดับแรก ตามด้วยโรคมะเร็งเป็นอันดับที่สอง จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นเพราะวิถีการบริโภคของคนไทยที่เปลี่ยนไป
นมวัว ธรรมชาติออกแบบมาเพื่อให้ลูกวัวเติบโตกลายเป็นวัวตัวโต  น้ำหนักถึง 900 กิโลกรัม ด้วยเวลาสั้นๆ เพียง 2 ปี (แรกเกิดหนัก 40 กิโลกรัม) เพื่อให้วิ่งหนีศัตรูได้ รูปร่างของวัว จึงมีลักษณะ “ตัวใหญ่สมองเล็ก”
 แต่ลูกของคน  จะค่อยๆเติบโตอย่างช้าๆ โดยเน้นการเติบโตของเซลล์เสมอง เพราะธรรมชาติของคนต้องใช้สมองสร้างสรรตัวเองและสังคม ธรรมชาติจึงได้ออกแบบนมแม่มาเพื่อเร่งการเติบโตของสมอง ให้สมองใหญ่  เมื่อหย่านมแม่แล้ว ก็กินอาหารอื่นให้ร่างกายค่อยๆ เติบโตขึ้นตามวัย  ได้ตามธรรมชาติ
           คนไทย โดยชาติพันธุ์ไม่ใช่คนตัวเล็ก  แท้ที่จริงบรรพบุรุษไทยรูปร่างสูงใหญ่ กำยำแข็งแรงมาแต่ไหนแต่ไร ดังหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โดย นพ.มัลคอล์ม สมิธ  หมอหลวงในสมัยรัชกาลที่ 4  ได้บันทึกเรื่อง “หมอฝรั่งในสยาม” ตอนหนึ่งว่า  “ชาวสยามไม่ดื่มนมวัวทุกรูปแบบ  การเลี้ยงปศุสัตว์ไม่เป็นที่รู้จักในเอเชียตะวันออก  ชาวจีน  ญี่ปุ่น และอินโดจีน  ไม่เคยแตะต้องนมเลย  ตั่งแต่หย่านม  กระนั้นก็ตาม พละกำลังและความแข็งแรงของร่างกายโดยทั่วไป  ไม่ได้ด้อยกว่าพวกยุโรป”
           และจากรายงานของ ศ.นพ.สุด แสงวิเชียร  ค้นคว้าหลักฐานทางโบราณคดีที่บ้านเชียงซึ่งอายุกว่า  3,000 ปี โครงกระดูกของบรรพบุรุษไทยที่นั่นสูงถึง  170  เซนติเมตร ถือว่าสูงใหญ่ ทุกโครงกระดูกแข็งแรงไม่มีโรคกระดูกพรุนเลย  ในหลุมยังขุดพบก้างปลา กระดูกสัตว์  และเปลือกหอย  นั่นคืออาหารของคนไทย แต่โบราณ  โดยไม่ต้องพึ่งพานม แม้ในปัจจุบันคนไทยก็ยังมีอัตรากระดูกพรุนน้อยกว่าชาวอเมริกันถึง 9 เท่าตัวทั้งที่เราดื่มนมน้อยกว่า  จึงน่าสนใจว่าเราจะหันกลับมาทบทวนในเรื่องการดื่มนม (วัว) กันอีกครั้งหรือไม่ 

ประการที่ 1 นมวัวเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน ไขมันสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด
            นมวัวเป็นผลผลิตซึ่งมาจากสัตว์ จึงมีโคเลสเตอรอล แถมมาด้วยกรดไขมันอิ่มตัว ทั้งๆ ที่เราต่างพยายามหลีกเลี่ยงจากการใช้น้ำมันหมู เพราะมีโคเลสเตอรอลและไขมันอิ่มตัวสูง ซึ่งเป็นผลผลิตที่มาจากสัตว์เช่นเดียวกัน
          หลายครั้ง ที่เราพากันเข้าใจผิดว่าตนกำลังดื่ม “นมพร่องไขมัน” จึงน่าจะปลอดภัยจากกลุ่มโรคอ้วน ไขมันสูง โรคหัวใจและหลอดเลือดดังกล่าว และดีต่อสุขภาพ แท้จริงแล้วเราต้องทราบว่า นมพร่องไขมันไม่ได้แปลว่าไม่มีไขมัน เป็นเพียงลดปริมาณไขมันลงครึ่งหนึ่งเท่านั้น และไขมันที่มีอยู่นั้นก็ยังคงเป็นไขมันอิ่มตัวสูงที่เป็นสาเหตุหลักของกลุ่มโรคดังกล่าวอยู่นั่นเอง
ประการที่ 2 นมวัวเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ และหอบหืด
           งานวิจัยชิ้นแล้วชิ้นเล่า ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ที่มีชื่อเสียง ยืนยันว่านมเพิ่มความเสี่ยงต่อกลุ่มโรคภูมิแพ้ ฮาร์วีย์ ไดมอนด์ ผู้เขียนหนังสือ Fit for Life ซึ่งขายดีติดอันดับ ได้ระบุว่า “หลายสิบปีที่ผ่านมา เด็กที่ผมพบว่าเป็นหูน้ำหนวก ไม่มีสักรายเดียวที่ไม่ดื่มนม หลายคนต้องจบด้วยการผ่าตัด ลองอย่างนี้ดูสิครับ ให้ลูกๆ ของคุณหยุดดื่มนม แรกๆ เด็กๆ อาจจะยังมีน้ำมูก นั่นเป็นเพราะร่างกายฉวยโอกาสนั้นขับพิษ ขับเมือกที่สะสมอยู่ออกไป หลังจากนั้นอาการต่างๆ ก็จะหายไป”
ประการที่ 3 นมวัวเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ท้องเสียเรื้อรัง หรือท้องผูกสลับท้องเสีย
             ศ.นพ.สุขสวัสดิ์ เพ็ญสุวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อ ท่านเล่าว่า “ผมเคยทำงานวิจัยชิ้นหนึ่งในอาสาสมัครที่เป็นพลทหาร โดยให้พวกเขาดื่มนม แล้วส่องกล้องดูเยื่อบุลำไส้ของอาสาสมัครเหล่านี้ ปรากฎผลเป็นที่น่าตกใจว่า อาสาสมัครเหล่านี้ทั้ง 100% มีเยื่อบุลำไส้บวมกันทั้งหมด ซึ่งแสดงถึงภาวะภูมิแพ้ของคนไทยต่อการดื่มนม เพียงแต่คนบางคนแสดงอาการด้วยภาวะท้องเสีย แต่บางคนก็ถ่ายได้เป็นปกติ ทั้งๆ ที่เยื่อบุลำไส้บวมอยู่อย่างนั้น”
ประการที่ 4 นมเป็นอาหารที่ปราศจากเส้นใย แถมแคลอรีสูง ซ้ำเติมโรคเบาหวาน
             ศ.นพ.สุขสวัสดิ์ เพ็ญสุวรรณ รักษาคนไข้มากว่า 40 ปี กล่าวว่า “คนไข้เบาหวานที่มารักษากับผม รายไหนรายนั้น ถ้าไม่เลิกการดื่มนม จะไม่สามารถควบคุมเบาหวานได้เลย ผมต้องสั่งให้เลิกดื่มนม จึงจะควบคุมเบาหวานไว้ได้”
              นม โดยตัวของมันเองเป็นอาหารที่ปราศจากเส้นใย แถมอุดมด้วยไขมันและโปรตีน นมจึงให้แคลอรี(พลังงาน)สูงจากไขมันที่เป็นส่วนประกอบของนมนั่นเอง
ประการที่ 5 นมเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วถุงน้ำดี
             ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว ระบุไว้ว่านับตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 เป็นต้นมา คนไทยดื่มนมมากขึ้น ด้วยการรับวัฒนธรรมจากตะวันตก ผลก็คือคนไทยมีไขมันเลือดสูง และคนไทยก็เป็นนิ่วถุงน้ำดีอย่างมากมายอีกด้วย
ประการที่ 6 นมเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง
             งานวิจัยของคากาวา เขาศึกษาอาหารของคนญี่ปุ่น นับตั้งแต่แพ้สงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐอเมริกาเข้าไปส่งเสริมชีวิตแบบอเมริกัน ด้วยเวลา 25 ปี นับตั้งแต่ ค.ศ.1950 – 1975 เขาพบว่าคนญี่ปุ่นดื่มนมเพิ่มขึ้น 15 เท่า กินเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น 7.5 เท่า ลดการกินข้าวลง 70% ผลก็คือ ผู้หญิงญี่ปุ่นป่วยเป็นมะเร็งปอด เต้านม ลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้นจากเดิม 300% ซึ่งกรณีเช่นนี้กำลังเกิดขึ้นกับคนไทยในปัจจุบัน
              การประชุมที่จัดโดยกองทุนวิจัยมะเร็งโลก(WCRF) และสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ (AICR) ซึ่งรวบรวมผลวิจัยนับพันๆ ชิ้น แล้วสรุปเมื่อปี ค.ศ.1997 ก็ระบุว่ามีปัจจัยหลายชนิดที่ทำให้คนเราเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็ง รวมทั้งนม และผลิตภัณฑ์นมด้วย
ประการที่ 7 นมไม่ใช่แหล่งโปรตีน ไขมัน และแคลเซี่ยมที่ดีที่สุดเสมอไป
              ไขมันในนม ไม่พึงพิสมัยอยู่แล้ว เพราะเป็นไขมันจากสัตว์ สำหรับโปรตีนในนม แท้จริงแล้ว เมื่อเปรียบเทียบนม 1 แก้ว ให้โปรตีน 8.5 กรัม ซึ่งถ้าเรากินนมถั่วเหลือง 1 แก้ว จะให้โปรตีนใกล้เคียงกันคือ 7 กรัม ถ้ากินน่องไก่ 1 ชิ้น(100 กรัม) จะได้โปรตีน 18.8 กรัม
  ในส่วนของแคลเซี่ยม จากตัวเลขเปรียบเทียบปริมาณแคลเซี่ยมในนมวัว เมื่อเทียบกับปริมาณแคลเซี่ยมในอาหารพื้นถิ่นของชาวตะวันออก จะพบว่านมวัวนั้นกลับมีปริมาณของแคลเซี่ยมน้อยกว่าอาหารอื่นๆ อีกมากทีเดียว ดังตาราง




ตารางเปรียบเทียบปริมาณแคลเซี่ยมในอาหาร กับในนมวัว (มก.ต่อน้ำหนัก 100 กรัม)

ประเภทอาหาร ปริมาณแคลเซี่ยม ประเภทอาหาร ปริมาณแคลเชี่ยม
ปลาร้าผง 2,392 ถั่วแดงหลวง 356
แคยอดอ่อน 395 เต้าหู้ขาวอ่อน 250
กุ้งแห้งตัวเล็ก 2,305 ใบชะพลู 601
ผักกะเฉด 387 ผักคะน้า 245
กะปิเคย 1,565 มะขามฝักสด 429
สะเดายอดอ่อน 354 ถั่วเหลือง 245
งาดำคั่ว 1,452 ปลาไส้ตัน 218
เม็ดบัวดิบ 335 นมวัวสด 118
กุ้งฝอยน้ำจืด
 
1,339 
 
นมผสมแคมเซี่ยม 160
ถั่วเน่าแห้ง 292    

 
              จะเห็นได้ว่า นมวัว 100 กรัม ให้แคลเซี่ยมเพียง 118 มก. นมผสมแคลเซี่ยมจะให้ 160 มก. แต่ถ้าพิจารณาปริมาณแคลเซี่ยมจากอาหารพื้นถิ่นต่างๆ ของไทย จะพบว่า อาหารพื้นถิ่นเป็นแหล่งแคลเซี่ยมที่ดีและหลากหลายโดยที่เราไม่ต้องพึ่งการดื่มนม เห็นได้ชัดว่า กุ้งแห้ง ปลากรอบ ปลาเล็กปลาน้อย มีแคลเซี่ยมมากกว่านม 13 – 23 เท่า งาดำคั่ว ให้แคลเซี่ยมมากกว่านม 14 เท่า พืชผักต่างๆ ให้แคลเซี่ยมมากกว่านม 3 – 4 เท่า เต้าหู้ มีแคลเซี่ยมมากกว่านม 2 เท่า ดังนั้นกินเต้าหู้ 1 ก้อน ให้แคลเซี่ยมเท่ากับดื่มนม 1 แก้ว
                ดังนั้นแทนที่จะดื่มนมวัว ผู้เขียนขอเสนอให้ดื่มนมถั่วเหลือง โรยกับงาดำคั่ว เราก็จะได้ทั้งโปรตีนและแคลเซียมอย่างเพียบพร้อม
               คนจีนโบราณ  นิยมโม่น้ำนมงาเป็นอาหารบำรุงผู้สูงอายุที่เบื่ออาหาร และอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ถือได้ว่า น้ำนมงาเป็นยาอายุวัฒนะอย่างหนึ่ง  ผู้เขียนจึงขอแนะนำสูตรการทำน้ำนมงา เพื่อเป็นเครื่องดื่มอุดมแคลเซียม  ดังนี้
                1.  คั่วงาดำด้วยไฟอ่อนๆ บีบดูว่าแตก 3 เม็ดใน 5 เม็ดแล้วให้รีบเอาลงจากเตา ไปบดในครกให้เมล็ดแตก
                2. ใช้งาดำ 5 ช้อนโต๊ะ ใส่กับน้ำ  1 แก้ว (250 ซีซี) ปั่นด้วยเครื่องปั่นไฟฟ้า นาน  5 นาที จำนวน 2 รอบ
                3. กรองด้วยผ้าขาวบาง  แล้วคั้น
                4. ต้มน้ำนมงาที่ได้ ปรุงกลิ่นด้วยใบเตยหอม ปรุงรสด้วยน้ำตาลทรายแดงแล็กน้อย
หมายเหตุ : งาดำ 5 ช้อนโต๊ะ  (70 กรัม) ให้แคลเซียมถึง 1,016 มิลลิกรัม
                อาหารไทยๆ เรามีแคลเซียมสูงกว่าอาหารแบบตะวันตกอยู่แล้ว ถ้าขยันกินอาหารไทยจะไม่ขาดแคลเซียม ดังคำกล่าวที่ว่า  “กินข้าวกล้อง ไม่ต้องกินยา กินถั่วงาปลา ไม่ต้องพึ่งพานม (วัว)”
 



