Charles & Keith จากร้านขายรองเท้าธรรมดา สู่การเติบโตที่ไม่มี





ถ้าให้ทุกคนนึกถึงแบรนด์ที่ขายรองเท้าและกระเป๋าที่มีราคาไม่แรง แถมยังมีคุณภาพดีในบ้านเรา ทุกคนจะนึกถึงแบรนด์อะไรกันบ้าง ? เราเชื่อว่าจะต้องมีเพื่อนๆ บางส่วนนึกถึงแบรนด์สัญชาติสิงคโปร์อย่าง Charles & Keith กันอย่างแน่นอน (เผลอๆ หลายคนเพิ่งรู้กันด้วยซ้ำว่านี่เป็นแบรนด์จากประเทศสิงคโปร์)


Charles & Keith นี้ เป็นแบรนด์ที่มีฐานลูกค้าอยู่ในบ้านเราเยอะมาก สังเกตได้จากช่วงที่มีการ
ลดราคาดูก็ได้ เรียกได้ว่าร้านแทบแตกกันทีเดียวเชียวล่ะ ซึ่งจุดเริ่มต้นของแบรนด์ๆ นี้ น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับร้านค้าทั่วไปได้ดีเลย เพราะทุกคนรู้กันไหมว่า





ก่อนจะเป็น Charles & Keith ที่เรารู้จักกัน

จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้ มาจากร้านขายรองเท้าธรรมดา


ที่อาศัยการรับสินค้ามาจากร้านค้าส่งเท่านั้นเอง





"ค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา" คือจุดเริ่มต้นของ Charles & Keith


Charles & Keith เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1996 โดยสองพี่น้องตระกูลหว่อง (Wong) ชาวสิงคโปร์ ที่เป็นผู้ให้กำเนิดแบรนด์ และใช้ชื่อของตัวเองตั้งเป็นชื่อของแบรนด์นี้ขึ้นมา ซึ่งในช่วงเริ่มต้นนั้น Charles & Keith เป็นร้านขายรองเท้าสำหรับสุภาพสตรีที่ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ โดยรูปแบบ promotion ของธุรกิจในตอนนั้น ถ้าให้ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ ก็จะให้อารมณ์เหมือนเวลาที่เราไปเดินอยู่ในย่านที่เต็มไปด้วยร้านค้าส่ง แล้วเห็นสินค้าแบบเดียวกันถูกนำมาวางขายในหลายๆ ร้าน อารมณ์จะประมาณนั้นเลยทุกคน

คือ Charles และ Keith จะไปรับของมาจากร้านค้าส่งแห่งนึง แล้วนำมาวางขายในร้านของตัวเอง เลยทำให้สินค้าที่วางขายไม่ได้มีรูปแบบที่โดดเด่น หรือแตกต่างจากร้านอื่นๆ ซึ่งพอดำเนินกิจการมาได้สักพัก Charles ผู้เป็นพี่ก็ได้คิดกับตัวเองขึ้นมาว่า




ถึงแม้ว่าการขายทุกวันนี้จะสร้างกำไรได้ก็จริง

แต่มันกลับไม่ได้สร้างเอกลักษณ์ให้กับร้านเลยแม้แต่น้อย

อนาคตข้างหน้าคงไปได้ไม่ไกลมากกว่านี้

ถ้าหากพวกเค้ายังคงรับสินค้าจากร้านค้าส่งมาขายอยู่เหมือนเดิม




มันเลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ว่า เค้าและน้องชายจะทำการออกแบบและผลิตสินค้าของตัวเองขึ้นมา โดยที่ลูกค้าจะต้องรับรู้ถึงเอกลักษณ์และตัวตนของแบรนด์ได้ทันทีเลยว่า นี่คือ สินค้าจาก Charles & Keith

ซึ่งสินค้าประเภทแรกที่ถูกทำออกมาวางขายก็ได้แก่ 'รองเท้า' ที่มาพร้อมกับรูปแบบที่เรียบง่าย มีคุณภาพดี แถมยังมี 
promotions ราคาที่เข้าถึงได้ ผ่านการออกแบบของ Keith และวางแผนการขาย โดย Charles แต่การจะทำแบรนด์ของตัวเองขึ้นมาได้ เค้าจะต้องมั่นใจว่า สินค้าของพวกเค้าจะไม่มีทางซ้ำรอยเหมือนสินค้าที่เคยรับมาจากร้านค้าส่งก่อนหน้านี้ เค้าเลยได้ทำการดีลกับโรงงานผลิตโดยตรงจนมั่นใจได้ว่า สินค้าของเค้าจะไม่ถูกนำไปวางขายที่อื่น นอกเหนือจากร้าน Charles & Keith