 ความคิดเห็นที่ 4

19 ม.ค.2557  เวลา 00:19 น.
โดย.. สตัฟฟ์ (quaff) ส่งข้อความหลังไมค์ 110.164.229.87  

นำมาจากที่นี่ครับ 
http://nites.lpg3.go.th/web1/mod/folder/view.php?id=105

อาการแพ้นมวัว และโรคกระดูกผุ.doc

 

อาการแพ้นมวัว และโรคกระดูกผุ

ความรู้บางอย่างของนมวัวที่เราอาจไม่เคยรู้

จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 24 ตุลาคม 2544
-
นมเป็นสาเหตุของโรคร้ายมากกว่า 50 ชนิด เช่น ภูมิแพ้ เบาหวาน กระดูกผุ ฯลฯ
- รัฐบาลมาเลเซียทำโครงการลดการบริโภคนมวัวมาตั้งแต่ปี 1996

จากหนังสือ Alternative medicine, The Definitive Guidex ปี 1997 หน้า 511 มีข้อความดังนี้
เด็ก ในช่วงอายุ 6 เดือนแรก ถ้าเด็กกินนมวัวจะทำให้ภูมิต้านทานของเด็กมีการทำลายเซลล์ของตับอ่อนที่เป็น ตัวสร้างฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้เด็กโตขึ้นมีโอกาสเป็นเบาหวานง่ายกว่าคนอื่น เนื่องจากลักษณะโครงสร้างโมเลกุลของโปรตีนวัวที่ชื่อแลคเทาบูมินมีลักษณะ คล้ายโครงสร้างของเซลล์ตับอ่อนที่สร้างอินซูลิน ถ้าภูมิต้านทานผิดพลาดนิดเดียว ก็จะเกิดการทำลายตับอ่อนได้ ส่งผลให้เด็กมีโอกาสที่จะเป็นเบาหวานง่ายขึ้น

จากหนังสือ Food Allergy & Nutrition Revolution โดยนายแพทย์เจมส์ เบรลี่ย์ ปี 1992 หน้า 294-295 สรุปใจความได้ ดังนี้
นมวัวเป็นสาเหตุสำคัญของ
- เด็กเล็กๆ ปวดท้องไม่ทราบสาเหตุ
- หูน้ำหนวก
- หอบหืด
- เลือดกำเดา
- ปวดหัว
- ท้องผูก ถ่ายอุจจาระเป็นเม็ดๆ
- ฉี่รดที่นอน
- ออทิสติก สมาธิสั้น
- ลมพิษ ผิวหนังมีผื่นคัน
- ข้ออักเสบรูมาตอยด์
- ภูมิแพ้ และระบบทางเดินหายใจอักเสบเรื้อรัง
- นมทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กลดลง
- นมมีกรด Arachidonic สูง ทำให้เกิดปัญหาหลอดเลือดอุดตันในเด็ก

จากหนังสือ The Enzyme Cure โดย Dr.Lita Lee ปี 1998 หน้า 49
ปัจจุบัน มีการใช้ Bovine growth hormone ซึ่งเป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ที่ทำให้วัวมีน้ำนมเพิ่มขึ้นอีก 25% คนที่กินนมวัว Bovine growth hormone จะกดการทำงานของระบบภูมิต้านทานของร่างกายคนๆ นั้น ..ยิ่งกินยิ่งป่วยง่ายไง....

มะเร็งเต้านมสัมพันธ์กับการกินนมวัวหรือไม่?
อย่า ลืมว่าเต้านมเป็นเนื้อเยื่อไขมันที่ถูกควบคุมด้วยฮอร์โมนเพศหญิง ดังนั้นไขมันที่เรากินเข้าไป ย่อมมีผลโดยตรงต่อเต้านม มะเร็งเต้านมจึงสัมพันธ์กับการกินนมวัว ไข่ น้ำมัน อาหารมันๆ อย่าลืมว่าวัวตัวเมียเท่านั้นที่มีนม เพราะฉะนั้นน้ำนมวัวก็จะเต็มไปด้วยไขมันและฮอร์โมนเพศเมีย ผู้หญิงที่ดื่มนมเป็นประจำก็รับไปเต็มๆ ทั้งไขมันสัตว์ และฮอร์โมนสัตว์กระตุ้นเต้านมสุด ๆ อาจทำให้เกิดเนื้องอก

ทำไมเด็กกินนมแล้วร่างกายสูงใหญ่?
แม้ ไม่มีงานวิจัยออกมาชัดเจน แต่ลองมาฟังความคิดเห็นแบบสามัญสำนึกดูบ้าง ในนมวัวมีฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญเติบโตของวัว (Growth hormone) และสารอาหารต่างๆ ที่ช่วยการเจริญเติบโตของวัว แม้จะดีอย่างไรก็ตาม ลูกวัวก็กินนมแค่ปีเดียว ไม่ได้กิน 5 ปี 10 ปี แต่ลูกคนกลับกินแค่ปีเดียว ไม่ได้กิน 5 ปี 10 ปี แต่ลูกคนกลับกินนมวัว 5 ปี 10 ปี คิดดูว่าฮอร์โมนและสารอาหารเหล่านั้นกระตุ้นร่างกายของเด็กๆ ขนาดไหน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง กลายเป็นคนที่ร่างกายสูงใหญ่ผิดสมดุล ผิดพ่อ-แม่อย่างชัดเจน ถ้าลองมามองเชิงลบ ก็จะทำให้เกิดความเจ็บป่วย และเซลล์ผิดปกติได้ง่าย นี่คือการตัดต่อสายพันธุ์ (GMO) มนุษย์โดยใช้ฮอร์โมนสัตว์เป็นตัวกระทำ

ถ้าไม่ให้เด็กกินนม แล้วจะให้เด็กกินอะไร?
นม วัวไม่ใช่อาหารของคนอยู่แล้ว ข้อเสียในระยะยาวของการกินนมวัวมีมากกว่าข้อดีอย่างชัดเจน เลิกกินนมวัวได้ถือว่าโชคดีอยู่แล้ว แต่เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งด้านความคิดและการปฏิบัติ รวมทั้งสภาพในชีวิตประจำวันในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปอย่างมากในช่วง 3-4 ขวบแรกของอายุเด็ก ถ้าจำเป็นที่จะต้องให้เด็กกินนม ก็ให้กินได้โดยมีแนวทาง คือ

1. จะให้เด็กกินนมวัวก็ได้ แต่ถ้ามีอาการแทรกซ้อนอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่ได้เล่าสู่ฟังมาแล้ว ก็ควรเลิกหรือลดนมวัวลง

2. พยายามให้เด็กกินอาหารอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น โจ๊ก น้ำนมข้าวกล้อง น้ำนมเม็ดเดือย น้ำนมธัญพืชอื่นๆ และถ้าฟันงอกดีแล้ว ก็ควรให้เด็กกินอาหารที่หลากหลายให้เหมือนผู้ใหญ่เพื่อที่จะสามารถเลิกกินนม ได้ 100% เมื่ออายุ 3-4 ขวบ แต่ก็เป็นหลักการเดียวกันคือ ถ้าเด็กมีอาการแทรกซ้อนอย่างใดอย่างหนึ่งก็ควรเลิกหรือลดนมวัวลง

โรคกระดูกผุสัมพันธ์กับการกินนมหรือไม่?
จาก สถิติ พบว่าคนอเมริกัน 20 ล้านคนเป็นโรคกระดูกผุ ทุกๆ ปีจะมีคนอายุเกิน 45 ปีมีกระดูกหักเนื่อกจากระดูกผุ 1.3 ล้านคน ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชาชนกินนมมากที่สุดในโลกด้วย จึงสรุปสาเหตุของกระดูกผุไว้ดังนี้ คือ

- กาแฟ พบว่าคนที่กินกาแฟมากกว่า 3 ถ้วยต่อวัน มีโอกาสกระดูกผุมากกว่าคนทั่วไป 82% ร่างกายต้องสูญเสียแคลเซียม และแมกนีเซียมในการขับคาเฟอีนทิ้งทางปัสสาวะ

- เหล้า ก็เหมือนกับกาแฟ ทำให้ร่างกายต้องสูญเสียแคลเซียมและแมกนีเซียมในการขับแอลกอฮอล์ทิ้งทางปัสสาวะ

- พบว่าคนที่กินโปรตีนมากเกินไป เช่น เนื้อ นม ไข่ เมื่อร่างกายใช้โปรตีนแล้ว ของเสียที่เกิดขึ้นคือ แอมโมเนีย แอมโมเนียยังยั้งการดูดซึมกลับของแคลเซียมที่ไต ทำให้ร่างกายต้องสูญเสียแคลเซียมไปกับปัสสาวะโดยเปล่าประโยชน์ พูดง่ายๆ นอกจากเนื้อ นม ไข่ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหากระดูกผุแล้ว กลับทำให้กระดูกผุมากขึ้น

- เค็ม พบว่าคนที่กินเกลือโซเดียมมากกว่า 3,900 มิลลิกรัม (ประมาณ 2 ช้อนชา) ต่อวัน มีโอกาสที่จะสูญเสียแคลเซียมทางปัสสาวะมากกว่าคนที่กินเกลือโซเดียม 1,600 มิลลิกรัม (ประมาณ ½ - 1 ช้อนชา) ต่อวัน ถึง 30%

-
หวาน (ขนม ผลไม้ น้ำผลไม้ น้ำหวาน น้ำอัดลม) ความหวานทำให้เลือดเป็นกรด ร่างกายใช้แคลเซียมจากกระดูกเป็นตัวปรับสภาพกรด ดังนั้น ถ้ากินหวานเกินสมดุลก็จะทำให้กระดูกผุ

- น้ำอัดลม นอกจากจะหวานจัดแล้วยังทำให้กระดูกต้องเสียแคลเซียมเพิ่มเพื่อมาปรับสมดุลของฟอสฟอรัสอีกต่างหาก

- ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร ยานี้จะไปลดการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นคนที่กินยาลดกรดเป็นประจำก็จะเพิ่มโอกาสกระดูกผุ

- ไม่ออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้อต่างๆ เกิดการดึงรั้งต่อกระดูกต่างๆ ที่มันเกาะอยู่แรงดึงเหล่านี้ส่งผลให้กระดูกแข็งแรงเพราะกระดูกจะรักษา แคลเซียมไว้ในกระดูกให้มากที่สุด เพื่อสามารถทนต่อการใช้งาน

- ไม่โดนแดด ปกติผิวหนังของคนจะสร้างวิตามินดีขึ้นเองเมื่อถูกแสงแดด ในการทำงานต่างๆ ของแคลเซียมโดยเฉพาะการนำแคลเซียมไปสร้างกระดูก วิตามินดีจึงมีความสำคัญสูงมาก แต่ในสังคมปัจจุบันทั้งหญิงและชายโดดหลบแดดกันเป็นแถว กลัวเป็นฝ้า แต่ไม่กลัวกระดูกผุ

รวบรวมโดย หมอเขียว / หมอหนา


 ความคิดเห็นที่ 5

21 ม.ค.2557  เวลา 13:23 น.
โดย.. TM (tum5569) ส่งข้อความหลังไมค์ 125.26.102.154  

เหรอ?

ลองหาวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของนมวัวมาเปรียบเทียบสิ ผมว่าประโยชน์น่าจะมากกว่าเยอะนะ


 ความคิดเห็นที่ 6

24 ม.ค.2557  เวลา 08:46 น.
โดย.. คุณเอก (a912) ส่งข้อความหลังไมค์ 118.173.122.246  
ถ้านึกถึงแบบธรรมชาติ ผมค่อนข้างเชื่อ โดยนึกถึงพื้นฐานของความเป็นธรรมชาติมาก่อน มันก็จริงที่ว่า นมวัวธรรมชาติมันออกแบบมาสำหรับลูกวัว แถมเฉพาะ 1 ปีแรก หลังจากนั้นลูกวัวก็หย่านมแล้ว และนมคนออกแบบมาสำหรับคนก็แค่ 4 ปีแรกเท่านั้น หลังจากนั้นธรรมชาติก็มอบสัญชาติญาณให้เด็กเริ่มหย่านมไม่กินนมแล้ว แต่คนชาญฉลาดดัดแปลงได้เสมอ เอานมวัวมาให้คนกิน และกินตลอดชีวิต อาจจะเพื่อการค้า ผลประโยชน์ต่างๆ นานับประการ ทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ถูกต้องมานานแสนนาน นึกถึง 100 ปีที่แล้ว คนไม่เคยกินนมเลยหลัง 4 ปี ก็มีพละกำลัง ไปต่อสู้เดินป่า เป็น 100 เป็น 1000 โลได้ โดยไม่เคยกินนมวัว อันนี้ความคิดผมครับ 
ปล.สังเกตได้จากช่วงหลังๆ มาตามร้าน นมกล่องจะเป็นถั่วเหลืองส่วนมากแล้ว นมวัวเริ่มมีน้อย และเคยได้ยินข่าวว่า การจัดซื้อนมวัวจากโรงงานก็น้อย ถึงขั้นเททิ้ง เป็นตันๆ เหมือนมันจะสอดคล้องกัน

 ความคิดเห็นที่ 7

24 ม.ค.2557  เวลา 19:44 น.
โดย.. สตัฟฟ์ (quaff) ส่งข้อความหลังไมค์ 110.164.229.132  
ใช่ครับ คุณเอก เห็นด้วยครับธรรมชาติย่อมมีเหตุผล แต่ปัจจุบันคนเราอยากจะเอาชนะธรรมชาติ ก็เลยเกิดผลกระทบทั้งในชีวิตร่างกายและสิ่งแวดล้อมครับ

 ความคิดเห็นที่ 8

19 ก.พ.2557  เวลา 19:49 น.
โดย.. สตัฟฟ์ (quaff) ส่งข้อความหลังไมค์ 110.164.229.199  

https://www.facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic/photos/a.591395760886575.156913.591075960918555/835960273096788/?type=1&theater

ขอขอบคุณ พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ(ป้าหมอ)กุมารแพทย์ทารกแรกเกิดและคุณม่ลูกสอง ผมนำมาจาก Facebook ของเค้าครับ

#ลูกผมเกือบแย่เพราะนมวัว

ใครที่มีลูกเป็นภูมิแพ้ขั้นรุนแรง จนเกือบต้องรักษาโดยการฉีดยาสร้างภูมิต่อสารก่อภูมิแพ้(immunotherapy) หรือ เกือบต้องผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลอดีนอยด์ออกเพราะนอนกรนจนถึงขั้นหยุดหายใจ อ่านเรื่องนี้ก่อนนะคะ 

ปีที่แล้ว ในเวลากลางคืนที่ลูกหลับซึ่งควรจะเป็นเวลาผ่อนคลายของพ่อและแม่โดยทั่วไป แต่สำหรับผมแล้วมันช่างเป็นช่วงเวลาแห่งความหวาดหวั่นและตึงเครียด ผมหลับตาลงในขณะที่โสตประสาทยังตื่นพร้อม หูคอยจับเสียงลมหายใจของลูกทุกวินาที ผมบอกตัวเองว่าจะไม่มีวันประมาท แล้วตื่นมาพบว่าลูกได้ปราศจากลมหายใจแล้วอย่างเด็ดขาด

ย้อนกลับไปเมื่อขวบปีแรก ลูกเริ่มแสดงอาการไม่ชอบมาพากลด้วยการคันตามร่างกายและเป็นผื่นแดง โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับอากาศหรืออาหารที่ผิดสำแดง ขณะเล่นหรือทำกิจกรรมใดๆเชขาจะเกายุกยิกตลอดเวลา ตอนนั้นผมเองไม่ได้นึกเอะใจถึงความผิดปกติใดๆ คิดเพียงว่าเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กเล็กที่เกิดผื่นแพ้ได้ง่ายและแก้ไขด้วยการพาไปพบแพทย์ ใช้วิธีทายาแก้แพ้ซึ่งมักมีส่วนผสมของสเตียรอยด์เพื่อลดอาการคันเห่อ โดยเฉพาะบริเวณข้อพับ แขนและขา ซึ่งมันเพิ่มความแสบรัอนทรมานเมื่อลูกลงเล็บเกาอย่างยั้งไม่อยู่จนเลือดออกซิบๆ ทุกคืนก่อนนอนผมจึงต้องช่วยลูกลูบๆเกาๆไปทั่วร่างจนหลับกันไปข้างหนึ่ง

นอกจากตามเนื้อตัวแล้ว อาการคันยังลามไปที่ตา ทำให้ตาอักเสบติดเชื้อจากการเกา กิจกรรมของเราสามคนพ่อแม่ลูกคือการเข้าออกโรงพยาบาล 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ และกิจวัตรประจำวันที่บ้านคือ การใช้กลยุทธ์ร้อยแปดจับเจ้าตัวเล็กกินยา ทายา หยอดตา โกลาหลกันไปหมด แม่ช่วยหลอกล่อ พ่ออธิบายจนคอเป็นเอ็น ลูกก็วิ่งร้องไห้น้ำตานองเพราะหมดความอดทนกับสิ่งที่ต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวั

ลูกต้องเลิกรับประทานอาหารทะเลทุกชนิด เขาแพ้ผงซักฟอก ฝุ่น แมลง ฯลฯ ท้ายสุดจากที่แพ้แค่ผิวหนัง ลามมาถึงส่วนสำคัญคือระบบหายใจ ทำให้หูและปอดติดเชื้อ เกิดการอักเสบ ต้องนอนโรงพยาบาลบ่อยๆ

ผมปฏิวัติสภาพแวดล้อมภายในบ้านครั้งใหญ่ รื้อถอนทุกอย่างที่จะทำร้ายลูกจากการสูดเข้าไป รื้อพรมราคาแพงออกทั้งบ้าน เปลี่ยนเตียงนอนเป็นแบบโปร่ง มีใต้เตียงยกสูงจากพื้น ที่นอนห่อหุ้มมิดชิดด้วยผ้ากันไรฝุ่นอย่างดี สั่งซื้อเครื่องฟอกอากาศคุณภาพสูงจากยุโรปมาใช้ในบ้าน ห้องนอนและโรงเรียนอนุบาลของลูก
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับทุกอาการที่เกิดแก่ลูก ระมัดระวังอย่างที่สุดก่อนที่จะกระทำการรักษาทั้งแบบแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์ทางเลือก ลูกเคยลิ้มลองทั้งยาไทย ยาจีน รวมถึงการฝังเข็ม และหลังจากเราได้ปรับสิ่งแวดล้อมใหม่ทั้งหมด ควบคุมอาหาร คุณภาพอากาศและอุณหภูมิ ก็พบว่าสามารถแก้อาการผื่นแพ้ตามลำตัวและตาของเขาได้

อย่างไรก็ดี อาการน่าหนักใจที่สุดซึ่งยังไม่พบทางแก้ไขและดูจะเพิ่มความรุนแรงขึ้น คือการกรนอย่างหนักและหายใจลำบากยากเย็นในตอนกลางคืน ในช่วงแรกๆ การช่วยจับให้ลูกปรับเปลี่ยนท่านอนช่วยบรรเทาได้บ้าง แต่นานไปก็เริ่มไม่ได้ผล และอาการนี้ขยายอาณาเขตไปถึงเวลาที่ลูกนอนกลางวันที่โรงเรียนด้วย
หมอเอกซเรย์พบว่า ต่อมทอนซิลซึ่งอยู่ในลำคอและต่อมอะดีนอยด์ของลูกบวมโตจากการอักเสบบ่อยๆ จึงเป็นสาเหตุของการหายใจลำบาก 

ทุกคืนผมนอนหลับตาขณะที่โสตประสาทตื่นพร้อม คอยจับเสียงลมหายใจของลูกซึ่งนอนอยู่อีกฟากของห้องทุกวินาที แม้จะห่างจากตัวเขาพอสมควร แต่เสียงลมหายใจหนักๆของเขาดังราวกับอยู่ชิดติดข้างหูของผม

เมื่อเสียงกรนเปลี่ยนเป็นเสียงหายใจหนักและถี่ขึ้น กระทั่งกลายเป็นเสียง เฮือก!…(ขาดอากาศเนื่องจากทางเดินหายใจถูกอุดตันจากลิ้นตกลงไปอุดช่องทางที่แคบอยู่แล้ว) เสียงนั้นวิ่งเข้าทิ่มลงที่หัวใจของผมจนเจ็บจี๊ดและเต้นรัว ต้องกลั้นหายใจนับวินาทีที่ลมหายใจของลูกขาดหาย หนึ่ง สอง สาม…ภาวนาและรอคอยอย่างใจจดจ่อให้ประสาทอัตโนมัติปลุกให้ลูกรู้สึกตัว หรือไม่ก็รีบจับเขาเปลี่ยนท่าเพื่อให้หายใจสะดวกต่อไป เป็นอย่างนี้วนเวียนทั้งคืนและแน่นอนไม่ใช่แค่คืนเดียว

ลูกดูทรุดโทรมไปมาก ผมเองก็เช่นกัน ความวิตกกังวลที่กินเวลานาน 2-3 ปี ผนวกกับเวลาในการพักผ่อนที่น้อยเต็มที ส่งผลให้โรงพยาบาลกลายเป็นที่รักษาลูกและพ่อไปพร้อมๆกัน ผมเองมีความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว ระดับน้ำตาลผิดปกติ ร่างกายอ่อนเพลียจนพาลทำให้หน้ามืดบ่อยครั้ง

อยากหลับตาอยู่นิ่งๆให้นาน…นานกว่าเดิมสักนิดก็ยังดี บางครั้งผมต้องพยายามตัดกังวลยอมดับเครื่องตัวเองบนเตียงบ้าง ด้วยความกลัวว่าถ้าผมหักโหมร่างกายจนเครื่องดับสนิทไปคนหนึ่ง ชีวิตของลูกคนนี้จะเป็นอย่างไป

จุดวิกฤติมาถึงแล้ว ผมต้องตัดสินใจว่าจะยอมผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์ซึ่งบวมจนกีดขวางทางเดินหายใจของลูกออกไปหรือไม่ หรือจะยอมทำอิมมูโนเทอราปีซึ่งต้องฉีดยาบ่อยเหลือเกิน และไม่คิดว่าลูกจะรับได้ ไม่ว่าทางไหนก็ล้วนแต่ทรมานทั้งสิ้น

ท้ายสุดผมได้เลือกว่าจะไม่ยอมทำทั้งสองอย่าง ขณะถึงจุดวิกฤติที่จะชี้ชะตาชีวิตลูกนั้น ผมได้พบกับอาจารย์หมอจรุงจิตร งามไพบูลย์ ท่านคือผู้ไขปริศนาทั้งมวล

หลังจากฟังปัญหาของเราแล้ว ท่านซักอาการของลูกสองสามข้อ เสร็จสรรพก็ฟันธงว่า ลูกชายผม…แพ้นมวัว!
ที่ลูกแพ้สะเปะสะปะไปเสียหมดนั้น มันเริ่มเรื่องมาจากการแพ้โปรตีนในนมวัวที่เขาได้รับมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่เนื่องจากแม่พยายามดื่มนมอย่างมากเพื่อบำรุงครรภ์ และลูกดื่มอย่างต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่เกิด โปรตีนนมวัวเข้าไปในร่างกายกระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่งสูงผิดปกติซึ่งไวต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดอื่นๆตามมา เช่น ฝุ่น ไรฝุ่น ละอองเกสร ขนหมาแมว ซึ่งเป็นสิ่งตามธรรมชาติรอบๆตัวลูก ทำให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาต่อต้านเหมือนกับว่าสิ่งนั้นเป็นแบคทีเรียหรือไวรัส ลูกจึงมีอาการเจ็บป่วยตลอดเวลา

หนึ่งปีผ่านไปหลังจากที่ลูกหยุดนมวัว เจ้าต่อมซึ่งกีดขวางทางเดินหายใจของลูกหายบวม อาการทรมานทุกๆอย่างสงบลง อาการกรนและหอบในตอนกลางคืนอันตรธานไปพร้อมกับความทุกข์อย่างแสนสาหัสของคนเป็นพ่อแม่ เมื่อรากแก้วถูกตัดออก ปัญหาอันแตกเป็นกิ่งก้านสาขาก็ดูจะฝ่อไปด้วย อะไรๆดูจะควบคุมง่ายไปเสียหมด

ผมพยายามให้ลูกทำความเข้าใจกับอาการที่ลูกเป็น รู้จักควบคุมดูแลตัวเอง ลูกรู้ดีว่าเหตุใดผมถึงห้ามดื่มนมวัว ทานอาหารหรือขนมที่มีนมวัวเป็นส่วนผสม ทั้งนี้เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของเขาเองซึ่งลูกก็ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ผมปรารถนาว่าลูกจะสามารถประคองสุขภาพของตนเพื่อใช้ชีวิตต่อไปในอนาคตได้อย่างปกติสุขที่สุด

ป้าหมอขอขอบพระคุณ คุณพ่อดร.อนุชิต อนุชิตานุกูล จากหนังสือ REAL PARENTING


 ความคิดเห็นที่ 9

22 ก.พ.2557  เวลา 22:57 น.
โดย.. สตัฟฟ์ (quaff) ส่งข้อความหลังไมค์ 110.164.229.56  

http://www.facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic/photos/a.591395760886575.156913.591075960918555/838452592847556/?type=1&theater

ขอขอบคุณ พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ(ป้าหมอ)กุมารแพทย์ทารกแรกเกิดและคุณม่ลูกสอง ผมนำมาจาก Facebook ของเค้าครับ