Charles & Keith เปิดตัวมาได้ดีมากๆ แม้ว่าจะเป็นการเติบโตแบบไม่หวือหวา และมีที่มาจากการฉุกคิดถึงอนาคตของคนๆ นึง แต่ทว่าร้านของพวกเค้ากลับได้รับการจดจำในที่สุด ในภาพลักษณ์ของ แบรนด์แฟชั่นที่จับต้องได้ มีราคาสมเหตุสมผล  ดังนั้น ถ้าหากเราจะให้คำนิยาม Charles & Keith ว่าเป็น Friendly Brand ที่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนของเราคนนึง ที่ไม่ได้เข้าถึงยาก ไม่ว่าจะเป็นราคา หรือรูปแบบของสินค้า มันคงจะไม่เกินจริงแต่อย่างใด









ก้าวสำคัญของ Friendly Brand
สู่ Luxury Brand "ฝึกหัด"



หลังจากที่ Charles & Keith เปิดตัวแบรนด์ในประเทศบ้านเกิดของตัวเองได้อย่างมั่นคงในระดับนึงแล้ว แบรนด์ก็ค่อยๆ ขยายวงกว้างออกไปเปิดสาขานอกประเทศของตนเองกันบ้าง ซึ่งภายใน 2 ปีหลังจากเปิดตัว Charles & Keith ก็ได้พาแบรนด์ของตัวเองออกไปเปิดสาขานอกประเทศได้สำเร็จ โดยเริ่ม โปรโมชั่น จากประเทศในแถบเอเชียและตะวันออกกลางก่อน ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, ดูไบ ฯลฯ ก่อนจะค่อยๆ เขยิบออกไป ด้วยการเปิดตัวเป็น Pop-up Store ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส รวมถึงประเทศอังกฤษ

โดยจุดเปลี่ยนก้าวสำคัญที่ทำให้ Charles & Keith เป็นที่น่าสนใจ และจับตามองมากยิ่งขึ้น นั้นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2011 Charles & Keith ตัดสินใจขายหุ้นของตัวเองจำนวนกว่า 20% ให้ L Catterton Asia หรือบริษัทในเครือเดียวกันกับ LVMH  กลุ่มธุรกิจที่ดูแลแบรนด์หรู อาทิ Louis Vuittion, Christion Dior, Bulgari และอื่นๆ อีกมากมาย โดยทางบริษัทต้องการจะตีตลาด 'Afforable Luxury Brand'  หรือแบรนด์หรูในราคาที่จับต้องได้ขึ้นมา เลยทำให้ Charles & Keith กลายเป็นหมากตัวสำคัญไปโดยปริยาย เพราะทาง L Catterton Asia มีความเชื่อว่า Charles & Keith จะสามารถโตได้มากกว่านี้


ความมุ่งมั่นแรกของ L Catterton Asia นั้น ก็คือ การขยายสาขา และทำให้แบรนด์ Charles & Keith เป็นที่ 1 ในตลาดเอเชียให้ได้ ไม่ว่าจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดูไฮขึ้น ด้วยการสร้างเวทีแฟชั่นของตัวเอง, การเปิดตัวสินค้าตามฤดูกาลเหมือนแบรนด์แฟชั่นระดับสูง (แต่ก็ยังคงความจับต้องได้ของราคาอยู่)  รวมไปถึงการทำการตลาดโดยอาศัยนักแสดงรวมถึงดาราที่มีชื่อเสียง ในการโปรโมทสินค้าให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก ที่สำคัญ Charles & Keith ไม่ได้วางขายสินค้าเฉพาะรองเท้าเหมือนที่ผ่านๆ มาอย่างเดียวแล้ว



เรียกได้ว่าเป็นการฉีกภาพลักษณ์ Footwear Brand แบบเดิมๆ
สู่ Lifestyle Brand อย่างเต็มตัว !



โดยประเภทของสินค้าที่เพิ่มเข้ามานั้น ทำให้ Charles & Keith สามารถจำแนกประเภทสินค้าของแบรนด์ตัวเองออกเป็น 4 หมวดย่อยๆ ได้แก่ รองเท้า, กระเป๋า, เครื่องประดับ รวมไปถึงสินค้าสำหรับเด็ก






เห็นผลภายใน 2 สัปดาห์
ลดผมร่วงได้อย่างชัดเจน
 








ขอบคุณภาพจาก : Charles & Keith


ซึ่งใครจะไปเชื่อว่าจริงๆ แล้ว Charles & Keith เป็นแบรนด์ที่วางขายสินค้าสำหรับเด็กด้วย ส่วนตัวเรามองว่าคนไทยเราอาจจะไม่คุ้นกันสักเท่าไหร่ เพราะในไทยไม่ได้มีการนำสินค้าของเด็กมาวางจำหน่าย แต่ร้าน Charles & Keith ในต่างประเทศไม่ว่าจะหน้าร้านหรือออนไลน์ ต่างก็มีสินค้าในหมวดแฟชั่นเด็กด้วยกันทั้งนั้น