#โรคแพ้โปรตีนนมวัว 

คือ อาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นจากการได้รับโปรตีนบางชนิดในนมวัว โดยอาจเข้าสู่ร่างกายตั้งแต่อยู่ในครรภ์คุณแม่ เนื่องจากคุณแม่กินนมวัวเพื่อบำรุงครรภ์ หรือ ได้รับเข้าสู่ร่างกายหลังจากคลอดแล้ว แต่เนื่องจากทารกยังมีข้อจำกัดของระบบการย่อยและระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้ไม่แข็งแรง เนื่องจากยังมีระบบน้ำย่อยยังไม่สมบูรณ์ และเซลเยื่อบุทางเดินอาหารยังอยู่กันห่างๆ จึงทำให้โปรตีนแปลกปลอมของนมวัวเล็ดลอดเข้าสู่กระแสเลือด ไปกระตุ้นให้ร่างกายของทารกที่มีความเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัวหรือผู้ที่แม่พยายามดื่มนมจำนวนมากขณะตั้งครรภ์ สร้างภูมิต่อต้านชนิดผิดปกติขึ้นในร่างกายซึ่งจะไวต่อสารก่อภูมิแพ้ประเภทอื่นอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในอากาศ เช่น ฝุ่น ไรฝุ่น ซากแมลงสาป เกสรหญ้าหรือดอกไม้ รังแคหมาแมวนก หรือสารก่อแพ้จากการกิน เช่น นมวัว ถั่ว ไข่หรืออาหารทะเล 

ต่อมาหากมีการได้รับนมวัวหรือสารก่อภูมิแพ้เข้าไปอีก ภูมิต่อต้านจะมาทำปฏิกิริยาทันที เกิดเป็นอาการเจ็บป่วยได้หลายรูปแบบ เช่น 

ระบบผิวหนัง มักมีผิวแห้ง เป็นผื่นแดง เม็ดเล็กคล้ายเม็ดทรายหยาบๆบนใบหน้า แขนขา และลำตัว มีอาการคัน เป็นๆหายๆ เรื้อรัง หรือเป็นผื่นลมพิษ

ระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ คันตา คัดจมูก จาม น้ำมูกไหล เลือดกำเดาไหล เสมหะครืดคราดในลำคอ นอนกรน อ้าปากหายใจ หายใจเสียงดังวี้ดหรือหอบหืด ไอเรื้อรัง ไซนัสอักเสบ หูอักเสบ ต่อมทอนซิลและต่อมอดีนอยด์อักเสบ และเมื่ออักเสบบ่อยๆ จะทำให้มีขนาดใหญ่ผิดปกติจนอุดกั้นทางเดินหายใจ

ระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ อาเจียน ท้องผูก แหวะนม ท้องอืด ปวดท้อง ร้องกวนโคลิค ทำให้เป็นเด็กนอนน้อย นอนหลับไม่สนิท เลี้ยงยาก น้ำหนักขึ้นน้อย เลี้ยงไม่โตเพราะลำไส้ไม่ดูดซึมอาหาร ไม่ชอบกินนมหรือกินนมยาก ท้องเสียบ่อยๆ หรือถ่ายเป็นมูกเลือด ถ้าเป็นทารกคลอดก่อนกำหนดที่แพ้โปรตีนนมวัว นอกจากจะถ่ายเป็นมูกเลือด อาจมีการติดเชื้อแทรกซ้อน ทำให้ลำไส้เน่า ลำไส้ทะลุ หากเชื้อแบคทีเรียเล็ดลอดเข้ากระแสเลือด ทำให้ติดเชื้อในกระแสเลือด และเสียชีวิต

ระบบอื่นๆ เช่น อาการช็อกรุนแรง ปากบวม หน้าบวม ตัวเขียว หายใจลำบาก ความดันตก จนถึงขั้นเสียชีวิตได้

#ผลที่ตามมาเวลาที่ลูกเจ็บป่วยบ่อย คือ

- โรคนี้จะทำให้เด็กหลับไม่สนิท ก็จะส่งผลให้เด็กเรียนไม่รู้เรื่อง ง่วงซึม เป็นเด็กขี้หงุดหงิด ก้าวร้าว หรือซนมาก

- หวัดเรื้อรังหรือไซนัสอักเสบ เด็กจะได้รับยาปฏิชีวนะเรื่อย ๆ เมื่อได้รับบ่อย ๆ จะเสี่ยงต่อการแพ้ยา และดื้อยา

- ทำให้เด็กขาดเรียนบ่อย เรียนหนังสือไม่ทันเพื่อน พ่อแม่ต้องหยุดงานบ่อยเพื่อพาลูกหาหมอหรือเฝ้าไข้ลูก

- การเจริญเติบโตและพัฒนาการหยุดชะงัก 

- เสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก


 ความคิดเห็นที่ 10

28 ก.พ.2557  เวลา 15:27 น.
โดย.. สตัฟฟ์ (quaff) ส่งข้อความหลังไมค์ 110.164.228.189  

1.ทำไมนมสัตว์ไม่ดี
http://www.facebook.com/media/set/?set=a.711287165564100.1073741836.591075960918555&type=1
ขอขอบคุณ พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ(ป้าหมอ)กุมารแพทย์ทารกแรกเกิดและคุณม่ลูกสอง ผมนำมาจาก Facebook ของเค้าครับ
กินนมวัว ช่วยให้ฉลาดได้จริงหรือ ????

ทำไมวัวจึงถูกผู้ผลิตนมผงเลือกให้เป็นสัตว์ที่โชคร้ายต้องมาทำหน้าที่ผลิตนมให้ลูกมนุษย์ที่โชคร้ายกว่าต้องกิน โดยบริษัทนมผงทำการตลาดทุกวิธีทางทำให้แม่ส่วนใหญ่ซึ่งที่จริงมีน้ำนมเพียงพอ เข้าใจผิดคิดว่านมตัวเองไม่พอ เช่น 

การเอานมเข้าไปเป็นสปอนเซอร์ในรพ. เพื่อให้พยาบาลชงใส่ขวดให้เด็กกินตั้งแต่วันแรกหลังหลอด จนทำให้เด็กติดขวดและกระตุ้นนมแม่ไม่บ่อยพอ

การแจกนมฟรี ในกิฟท์เซตกลับบ้าน เม่ือลูกร้องไห้มากในช่วงสัปดาห์แรกหลังคลอด พ่อแม่มือใหม่ ก็จะคิดว่านมตัวเองไม่พอ ทำให้ชงนมมาเสริม ทำให้ลูกอิ่มจนไม่ได้ตื่นมากระตุ้นดูดนมแม่ เป็นการทำลายวงจรการผลิตน้ำนมแม่ที่ได้ผลเป็นอย่างดี

เหตุผล 3 ประการ ที่เลือกวัว คือ

1.วัวเป็นสัตว์ตัวใหญ่ ผลิตนมได้เยอะกว่าลิง ทั้งๆที่ลิงน่าจะเข้าตากรรมการมากกว่า แต่ลิงตัวเล็ก เรื่องเอามาทำเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องผลิตครั้งละมากๆ ย่อมเป็นไปไม่ได้ วัวปกติผลิตนมได้ 3-10 ลิตรต่อวัน แต่ถ้าฉีดฮอร์โมนเร่งน้ำนม จะผลิตเพิ่มเป็น 30-70 ลิตรต่อวัน ผลเสีย คือ ฮอร์โมนดังกล่าว (Posilac) จะรั่วออกมาทางน้ำนม เข้าสู่ร่างกายลูก ไปสะสมในเซล ทำให้กลายเป็นเด็กโตเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วกว่าปกติ เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง และเมื่อวัวต้องผลิตนมจำนวนมาก จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเต้านมอักเสบ ทำให้ต้องฉีดยาปฏิชีวนะเป็นประจำ ยานั้นก็รั่วออกมาทางน้ำนม ดังนั้น เห็นนมสีขาวๆ อย่าคิดว่าไม่มีอะไรปนเปื้อน ไหนจะยาฆ่าแมลง กำจัดศัตรูพืชที่อยู่ในหญ้าหรือพืชที่เป็นอาหารของวัว เวลาเอาอาหารเหล่านี้มาให้วัวกิน ไม่ได้ล้างให้สะอาดแน่นอน (ไม่เหมือนคุณแม่ๆ กว่าจะกินอะไร ก็ต้องพิถีพิถัน ล้างสารตกค้างออกให้มากที่สุด) สารเหล่านี้ก็จะสะสมอยู่ในเซลไขมันและกระเปาะน้ำนมของวัวซึ่งมีไขมันอยู่เยอะ จึงมีสารตกค้างเหล่านี้ในนมวัว 

2.วัวเป็นสัตว์ที่เชื่อง ไม่ทำร้ายคน จึงยอมให้คนทำปู้ยี่ปู้ยำกับตัวเอง (ไม่ว่าจะถูกรีดนม ถูกพรากลูกไปจากอก ถูกเชือดหลังจากผลิตนมมาได้ 4-5 รอบการตั้งครรภ์) ไม่ปกป้องรักษาสิทธิ์ตัวเอง ถ้าเป็นช้าง ก็คงเหยียบคนที่มารังแกมันแบนไปแล้ว ถ้าเป็นม้า ก็คงถีบกระโหลกคนที่จะมาบีบนมมันไปแล้ว ถ้าเป็นเสือ ก็คง...

3.วัวเป็นสัตว์ที่ไม่ค่อยฉลาด ก็อาจจะเป็นเหตุผลนี้ที่ทำให้วัวไม่รู้จักปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง ปล่อยให้มนุษย์มาบีบนมตัวเองอยู่ได้ เพราะถ้าเป็นลิง ก็คงปีนต้นไม้หนีไปถึงไหนต่อไหนแล้ว แล้วทำไม๊ ทำไม คนกลุ่มหนึ่งยังมีความเชื่อว่า ถ้าลูกได้กินนมวัวแล้วจะฉลาดเหมือนเด็กที่อยู่ในทีวีโฆษณา เป็นอัจฉริยะสร้างได้ใน 1,365 วัน อย่างนี้แปลว่าการตลาดบิดเบือนความจริงสุดโต่งขนาดนี้ เราจะยังปล่อยให้เขาโฆษณามอมเมาเราต่อไปอีกได้อย่างไร ในขณะที่ประเทศอื่นๆเขามีกฏหมายควบคุม ไม่ให้โฆษณาเรื่อง DHA เพราะรู้ว่าไม่เป็นจริง และรู้ว่าถ้าปล่อยให้โฆษณา จะทำให้คนเชื่อ แล้วละทิ้งนมแม่ไปหาสิ่งที่โฆษณาทำให้คิดว่าดีใกล้เคียงกัน แต่ประเทศเรายังไม่มีกฎหมายควบคุมการโฆษณาเกินจริงตรงนี้ ไม่รู้ว่าจะอีกนานแค่ไหน จึงจะมีกฎหมายออกมาปกป้องคุ้มครองเด็กไทย 

DHA เทียมที่อยูในนมผง ไม่เหมือนของที่มีอยู่ในนมแม่นะจ๊ะ ก็เหมือนกับกุ้งเทียมในอาหารเจ ถึงหน้าตาจะดูคล้ายกัน กินไปก็รู้ว่าไม่ใช่กุ้งจริง แต่เป็นแค่แป้งใส่สี งานวิจัยที่ไม่ได้ทำโดยบริษัทนมผง ก็ออกมาแล้วว่า DHA ที่ใส่ในนมผง ไม่มีประโยชน์เพิ่มขึ้นมากกว่านมผงที่ไม่ใส่ แต่ราคาแพงกว่าเพราะเป็นค่าการตลาดนั่นเอง


 ความคิดเห็นที่ 11

28 ก.พ.2557  เวลา 15:49 น.
โดย.. สตัฟฟ์ (quaff) ส่งข้อความหลังไมค์ 110.164.228.189  

ขอขอบคุณ พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ(ป้าหมอ)กุมารแพทย์ทารกแรกเกิดและคุณม่ลูกสอง ผมนำมาจาก Facebook ของเค้าครับ

แต่ละภาพแต่ละหัวข้อน่าอ่านทั้งนั้นเลยครับ

http://www.facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic/photos/a.638474679512016.1073741827.591075960918555/842005029158979/?type=1&theater

 

ประเทศไทย มีการละเมิด CODE นมแม่ทุกข้อ ห้ามพนักงานการตลาดติดต่อหญิงตั้งครรภ์ 
https://www.facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic/photos/a.591395760886575.156913.591075960918555/837195582973257/?type=3&theater

 

ประเทศไทย มีการละเมิด CODE นมแม่ทุกข้อ
เช่น ข้อมูลต่างๆที่ให้แก่บุคลากรสาธารณสุข จะต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
https://www.facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic/photos/a.591395760886575.156913.591075960918555/837199206306228/?type=3&permPage=1

ประเทศไทย มีการละเมิด CODE นมแม่ทุกข้อ
เช่น ห้ามใช้สถานบริการสาธารณสุขเป็นที่โฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้า
https://www.facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic/photos/a.591395760886575.156913.591075960918555/837210939638388/?type=3&permPage=1

 

 ดีเอชเอที่อยู่ในนมผงมีประโยชน์จริงหรือ
https://www.facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic/photos/a.591395760886575.156913.591075960918555/837247076301441/?type=3&permPage=1

 

การประชุมวิชาการที่มีบริษัทนมเป็นสปอนเซอร์ต้องระวังค่ะ

https://www.facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic/photos/a.591395760886575.156913.591075960918555/837821066244042/?type=3&permPage=1

 

หลังคลอดรพ.ควรให้ลูกดูดนมแม่เร็วที่สุดและดูดบ่อยๆ อย่ากีดกัน
https://www.facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic/photos/a.591395760886575.156913.591075960918555/837862882906527/?type=3&permPage=1
 

โรงพยาบาลไม่สนับสนุนนมแม่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ผลิตน้ำนมได้น้อย
https://www.facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic/photos/a.591395760886575.156913.591075960918555/837883432904472/?type=3&permPage=1

หลัง 1 ขวบไม่ต้องกินนมผงแล้วนะคะ 
https://www.facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic/photos/a.591395760886575.156913.591075960918555/839117049447777/?type=3&permPage=1

ตัวอย่างโรงเรียนที่เห็นความสำคัญของเรื่องแพ้อาหารในเด็ก
https://www.facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic/photos/a.591395760886575.156913.591075960918555/840320402660775/?type=3&permPage=1

กินนมวัวเยอะเกินไป อันตรายนะคะ

https://www.facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic/photos/a.591395760886575.156913.591075960918555/840352715990877/?type=3&permPage=1

ตัวอย่างประเทศที่สนับสนุนการให้นมแม่ และ คุ้มครองสิทธิเด็ก
https://www.facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic/photos/a.591395760886575.156913.591075960918555/841563805869768/?type=3&permPage=1

คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรกินอาหารอะไรบ้าง
https://www.facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic/photos/a.591395760886575.156913.591075960918555/841599269199555/?type=3&permPage=1


 ความคิดเห็นที่ 12

13 มี.ค.2557  เวลา 00:48 น.
โดย.. สตัฟฟ์ (quaff) ส่งข้อความหลังไมค์ 110.164.228.194  

มีความรู้ดีมาให้อ่านกันอีกแล้วครับ สรุปเบื้องต้น นมของแม่ดีที่สุดสำหรับลูก นมวัวอย่างไรก็ไม่เหมาะครับ

ขอขอบคุณ พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ(ป้าหมอ)กุมารแพทย์ทารกแรกเกิดและคุณม่ลูกสอง ผมนำมาจาก Facebook ของเค้าครับ

 

https://www.facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic/photos/a.591395760886575.156913.591075960918555/850266144999534/?type=1&theater

‪#‎นมคอลอสตรัมของวัวไม่ได้มีประโยชน์สำหรับคนค่ะ‬

โปรดสังเกตความมั่วของคนทำแผ่นโฆษณาขายนมผงคอลอสตรัมของวัวค่ะ รูปทางซ้ายมือ มีขวดนม 2 ขวด ขวดซ้าย คือ นมส่วนต้น ขวดขวา คือ นมส่วนท้าย ซึ่งนมส่วนต้นจะดูใสกว่า เนื่องจากมีน้ำตาลแล็คโต๊สสูงกว่า และ ไขมันต่ำกว่า แต่นมทั้ง 2 ส่วนก็มีประโยชน์ต่อร่างกายทารก ดังนั้นคุณแม่ที่ปั๊มได้นมใส ไม่ต้องเครียดคิดว่าน้ำนมไม่มีคุณภาพนะคะ แต่ถ้าลูกมีปัญหาถ่ายบ่อย น้ำหนักตัวขึ้นไม่ดี ก็ต้องพยายามทำให้น้ำนมข้นมากขึ้น โดยไม่ทิ้งน้ำนมคัดคาเต้า ให้พยายามเอาน้ำนมออกจากเต้าบ่อยๆ เวลาปั๊มให้กระตุ้นจี๊ดร่วมด้วย (ดูวิธีกระตุ้นจี๊ดจากYouTube) และ คุณแม่กินอโวคาโด เมล็ดฟักทอง เมล็ดดอกทานตะวัน เมล็ดแฟล็กซ์ เมล็ดงา ก็จะช่วยให้น้ำนมข้นขึ้น

ดังนั้นคำบรรยายภาพในแผ่นโฆษณา คือ การซี้ซั้วมั่วซั่วให้ข้อมูลผิดๆ จับแพะมาชนแกะ และ คำอวดอ้างสรรพคุณก็ไม่เป็นความจริง (อย. และ สคบ. น่าจะมาดูแลบ้าง เพราะราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ อาจทำให้คนหลงเชื่อไปซื้อมากิน) ที่ว่าไม่เป็นความจริงก็เพราะว่า คอลอสตรัมวัว จะมีภูมิต้านทานเฉพาะป้องกันโรคในวัว คนเป็นสัตว์คนละชนิดกับวัว จึงไม่ได้ประโยชน์แต่อย่างใด

และจุดขายเรื่องความสูง ก็เพราะรู้ว่า หลายคนมีปมด้อยเรื่องความสูง ย่อมมีความฝันว่าอยากให้ลูกสูงได้โดยวิธีง่ายๆ คนขายสินค้าก็จับหลักจิตวิทยานี้มาหลอกขายสินค้าที่ไม่มีผลการวิจัยอะไรเลยมารองรับ เพราะรู้ว่าหลายคน ขี้เกียจไปฝืนกินอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ จะเลือกกินเฉพาะของที่อยากกินเท่านั้น ขี้เกียจพาลูกไปออกกำลังกายเยอะๆ ไม่ได้นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ ชอบนอนดึกๆ ไม่ค่อยดูแลรักษาร่างกายแข็งแรงไม่ให้ป่วยบ่อย ซึ่งถ้าทำได้ตามนี้ ร่างกายก็จะเจริญพัฒนาเติบโตเต็มศักยภาพของมนุษย์ แต่คนส่วนใหญ่ขี้เกียจทำเอง ชอบทางลัด มากกว่า

ในนมของสัตว์จะมีโกร๊ธฮอร์โมนของสัตว์ชนิดนั้น ในนมคนก็มีโกร๊ธฮอร์โมนคน การได้รับโกร๊ธฮอร์โมนของสัตว์อื่นเข้าไปในร่างกาย อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เซลเจริญเติบโตแบบไม่ปกติ จึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้สูงขึ้นกว่าปกติก็เป็นได้ แต่การที่ได้รับความสูงเพิ่มขึ้นมา เราอาจต้องแลกกับการสูญเสียสุขภาพที่ดีและเป็นปกติ เช่น การเป็นโรคภูมิแพ้ การเป็นโรคมะเร็ง การเป็นโรคไขมันในเลือดสูง การเป็นโรคเบาหวาน การเป็นโรคความดันโลหิตสูง การเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน เป็นต้น

เมื่ออ่านบทความของป้าหมอแล้วลองพิจารณาดู และหาอ่านจากแหล่งอื่นๆ ที่ไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผลิตภัณฑ์ (หมายถึง การอวดอ้างว่าสินค้าดีอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เพราะคนๆนั้นได้รับผลประโยชน์ตอบแทน) ก่อนที่จะเชื่อนะคะ

#นมคอลอสตรัมของวัวไม่ได้มีประโยชน์สำหรับคนค่ะ

โปรดสังเกตความมั่วของคนทำแผ่นโฆษณาขายนมผงคอลอสตรัมของวัวค่ะ  รูปทางซ้ายมือ มีขวดนม 2 ขวด ขวดซ้าย คือ นมส่วนต้น ขวดขวา คือ นมส่วนท้าย ซึ่งนมส่วนต้นจะดูใสกว่า เนื่องจากมีน้ำตาลแล็คโต๊สสูงกว่า และ ไขมันต่ำกว่า  แต่นมทั้ง 2 ส่วนก็มีประโยชน์ต่อร่างกายทารก  ดังนั้นคุณแม่ที่ปั๊มได้นมใส  ไม่ต้องเครียดคิดว่าน้ำนมไม่มีคุณภาพนะคะ  แต่ถ้าลูกมีปัญหาถ่ายบ่อย  น้ำหนักตัวขึ้นไม่ดี  ก็ต้องพยายามทำให้น้ำนมข้นมากขึ้น โดยไม่ทิ้งน้ำนมคัดคาเต้า  ให้พยายามเอาน้ำนมออกจากเต้าบ่อยๆ  เวลาปั๊มให้กระตุ้นจี๊ดร่วมด้วย (ดูวิธีกระตุ้นจี๊ดจากYouTube)  และ คุณแม่กินอโวคาโด เมล็ดฟักทอง เมล็ดดอกทานตะวัน เมล็ดแฟล็กซ์ เมล็ดงา  ก็จะช่วยให้น้ำนมข้นขึ้น

ดังนั้นคำบรรยายภาพในแผ่นโฆษณา คือ การซี้ซั้วมั่วซั่วให้ข้อมูลผิดๆ  จับแพะมาชนแกะ  และ คำอวดอ้างสรรพคุณก็ไม่เป็นความจริง (อย. และ สคบ. น่าจะมาดูแลบ้าง  เพราะราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ  อาจทำให้คนหลงเชื่อไปซื้อมากิน)   ที่ว่าไม่เป็นความจริงก็เพราะว่า คอลอสตรัมวัว จะมีภูมิต้านทานเฉพาะป้องกันโรคในวัว  คนเป็นสัตว์คนละชนิดกับวัว  จึงไม่ได้ประโยชน์แต่อย่างใด  

และจุดขายเรื่องความสูง  ก็เพราะรู้ว่า หลายคนมีปมด้อยเรื่องความสูง  ย่อมมีความฝันว่าอยากให้ลูกสูงได้โดยวิธีง่ายๆ  คนขายสินค้าก็จับหลักจิตวิทยานี้มาหลอกขายสินค้าที่ไม่มีผลการวิจัยอะไรเลยมารองรับ  เพราะรู้ว่าหลายคน ขี้เกียจไปฝืนกินอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่  จะเลือกกินเฉพาะของที่อยากกินเท่านั้น  ขี้เกียจพาลูกไปออกกำลังกายเยอะๆ  ไม่ได้นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ  ชอบนอนดึกๆ  ไม่ค่อยดูแลรักษาร่างกายแข็งแรงไม่ให้ป่วยบ่อย  ซึ่งถ้าทำได้ตามนี้  ร่างกายก็จะเจริญพัฒนาเติบโตเต็มศักยภาพของมนุษย์   แต่คนส่วนใหญ่ขี้เกียจทำเอง ชอบทางลัด  มากกว่า

ในนมของสัตว์จะมีโกร๊ธฮอร์โมนของสัตว์ชนิดนั้น  ในนมคนก็มีโกร๊ธฮอร์โมนคน  การได้รับโกร๊ธฮอร์โมนของสัตว์อื่นเข้าไปในร่างกาย อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เซลเจริญเติบโตแบบไม่ปกติ  จึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้สูงขึ้นกว่าปกติก็เป็นได้  แต่การที่ได้รับความสูงเพิ่มขึ้นมา  เราอาจต้องแลกกับการสูญเสียสุขภาพที่ดีและเป็นปกติ เช่น การเป็นโรคภูมิแพ้  การเป็นโรคมะเร็ง  การเป็นโรคไขมันในเลือดสูง  การเป็นโรคเบาหวาน  การเป็นโรคความดันโลหิตสูง  การเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน เป็นต้น 

เมื่ออ่านบทความของป้าหมอแล้วลองพิจารณาดู และหาอ่านจากแหล่งอื่นๆ ที่ไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผลิตภัณฑ์ (หมายถึง การอวดอ้างว่าสินค้าดีอย่างนั้นอย่างนี้  ก็เพราะคนๆนั้นได้รับผลประโยชน์ตอบแทน)  ก่อนที่จะเชื่อนะคะ


 ความคิดเห็นที่ 13

24 มี.ค.2557  เวลา 22:40 น.
โดย.. สตัฟฟ์ (quaff) ส่งข้อความหลังไมค์ 110.164.228.231  
 
คุณเจี๊ยบเล่าประสบการณ์ เรื่องการงดอาหารที่แพ้แล้วทำให้สุขภาพดีขึ้นค่ะ ท่านใดมีประสบการณ์แบบนี้ เล่าสู่กันฟังได้ค่ะ เพื่อเป็นประโยชน์กับครอบครัวที่กำลังมีปัญหาลูกป่วยบ่อยๆ ต้องกินยาเยอะ หาหมอบ่อย แอดมิทบ่อย
งดนมวัวและสิ่งที่แพ้
                   ชีวิตดีขึ้น?