นอกจาก Variety ของประเภทสินค้าที่หลากหลายแล้ว ยังรวมไปถึง Variety ของจำนวนสินค้าที่หลากหลายมากขึ้นด้วย  ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า Charles & Keith เป็นแบรนด์แฟชั่นที่สามารถปล่อยสินค้าใหม่ ให้เห็นกันได้มากถึง 20-30 แบบต่อสัปดาห์  ถ้าคิดเป็นปี Charles & Keith มีจำนวน SKU ของสินค้าใหม่เกิดขึ้น สูงถึง 1,000 แบบ / ปีเลยทีเดียว !


แต่เห็นปล่อยสินค้าเยอะแบบนี้ Charles & Keith เค้าก็ให้ความสำคัญกับ มาตรฐานการผลิต มากๆ  ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการรับผิดชอบต่อสังคม รวมไปถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตสินค้า โดยทางแบรนด์ได้สร้างมาตรฐานของตัวเองไว้ว่า จะผลิตแต่สิ่งที่ลูกค้าต้องการเท่านั้น ซึ่งมาตรฐานนี้นอกจากจะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดีแล้ว ยังจะทำให้แบรนด์สามารถประหยัดต้นทุน และลดการผลิตสินค้าที่ไม่จำเป็นออกไปได้เยอะ ซึ่งมาตรฐานเรื่องความต้องการของลูกค้าจะถูกวัดจากอะไร คำตอบสั้นๆ เลยก็คือ ก็วัดจากความใกล้ชิดกับลูกค้าของแบรนด์ยังไงล่ะ !




อ่านเนื้อหาฉบับเต็ม คลิ๊กเลย >>> https://www.punpro.com/p/charles-and-Keith-brand-story







ขอบคุณภาพจาก : Charles & Keith


ไม่ได้ตามกระแสอย่างเดียว แต่ต้องปรับให้กระแสเหล่านั้นเข้าถึงได้ด้วย !


อย่างที่เราเคยให้คำนิยามกันไปว่า Charles & Keith ถือว่าเป็น Friendly Brand ที่สามารถเข้าถึงได้ทั้งรูปแบบของสินค้า รวมไปถึงราคา ซึ่งจะบอกว่ามาตรฐานการผลิตสินค้าของแบรนด์นี้ นั้นให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลักๆ ได้แก่



การออกแบบที่ทันสมัย
ราคาไม่แพง
สดใหม่จากรันเวย์



โดยทั้ง 3 ปัจจัยนี้ ไม่ใช่ว่าจะสามารถสร้างสรรค์ออกมาเป็นสินค้าได้เลยนะ แต่ทั้งหมดทั้งมวลจะต้องอาศัยความใกล้ชิดกับลูกค้าด้วย เพราะคำว่า เฟรนลี่ ของแบรนด์นี้เป็นเหมือนคำมั่นสัญญา และความคาดหวังจากลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ ดังนั้น Charles & Keith เลยให้ความใส่ใจกับประสบการณ์ที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์มาก - มากที่สุด  ซึ่งประสบการณ์ที่ว่านี้ไม่ได้หมายความถึงตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอย, วัฒนธรรมภายในร้าน รวมไปถึงการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ของร้านด้วยเช่นกัน









มาพูดถึงวัฒนธรรมภายในร้านที่มีผลต่อการสร้างสรรค์เป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้ากันก่อนดีกว่า จะบอกว่าแบรนด์นี้ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับต้นๆ เพราะถ้าแบรนด์รู้จักลูกค้าได้ดีพอ จะทำให้แบรนด์สามารถผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการ แถมยังช่วยลดต้นทุนการผลิตสินค้าที่ไม่จำเป็นไปได้เยอะ เลยทำให้ทางแบรนด์ค่อนข้างให้ความเข้มงวดกับเลือกพนักงานขายที่มีอายุเฉลี่ยอยู่ในระดับเดียวกันกับลูกค้า (ซึ่งอยู่ที่ 27 ปี) ในการเข้ามาให้บริการลูกค้าในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำ การเก็บสถิติ และฟีดแบคพฤติกรรมการซื้อของของลูกค้า รวมไปถึงการให้ความรู้สึกที่เป็นมิตร และให้อิสระกับลูกค้าเวลาที่เข้ามาใช้บริการภายในร้าน

นอกจากนั้นแล้วการทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ของแบรนด์นี้ ถือเป็นจุดแข็งอีกข้อนึงของแบรนด์ที่โค่นล้มได้ยาก ถึงแม้ว่าสาขาที่ให้บริการหน้าร้านจะไม่ได้เยอะมากเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่น แต