วันนี้อยากจะแชร์ผลของการงดนมวัวและอาหารที่แพ้ของครอบครัวเรามาให้ดูกันค่ะ โดยอยากจะพิสูจน์ว่ามันทำให้ชีวิตดีขึ้นจริงๆตามที่ป้าหมอสุธีราเคยบอกไว้หรือเปล่า

1.เริ่มจากตัวลูกสาวคนโตน้องซี กินนมแม่ล้วน โดยแม่ไม่งดอะไรเลย จัดเต็มขนมนมเนย ก็คิดว่าแค่ไม่เอานมนวัวให้ลูกทานตรงๆก็น่าจะพอ ซีเลี้ยงยากมากตอนเด็กๆร้องปวดท้องโยเยตลอด มีผื่นขึ้นตามรอบปาก บางทีหน้าเป็นจ้ำแดงๆแต่สักพักก็หายไป เราก็คิดว่าเพราะแพ้น้ำลาย 4ปีก่อนเรื่องแพ้อาหารผ่านนมแม่ไม่แพร่หลาย ไม่เคยรู้เลย

ก่อนงดสิ่งที่แพ้--- ซีจะจมูกบวม เจอหมอทีไรส่องจมูกก็จะทักว่าจมูกบวมนิดหน่อย ติดหวัดง่ายมากเดี๋ยวๆก็น้ำมูกมา และจะปิดท้ายการเป็นหวัดด้วยอาเจียนจนต้องแอดมิทให้น้ำเกลือ หลังเข้าโรงเรียนยิ่งแล้วใหญ่อาการเป็นหวัดและอาเจียนจนนอนโรงพยาบาลเดือนเว้นเดือน 

หลังงดสิ่งที่แพ้---พาไปตรวจIgG พอรู้ว่าซีแพ้ไข่ทั้งฟอง เนื่องจากตอนท้องแม่โด๊ปไข่เยอะมากๆ ลูกแพ้เลยเหอะๆ ก็เริ่มงดเด็ดขาดเป็นเวลา1ปี ไหนๆงดไข่แล้วงดนมวัวด้วยเลย เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน จมูกไม่บวม เป็นหวัดแค่ล้างจมูกกินเซอร์เทคก็เอาอยู่ ไม่ต้องกินยาฆ่าเชื้ออีกเลย ไม่อาเจียน ไม่ต้องแอดมิท ลูกมีความสุขขึ้น ถึงตอนนี้จะ2ปีที่งดไข่กับนมวัว เวลาซีทานไข่จมูกก็ยังบวมอยู่แต่อิแม่รับได้นานๆกินที

2. ลูกคนเล็กน้องซัน คราวนี้เตรียมตัวดีไม่โด๊ปอะไรเลย รู้จักกลุ่มเสี่ยงแล้วแต่ก็ยังไม่วาย มีเรื่องอึเป็นมูกเลือดมาให้กังวลใจ ได้เข้ามาหาความรู้จากกลุ่มชมรมรักเด็กขี้แพ้ แม่งดเข้มให้ จนหายในที่สุด แต่ก็ยังระวัง อาหารบางชนิดเช่น เกาลัด เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน งาดำ

หลังงดสิ่งที่แพ้ --- ถ่ายปกติ น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ ป่วยบ้างประปรายเพราะติดหวัดจากพี่ที่ไปโรงเรียน ไม่เคยเป็นหนัก ล้างจมูกกินยาแก้แพ้ ก็ผ่านไปได้สบายๆ ตอนนี้ทานถั่วเหลือง ไข่ แป้งสาลี อาหารทะเลผ่านหมดแล้ว งดนมวัวอยู่ดีค่ะ

3.ตัวคุณพ่อ ไม่เคยงดอะไรเลยทานกาแฟใส่นมวัวทุกวัน มีอาการ ขากเสมหะบ่อยๆ นอนกรน บางครั้งกรนเหมือนจะขาดอากาศหายใจ จนเกือบจะให้ไปหาหมอจัดการเรื่องกรนแล้ว ด้วยความบังเอิญจากอาหารเป็นพิษคุณหมอให้งดพวก นมวัวและอาหารแสลง อิแม่ดีใจดีเลยมางดด้วยกัน

ผลจากการงดนมวัว--- ขากเสมหะน้อยลงเยอะมาก. นอนไม่กรนอีกต่อไป อิแม่มีความสุขที่สุดนอนหลับสนิทขึ้น

4.ตัวเจี๊ยบเอง เมื่อก่อนกินทุกสิ่งอย่าง  จะมีชอบคันตา เป็นหวัดเจ็บคอง่ายมากและบ่อยมาก เวลาลูกเป็นติดลูกทุกครั้งไป 

หลังงดอาหารกลุ่มเสี่ยงให้ลูก--- ไม่ค่อยเป็นหวัด ไม่ต้องกินยาฆ่าเชื้อ ไม่ติดหวัดลูก 

สรุป มันทำให้ครอบครัวเรา กินยาน้อยลง สุขภาพดีมากขึ้น ทุกคนมีความสุขมากขึ้นค่ะ อย่างที่ป้าหมอสุธีราเคยพูดไว้จริงๆค่ะ

ไม่กินนมวัว ลูกเอาแคลเซี่ยมจากไหน?
- ซีกินนมถั่วหวานน้อย แคลเซี่ยมสูง ทานผักใบเขียว ธัญพืช ปลาตัวเล็ก 
- ซันกินนมแม่ล้วน กินผักใบเขียว ปลาตัวเล็ก 
ทั้ง2 คน น้ำหนักปกติ ส่วนสูงปกติ ค่ะ

ถามว่าจะงดไปตลอดเลยไหม?
- เราเดินทางสายกลางค่ะ พ่อกับแม่ก็นานๆทานนมวัวที พอหายอยาก ส่วนลูกทั้งคู่ ตั้งเป้าไว้ว่าจะให้เริ่มโดนนมวัวเต็มๆ สัก5-6ขวบ ตามที่ป้าหมอสุธีราเคยแนะนำไว้ค่ะ

@[100002028907234:2048:Sutheera Uerpairojkit]
งดนมวัวและสิ่งที่แพ้
ชีวิตดีขึ้น?

วันนี้อยากจะแชร์ผลของการงดนมวัวและอาหารที่แพ้ของครอบครัวเรามาให้ดูกันค่ะ โดยอยากจะพิสูจน์ว่ามันทำให้ชีวิตดีขึ้นจริงๆตามที่ป้าหมอสุธีราเคยบอกไว้หรือเปล่า

1.เริ่มจากตัวลูกสาวคนโตน้องซี กินนมแม่ล้วน โดยแม่ไม่งดอะไรเลย จัดเต็มขนมนมเนย ก็คิดว่าแค่ไม่เอานมนวัวให้ลูกทานตรงๆก็น่าจะพอ ซีเลี้ยงยากมากตอนเด็กๆร้องปวดท้องโยเยตลอด มีผื่นขึ้นตามรอบปาก บางทีหน้าเป็นจ้ำแดงๆแต่สักพักก็หายไป เราก็คิดว่าเพราะแพ้น้ำลาย 4ปีก่อนเรื่องแพ้อาหารผ่านนมแม่ไม่แพร่หลาย ไม่เคยรู้เลย

ก่อนงดสิ่งที่แพ้--- ซีจะจมูกบวม เจอหมอทีไรส่องจมูกก็จะทักว่าจมูกบวมนิดหน่อย ติดหวัดง่ายมากเดี๋ยวๆก็น้ำมูกมา และจะปิดท้ายการเป็นหวัดด้วยอาเจียนจนต้องแอดมิทให้น้ำเกลือ หลังเข้าโรงเรียนยิ่งแล้วใหญ่อาการเป็นหวัดและอาเจียนจนนอนโรงพยาบาลเดือนเว้นเดือน 

หลังงดสิ่งที่แพ้---พาไปตรวจIgG พอรู้ว่าซีแพ้ไข่ทั้งฟอง เนื่องจากตอนท้องแม่โด๊ปไข่เยอะมากๆ ลูกแพ้เลยเหอะๆ ก็เริ่มงดเด็ดขาดเป็นเวลา1ปี ไหนๆงดไข่แล้วงดนมวัวด้วยเลย เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน จมูกไม่บวม เป็นหวัดแค่ล้างจมูกกินเซอร์เทคก็เอาอยู่ ไม่ต้องกินยาฆ่าเชื้ออีกเลย ไม่อาเจียน ไม่ต้องแอดมิท ลูกมีความสุขขึ้น ถึงตอนนี้จะ2ปีที่งดไข่กับนมวัว เวลาซีทานไข่จมูกก็ยังบวมอยู่แต่อิแม่รับได้นานๆกินที

2. ลูกคนเล็กน้องซัน คราวนี้เตรียมตัวดีไม่โด๊ปอะไรเลย รู้จักกลุ่มเสี่ยงแล้วแต่ก็ยังไม่วาย มีเรื่องอึเป็นมูกเลือดมาให้กังวลใจ ได้เข้ามาหาความรู้จากกลุ่มชมรมรักเด็กขี้แพ้ แม่งดเข้มให้ จนหายในที่สุด แต่ก็ยังระวัง อาหารบางชนิดเช่น เกาลัด เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน งาดำ

หลังงดสิ่งที่แพ้ --- ถ่ายปกติ น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ ป่วยบ้างประปรายเพราะติดหวัดจากพี่ที่ไปโรงเรียน ไม่เคยเป็นหนัก ล้างจมูกกินยาแก้แพ้ ก็ผ่านไปได้สบายๆ ตอนนี้ทานถั่วเหลือง ไข่ แป้งสาลี อาหารทะเลผ่านหมดแล้ว งดนมวัวอยู่ดีค่ะ

3.ตัวคุณพ่อ ไม่เคยงดอะไรเลยทานกาแฟใส่นมวัวทุกวัน มีอาการ ขากเสมหะบ่อยๆ นอนกรน บางครั้งกรนเหมือนจะขาดอากาศหายใจ จนเกือบจะให้ไปหาหมอจัดการเรื่องกรนแล้ว ด้วยความบังเอิญจากอาหารเป็นพิษคุณหมอให้งดพวก นมวัวและอาหารแสลง อิแม่ดีใจดีเลยมางดด้วยกัน

ผลจากการงดนมวัว--- ขากเสมหะน้อยลงเยอะมาก. นอนไม่กรนอีกต่อไป อิแม่มีความสุขที่สุดนอนหลับสนิทขึ้น

4.ตัวเจี๊ยบเอง เมื่อก่อนกินทุกสิ่งอย่าง จะมีชอบคันตา เป็นหวัดเจ็บคอง่ายมากและบ่อยมาก เวลาลูกเป็นติดลูกทุกครั้งไป 

หลังงดอาหารกลุ่มเสี่ยงให้ลูก--- ไม่ค่อยเป็นหวัด ไม่ต้องกินยาฆ่าเชื้อ ไม่ติดหวัดลูก 

สรุป มันทำให้ครอบครัวเรา กินยาน้อยลง สุขภาพดีมากขึ้น ทุกคนมีความสุขมากขึ้นค่ะ อย่างที่ป้าหมอสุธีราเคยพูดไว้จริงๆค่ะ

ไม่กินนมวัว ลูกเอาแคลเซี่ยมจากไหน?
- ซีกินนมถั่วหวานน้อย แคลเซี่ยมสูง ทานผักใบเขียว ธัญพืช ปลาตัวเล็ก 
- ซันกินนมแม่ล้วน กินผักใบเขียว ปลาตัวเล็ก 
ทั้ง2 คน น้ำหนักปกติ ส่วนสูงปกติ ค่ะ

ถามว่าจะงดไปตลอดเลยไหม?
- เราเดินทางสายกลางค่ะ พ่อกับแม่ก็นานๆทานนมวัวที พอหายอยาก ส่วนลูกทั้งคู่ ตั้งเป้าไว้ว่าจะให้เริ่มโดนนมวัวเต็มๆ สัก5-6ขวบ ตามที่ป้าหมอสุธีราเคยแนะนำไว้ค่ะ

Sutheera Uerpairojkit


 ความคิดเห็นที่ 14

25 มี.ค.2557  เวลา 18:45 น.
โดย.. สตัฟฟ์ (quaff) ส่งข้อความหลังไมค์ 110.164.229.204  

ดีวีดี สร้างชีวิตมหัศจรรย์ ด้วยน้ำนมแม่ บรรยายโดย พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ ตอนที่ 1/3
https://www.youtube.com/watch?v=rIRH5lhQwVM



 ความคิดเห็นที่ 15

25 มี.ค.2557  เวลา 18:45 น.
โดย.. สตัฟฟ์ (quaff) ส่งข้อความหลังไมค์ 110.164.229.204  

ดีวีดี สร้างชีวิตมหัศจรรย์ ด้วยน้ำนมแม่ บรรยายโดย พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ ตอนที่ 2/3
https://www.youtube.com/watch?v=PLhepXultsc



 ความคิดเห็นที่ 16

25 มี.ค.2557  เวลา 18:46 น.
โดย.. สตัฟฟ์ (quaff) ส่งข้อความหลังไมค์ 110.164.229.204  

ดีวีดี สร้างชีวิตมหัศจรรย์ ด้วยน้ำนมแม่ บรรยายโดย พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ ตอนที่ 3/3
https://www.youtube.com/watch?v=QCuuGeMoDvM



 ความคิดเห็นที่ 17

11 เม.ย.2557  เวลา 23:06 น.
โดย.. สตัฟฟ์ (quaff) ส่งข้อความหลังไมค์ 180.183.75.240  

 
https://www.facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic/photos/a.591395760886575.156913.591075960918555/870846996274782/?type=1&theater
1 ชม. · 

‪#‎อาหารที่มีแคลเซียมสูงที่ดีและเหมาะสมกับมนุษย์มากที่สุด‬ ไม่ใช่นมวัว

นมวัวมีแคลเซียมที่ร่างกายต้องการ แต่อาหารอื่นก็มีแคลเซียม เช่น ผักสีเขียวชนิดต่างๆ ถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วฝัก (beans) ถั่วเปลือกแข็ง (nuts) และเมล็ดพืช (seeds) ซึ่งเป็นแหล่งแคลเซียมเริ่มต้น หรือ เป็นแคลเซียมต้นกําเนิดที่ วัว ช้าง ยีราฟ และสัตว์ใหญ่ต่างๆ ได้รับจากธรรมชาติ สัตว์เหล่านี้หลังจากที่หย่านมแม่แล้ว ก็กินอาหารตามธรรมชาติตามที่ธรรมชาติกำหนดมา ซึ่งก็คือ ผักและถั่วชนิดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ผักสีเขียว

สัตว์เหล่านี้มีโครงกระดูกแข็งแรงได้ด้วยผักล้วนๆ ดังนั้น อย่าเชื่อข้อมูลที่ว่าแคลเซียมจากพืชนั้น ไม่ดีเท่าแคลเซียมจากสัตว์ ไม่เป็นความจริงค่ะ ลองคิดดูว่า กระดูกคนกับกระดูกสัตว์ใหญ่ที่กินพืชเหล่านี้ ชนิดใดแข็งแรงกว่ากันแน่

อาหารพวกนี้ให้แคลเซียมชนิดที่ดูดซึมได้ดีเท่าหรือดีกว่าเมื่อเทียบกับนมวัว และยังให้วิตามิน ธาตุเหล็ก คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน และเส้นใยอาหาร ซึ่งหาไม่ได้จากนมวัว หากเราได้รับแคลเซียมจากอาหารเหล่านี้โดยตรง จะไม่ต้องเสี่ยงกับอันตรายที่ได้รับจากการกินนมวัว

ผลการวิจัยหลายชิ้นพบว่าปริมาณนมที่เด็กกินไม่สัมพันธ์กับปริมาณแคลเซียมในกระดูก ประเทศที่กินนมวัวมากกว่าจะ พบอุบัติการณ์ของโรคกระดูกพรุนและกระดูกข้อสะโพกหักมากกว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะโปรตีน ฟอสฟอรัส โซเดียม จํานวนมากในนมวัว ทําให้สูญเสียแคลเซียมออกทางไต

#อาหารที่มีแคลเซียมสูงที่ดีและเหมาะสมกับมนุษย์มากที่สุด ไม่ใช่นมวัว

นมวัวมีแคลเซียมที่ร่างกายต้องการ แต่อาหารอื่นก็มีแคลเซียม เช่น ผักสีเขียวชนิดต่างๆ ถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วฝัก (beans) ถั่วเปลือกแข็ง (nuts) และเมล็ดพืช (seeds) ซึ่งเป็นแหล่งแคลเซียมเริ่มต้น หรือ เป็นแคลเซียมต้นกําเนิดที่ วัว ช้าง ยีราฟ และสัตว์ใหญ่ต่างๆ ได้รับจากธรรมชาติ สัตว์เหล่านี้หลังจากที่หย่านมแม่แล้ว ก็กินอาหารตามธรรมชาติตามที่ธรรมชาติกำหนดมา ซึ่งก็คือ ผักและถั่วชนิดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ผักสีเขียว

สัตว์เหล่านี้มีโครงกระดูกแข็งแรงได้ด้วยผักล้วนๆ ดังนั้น อย่าเชื่อข้อมูลที่ว่าแคลเซียมจากพืชนั้น ไม่ดีเท่าแคลเซียมจากสัตว์ ไม่เป็นความจริงค่ะ ลองคิดดูว่า กระดูกคนกับกระดูกสัตว์ใหญ่ที่กินพืชเหล่านี้ ชนิดใดแข็งแรงกว่ากันแน่ 

อาหารพวกนี้ให้แคลเซียมชนิดที่ดูดซึมได้ดีเท่าหรือดีกว่าเมื่อเทียบกับนมวัว และยังให้วิตามิน ธาตุเหล็ก คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน และเส้นใยอาหาร ซึ่งหาไม่ได้จากนมวัว หากเราได้รับแคลเซียมจากอาหารเหล่านี้โดยตรง จะไม่ต้องเสี่ยงกับอันตรายที่ได้รับจากการกินนมวัว

ผลการวิจัยหลายชิ้นพบว่าปริมาณนมที่เด็กกินไม่สัมพันธ์กับปริมาณแคลเซียมในกระดูก ประเทศที่กินนมวัวมากกว่าจะ พบอุบัติการณ์ของโรคกระดูกพรุนและกระดูกข้อสะโพกหักมากกว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะโปรตีน ฟอสฟอรัส โซเดียม จํานวนมากในนมวัว ทําให้สูญเสียแคลเซียมออกทางไต
 


 ความคิดเห็นที่ 18

13 เม.ย.2557  เวลา 14:52 น.
โดย.. สตัฟฟ์ (quaff) ส่งข้อความหลังไมค์ 180.183.217.236  

https://www.facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic/photos/a.591395760886575.156913.591075960918555/871873646172117/?type=1&theater

ขอขอบคุณ พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ(ป้าหมอ)กุมารแพทย์ทารกแรกเกิดและคุณม่ลูกสอง ผมนำมาจาก Facebook ของเค้าครับ)
 
(วันที่ 13 เมษายน 2557) 
 
 

#ผู้ใหญ่ก็เป็นโรคแพ้นมวัวได้ ลองสังเกตตัวเองกันดูค่ะ

วันหนึ่งป้าหมอมาร่วมกิจกรรมให้ความรู้แก่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ซึ่งจัดโดย Mamypoko โดยพูดเรื่อง การเตรียมความพร้อมเรื่องการให้นมแม่ ทำอย่างไรจึงจะให้นมแม่ได้สำเร็จ ทุกครั้งที่ป้าหมอมีโอกาสสอน ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม จะรู้สึกดีและมีความสุขทุกครั้งว่า จะได้ช่วยให้เด็กไทยได้กินนมแม่เพิ่มขึ้นจำนวนหนึ่ง และครั้งนี้ก็เช่นกัน จึงอยากเล่าให้ผู้ติดตามแฟนเพจฟัง

ซึ่งแน่นอนที่สุด ในการสอนจะต้องพูดถึงเรื่องอันตรายของนมวัว ให้คุณพ่อคุณแม่รับทราบ เพราะการบอกว่านมแม่ดีอย่างไร นมผงก็จะเอาสิ่งนั้นมาทำการตลาด เอาความดีความชอบเข้าตัว ทำโฆษณาให้ข้อมูลด้านเดียว ยกตัวอย่างเช่น ดีเอชเอในนมแม่ ทำให้เด็กฉลาด นมผงก็ไปสังเคราะห์ดีเอชเอมาจากเชื้อราโดยใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสมองและเป็นมลพิษในอากาศหากมีการรั่วไหลออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่ชื่อว่า hexane แล้วก็ไปจ้างคนมาทำงานวิจัยว่า นมผงที่ใส่ดีเอชเอดีกว่านมผงที่ไม่ใส่ 

ในทำนองเดียวกัน สารพรีไบโอติกส์ และโปรไบโอติกส์ ก็จ้างคนมาทำวิจัยว่า นมผงที่ใส่จะดีกว่านมผงที่ไม่ใส่ ซึ่งผลที่ได้ก็ขัดแย้งกับหน่วยงานที่เป็นกลางอีกเช่นกัน ที่บอกว่าทั้งดีเอชเอ และ พรีไบโอติกส์ โปรไบโอติกส์สังเคราะห์ ยังไม่มีงานวิจัยที่เชื่อถือได้บอกว่ามีประโยชน์จริง

ส่วนสารตัวใหม่ที่เพิ่งเติมเข้าไปในนมผง คือ อัลฟ่าแลคตัลบูมินจากวัว ซึ่งเป็นคนละชนิดกับอัลฟ่าแลคตัลบูมินในนมแม่ ก็คงต้องรออีกสักระยะ เพื่อที่จะพิสูจน์ว่า นมผงที่ใส่สารตัวนี้ดีกว่านมผงที่ไม่ใส่หรือไม่ แต่ที่แน่ๆคือ ราคาแพงขึ้น และลูกของคนที่กินก็กำลังเป็นกลุ่มทดลองให้กับบริษัทนมผงนั่นเอง

สไลด์ที่เป็นรูปประกอบ ก็เป็นอีกเรื่องที่ป้าหมอเน้นย้ำให้ทุกท่านฟังว่า อาการเจ็บป่วยที่เด็กๆเป็นกันอยู่ มีอาการอะไรบ้างที่เข้าได้กับอาการแพ้นมวัว ไม่ว่าจะเป็นอาการแพ้ทางผิวหนัง ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ เพื่อที่ทุกท่านจะได้ตระหนักถึงอันตรายของนมผง และไม่อยากให้ลูกต้องไปกินนมผง หรือถ้าจำเป็นต้องกิน ควรกินนมผงชนิดใด และจะป้องกันอย่างไรไม่ให้ลูกที่จะเกิดมา มีปัญหาเป็นโรคภูมิแพ้แล้วทำให้เจ็บป่วยบ่อยๆ ซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์ ไม่ควรกินนมวัว นมแพะ ผลิตภัณฑ์นมวัว ส่วนนมถั่วเหลืองก็ไม่ต้องกินเยอะเพื่อป้องกันลูกไม่ให้แพ้ถั่วเหลืองภายหลัง แต่ให้กินอาหารแคลเซียมสูงชนิดอื่นตามธรรมชาติและแคลเซียมเม็ดที่คุณหมอสูติจัดให้

หลังจบการบรรยาย มีคุณพ่อคุณแม่เดินมาหาป้าหมอและเล่าว่า ได้อ่านหนังสือ "สร้างชีวิตมหัศจรรย์ชีวิตด้วยน้ำนมแม่" จบหลายรอบแล้ว ขณะอ่านบทที่ป้าหมอเขียนเรื่องอันตรายของนมวัว คุณแม่ซึ่งเป็นเด็กนมผง เป็นคนที่เจ็บป่วยบ่อยตั้งแต่วัยเด็ก ต้องนอนรพ.บ่อยมาก เดี๋ยวก็ปอดอักเสบ สลับกับท้องเสีย พอโตขึ้นมา ก็ยังป่วยบ่อยอยู่ เป็นหวัด เจ็บคอง่าย สามีบอกว่าภรรยานอนกรนด้วย ก็เลยสงสัยว่าตัวเองจะแพ้นมวัว จึงเลิกกินนมวัวมาได้พักใหญ่แล้ว ก็รู้สึกเลยว่าตัวเองแข็งแรงขึ้น อาการนอนกรนก็หายไป วันนี้ได้เจอป้าหมอตัวเป็นๆ ก็เลยมาเล่าให้ป้าหมอฟัง 

ขอบคุณมากนะคะที่มาบอกป้าหมอ ความสุขของคนที่เป็นหมอ คือ การที่ได้เห็นคนไข้หายเป็นปกติ โดยไม่ต้องพึ่งยาค่ะ

ใครมีประสบการณ์ป่วยบ่อยเพราะกินนมวัว เล่าสู่กันฟังบ้างนะคะ ตัวป้าหมอเอง เลิกกินนมวัวมานานสิบปีแล้วไม่เคยป่วย ไม่เคยหยุดงานเลย มีแต่ลาคลอดลูก ตรวจคนไข้ เจอเชื้อโรคทุกวัน ก็ไม่ติดเชื้อจากคนไข้ เพราะร่างกายไม่ได้ถูกนมวัวทำให้อ่อนแอแบบผิดปกติ แต่ก็มีบ้างที่กินผลิตภัณฑ์นมวัวนานๆครั้ง และวันไหนที่กิน ก็จะมีเสมหะในคอ คัดจมูก จามบ่อย ทำให้ต้องกินยาแก้แพ้จึงจะหยุดจามค่ะ


 ความคิดเห็นที่ 19

20 เม.ย.2557  เวลา 07:27 น.
โดย.. สตัฟฟ์ (quaff) ส่งข้อความหลังไมค์ 183.89.35.76  

https://www.facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic/photos/a.726933473999469.1073741866.591075960918555/876007065758775/?type=1&theater

 

สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ
#ผู้ใหญ่ก็แพ้นมวัวได้นะคะ

โดยแสดงอาการได้ 3 ระบบใหญ่ๆ เหมือนกับเด็ก คือ

1.ผิวหนัง : ผื่นคันตามตัว ผื่นคันตามข้อพับ ผื่นเรื้อนกวางหรือโรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) ผื่นลมพิษ สิว

2.ทางเดินอาหาร : ท้องผูก ท้องเสีย ปวดท้อง ท้องอืด แก๊สเยอะ กรดไหลย้อน ถ่ายมีเลือด

3.ทางเดินหายใจ : คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอเรื้อรัง มีเสมหะในคอตลอดเวลา คันตา ตาบวม ใต้ตาคล้ำเหมือนคนนอนไม่พอ หอบหืด ไซนัสอักเสบ คออักเสบหรือทอนซิลบ่อยๆ มีขี้ทอนซิลเหม็นๆสีขาวหรือเหลืองอ่อนๆติดในคอบางครั้งบ้วนออกมาเป็นก้อนเล็กๆ ยักกี้มากๆ

4.อื่นๆ เช่น ไมเกรน ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน 

ผู้ใดมีอาการเข้าข่ายตามที่ป้าหมอบอก ลองงดกินนมวัว ผลิตภัณฑ์นมวัว นาน 1-2 เดือน แล้วดูว่าดีขึ้นไหม ถ้าดีขึ้นก็แสดงว่าใช่ ถ้าไม่ดีขึ้นก็เชิญกลับไปกินต่อได้ค่ะ 

หากผลเลือดหรือสกินเทสต์ ถ้าเป็นบวก เชื่อถือได้ค่ะ แต่ถ้าเป็นลบ ไม่ได้แปลว่าไม่แพ้ ยังสมควรทดลองงดดูด้วยตัวเองค่ะ

ทีนี้ถ้าพบว่าขนาดตัวเราที่เป็นผู้ใหญ่ตัวโตๆ ยังมีปัญหากับนมวัวแล้วแสดงอาการผิดปกติไม่ใช่น้อย แล้วนับประสาอะไรกับเด็กทารกที่ถูกกำหนดมาให้กินนมวัวหล่ะ จะมีผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กน้อยเหล่านั้นมากเพียงใด ดังนั้นใครที่ยังมีนมแม่ หรือ กำลังตั้งครรภ์อยู่ จึงควรที่จะมุ่งมั่นให้นมแม่ต่อไปตราบนานเท่านาน เต็มความสามารถของตัวท่านเอง

ต่อไปนี้เป็นการแชร์ประสบการณ์การแพ้นมวัวจากคุณแม่ Gaew ค่ะ

"สวัสดึค่ะคุณหมอ เพจคุณหมอให้ความรู้มากๆเลยค่ะ ที่บ้านเป็นภูมืแพ้กันทั้งบ้านเลยค่ะ คุณพ่อคุณแม่และพี่สาว และตัวแก้วเอง(ขออนุญาตใช้ชื่อตัวเองนะคะ) 

แต่ก่อนไม่เคยทราบว่ามันเกิดจากอะไร คืดว่าเป็นเพราะกรรมพันธุ์อย่างเดียว สมัยก่อน รุ่นคุณพ่อคุณแม่ก็คงไม่ทราบเกี่ยวกับเรื่องอาการแพ้ต่างๆ คุณแม่ให้นมลูกสองคนจนหกเดือนค่ะ แต่หลังจากนั้นก็เป็นนมผง พี่สาวแก้วเป็นค่อนข้างหนักค่ะ ตอนเด็กๆคุณแม่บอกว่าป่วยกว่าแก้วเยอะ ต้องใช้ยาเยอะเลย และเป็นหอบหืดด้วย ตัวคุณแม่เองก็เป็นค่ะ พี่สาวแก้วโตมากับยา ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ ส่วนตัวของแก้วเองก็เป็นภูมืแพ้ค่ะ คันจมูก คันตา น้ำมูกไหลบ่อยมาก ตั้งแต่เด็กจนโต จำได้ว่าทรมานมากเลยค่ะ 

ตอนเล็กๆที่จำความได้ที่เป็นคือ จะคันตา คันจมูกบ่อยมากๆค่ะ พอโตมาหน่อย คันตาน้อยลง แต่เป็นที่จมูกแทน จามแค่ครั้งเดียวแต่น้ำมูกไหลทั้งวัน เรียนหนังสือไม่รู้เรื่องเลยค่ะ สั่งน้ำมูกทั้งวันจนจมูกบวม ปวดหัว เป็นบ่อยมาก บางทีก็คัดจมูก จมูกตัน หายใจไม่ออก ต้องหายใจทางปากช่วย โพรงจมูกบวม โชคดียังไม่ถึงขั้นเป็นไซนัส ต้องไปพบแพทย์ทุกสามเดือน ได้ยาแก้แพ้มาทาน 

พอโตขึ้นก็เริ่มดีขึ้น แต่ก็ยังเป็นอยู่ค่ะ เพียงแต่ไม่ถี่มาก แก้วเคยได้ยินคุณพ่อพูดอยู่เกี่ยวกับการดื่มนมวัว ว่ามันเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดภูมืแพ้ ท่านชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพค่ะ แต่ข้อมูลตอนนั้นก็ยังไม่ชัดเจน และก็มาทราบเอาตอนที่อายุเยอะแล้ว คือเราก็ดื่มนมกันมาตลอด ขนม นม เนย ก็ของโปรดทั้งนั้นเลย พอทราบคุณพ่อพยายามไม่ดื่มนมวัวค่ะ เปลี่ยนมาเป็นนมแพะและนมถั่วเหลือง แต่ลูกๆและคุณแม่ก็ยังดื่มนมอยู่บ้าง ขนมต่างๆก็ทานกันอยู่ ยิ่งพวกครีมๆนี่ของชอบเลย 

แก้วเพิ่งได้มาพบข้อมูลและเข้าใจเกี่ยวกับอาการต่างๆในเพจคุณหมอก็ตอนที่มีลูกนี่เองค่ะ คือตั้งใจจะให้นมลูกให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ พอมาเจอเพจคุณหมอ ยิ่งทำให้ต้องพยายามให้ถึงที่สุดค่ะ สงสารลูก ไม่อยากให้ลูกเป็นแบบตัวเอง เราเคยเป็นเองอย่างหนัก รู้ว่ามันรู้สึกทรมานมาก ตอนท้องก็พยายามทานหลากหลายค่ะ แต่ยังแอบทานครีมบ้าง ^^'' พอน้องออกมา ได้มาอ่านเพจคุณหมอ เลยพยายามสังเกตุดู ตอนที่ทานไอศครีมหรือพวกขนมที่มีครีมปน ลูกจะถ่ายมีมูกๆปนออกมา ก็เลยหยุดเลยค่ะ พอหยุดก็ดีขึ้นค่ะ 

แก้วอยากแนะนำให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ หากมีเวลาว่างก็ค่อยๆอ่านและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเด็กและอาการป่วยหรืออาการแพ้ต่างไว้ก่อนก็จะดีมากๆเลยค่ะ ในเพจคุณหมอ หรือ จะเป็นหนังสือต่างๆ คือให้ผ่านหูผ่านตาไว้บ้างก็ดีค่ะ เพราะหากมีอะไรผิดปกติกับลูกเรา อย่างน้อยเราก็จะได้หาคำตอบได้เร็วขึ้น ทำให้เข้าใจอะไรมากขี้นและคลายความกังวล หรือสามารถแก้ไขได้ทัน เพราะบางทีกว่าเราจะหาคำตอบได้ หรืออยากแก้ไขมันก็อาจจะช้าไปแล้วก็ได้ค่ะ"
รูปภาพ : #ผู้ใหญ่ก็แพ้นมวัวได้นะคะ

โดยแสดงอาการได้ 3 ระบบใหญ่ๆ เหมือนกับเด็ก คือ

1.ผิวหนัง : ผื่นคันตามตัว  ผื่นคันตามข้อพับ  ผื่นเรื้อนกวางหรือโรคสะเก็ดเงิน (psoriasis)  ผื่นลมพิษ  สิว

2.ทางเดินอาหาร : ท้องผูก  ท้องเสีย  ปวดท้อง  ท้องอืด  แก๊สเยอะ  กรดไหลย้อน  ถ่ายมีเลือด

3.ทางเดินหายใจ : คัดจมูก  น้ำมูกไหล  ไอเรื้อรัง  มีเสมหะในคอตลอดเวลา  คันตา  ตาบวม  ใต้ตาคล้ำเหมือนคนนอนไม่พอ  หอบหืด  ไซนัสอักเสบ  คออักเสบหรือทอนซิลบ่อยๆ  มีขี้ทอนซิลเหม็นๆสีขาวหรือเหลืองอ่อนๆติดในคอบางครั้งบ้วนออกมาเป็นก้อนเล็กๆ ยักกี้มากๆ

4.อื่นๆ เช่น ไมเกรน  ไขมันในเลือดสูง  เบาหวาน 

ผู้ใดมีอาการเข้าข่ายตามที่ป้าหมอบอก ลองงดกินนมวัว ผลิตภัณฑ์นมวัว นาน 1-2 เดือน แล้วดูว่าดีขึ้นไหม  ถ้าดีขึ้นก็แสดงว่าใช่  ถ้าไม่ดีขึ้นก็เชิญกลับไปกินต่อได้ค่ะ  

หากผลเลือดหรือสกินเทสต์ ถ้าเป็นบวก เชื่อถือได้ค่ะ  แต่ถ้าเป็นลบ ไม่ได้แปลว่าไม่แพ้  ยังสมควรทดลองงดดูด้วยตัวเองค่ะ

ทีนี้ถ้าพบว่าขนาดตัวเราที่เป็นผู้ใหญ่ตัวโตๆ ยังมีปัญหากับนมวัวแล้วแสดงอาการผิดปกติไม่ใช่น้อย  แล้วนับประสาอะไรกับเด็กทารกที่ถูกกำหนดมาให้กินนมวัวหล่ะ  จะมีผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กน้อยเหล่านั้นมากเพียงใด  ดังนั้นใครที่ยังมีนมแม่ หรือ กำลังตั้งครรภ์อยู่  จึงควรที่จะมุ่งมั่นให้นมแม่ต่อไปตราบนานเท่านาน เต็มความสามารถของตัวท่านเอง

ต่อไปนี้เป็นการแชร์ประสบการณ์การแพ้นมวัวจากคุณแม่ Gaew ค่ะ

"สวัสดึค่ะคุณหมอ เพจคุณหมอให้ความรู้มากๆเลยค่ะ  ที่บ้านเป็นภูมืแพ้กันทั้งบ้านเลยค่ะ คุณพ่อคุณแม่และพี่สาว และตัวแก้วเอง(ขออนุญาตใช้ชื่อตัวเองนะคะ) 

แต่ก่อนไม่เคยทราบว่ามันเกิดจากอะไร คืดว่าเป็นเพราะกรรมพันธุ์อย่างเดียว สมัยก่อน รุ่นคุณพ่อคุณแม่ก็คงไม่ทราบเกี่ยวกับเรื่องอาการแพ้ต่างๆ   คุณแม่ให้นมลูกสองคนจนหกเดือนค่ะ แต่หลังจากนั้นก็เป็นนมผง  พี่สาวแก้วเป็นค่อนข้างหนักค่ะ ตอนเด็กๆคุณแม่บอกว่าป่วยกว่าแก้วเยอะ   ต้องใช้ยาเยอะเลย และเป็นหอบหืดด้วย   ตัวคุณแม่เองก็เป็นค่ะ   พี่สาวแก้วโตมากับยา ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่   ส่วนตัวของแก้วเองก็เป็นภูมืแพ้ค่ะ คันจมูก คันตา  น้ำมูกไหลบ่อยมาก  ตั้งแต่เด็กจนโต  จำได้ว่าทรมานมากเลยค่ะ 

ตอนเล็กๆที่จำความได้ที่เป็นคือ  จะคันตา  คันจมูกบ่อยมากๆค่ะ  พอโตมาหน่อย  คันตาน้อยลง แต่เป็นที่จมูกแทน  จามแค่ครั้งเดียวแต่น้ำมูกไหลทั้งวัน   เรียนหนังสือไม่รู้เรื่องเลยค่ะ   สั่งน้ำมูกทั้งวันจนจมูกบวม  ปวดหัว เป็นบ่อยมาก   บางทีก็คัดจมูก   จมูกตัน   หายใจไม่ออก  ต้องหายใจทางปากช่วย   โพรงจมูกบวม  โชคดียังไม่ถึงขั้นเป็นไซนัส   ต้องไปพบแพทย์ทุกสามเดือน ได้ยาแก้แพ้มาทาน  

พอโตขึ้นก็เริ่มดีขึ้น แต่ก็ยังเป็นอยู่ค่ะ  เพียงแต่ไม่ถี่มาก    แก้วเคยได้ยินคุณพ่อพูดอยู่เกี่ยวกับการดื่มนมวัว  ว่ามันเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดภูมืแพ้   ท่านชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพค่ะ   แต่ข้อมูลตอนนั้นก็ยังไม่ชัดเจน และก็มาทราบเอาตอนที่อายุเยอะแล้ว   คือเราก็ดื่มนมกันมาตลอด ขนม นม เนย ก็ของโปรดทั้งนั้นเลย    พอทราบคุณพ่อพยายามไม่ดื่มนมวัวค่ะ   เปลี่ยนมาเป็นนมแพะและนมถั่วเหลือง  แต่ลูกๆและคุณแม่ก็ยังดื่มนมอยู่บ้าง   ขนมต่างๆก็ทานกันอยู่   ยิ่งพวกครีมๆนี่ของชอบเลย 

แก้วเพิ่งได้มาพบข้อมูลและเข้าใจเกี่ยวกับอาการต่างๆในเพจคุณหมอก็ตอนที่มีลูกนี่เองค่ะ  คือตั้งใจจะให้นมลูกให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้   พอมาเจอเพจคุณหมอ ยิ่งทำให้ต้องพยายามให้ถึงที่สุดค่ะ   สงสารลูก   ไม่อยากให้ลูกเป็นแบบตัวเอง   เราเคยเป็นเองอย่างหนัก รู้ว่ามันรู้สึกทรมานมาก   ตอนท้องก็พยายามทานหลากหลายค่ะ  แต่ยังแอบทานครีมบ้าง ^^''  พอน้องออกมา ได้มาอ่านเพจคุณหมอ   เลยพยายามสังเกตุดู  ตอนที่ทานไอศครีมหรือพวกขนมที่มีครีมปน   ลูกจะถ่ายมีมูกๆปนออกมา   ก็เลยหยุดเลยค่ะ   พอหยุดก็ดีขึ้นค่ะ  

แก้วอยากแนะนำให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์   หากมีเวลาว่างก็ค่อยๆอ่านและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเด็กและอาการป่วยหรืออาการแพ้ต่างไว้ก่อนก็จะดีมากๆเลยค่ะ   ในเพจคุณหมอ หรือ จะเป็นหนังสือต่างๆ คือให้ผ่านหูผ่านตาไว้บ้างก็ดีค่ะ  เพราะหากมีอะไรผิดปกติกับลูกเรา   อย่างน้อยเราก็จะได้หาคำตอบได้เร็วขึ้น   ทำให้เข้าใจอะไรมากขี้นและคลายความกังวล   หรือสามารถแก้ไขได้ทัน เพราะบางทีกว่าเราจะหาคำตอบได้ หรืออยากแก้ไขมันก็อาจจะช้าไปแล้วก็ได้ค่ะ"


 ความคิดเห็นที่ 20

8 ก.ย.2557  เวลา 21:51 น.
โดย.. สตัฟฟ์ (quaff) ส่งข้อความหลังไมค์ 180.183.217.75  

ปฏิวัติสุขภาพ กับ ปานเทพ ช่วงที่2 การบริโภค "นม -เนย" มีประโยชน์และโทษอย่างไร ?

  • โดย ASTVManager VDO
  • 43 นาทีที่ผ่านมา
  • ไม่มีผู้เข้าชม
2014/09/08 ปฏิวัติสุขภาพ กับ ปานเทพ ช่วงที่2 การบริโภค "นม -เนย" มีประโยชน์และโท...
  • ใหม่



  1 2    หน้าถัดไป >


    2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน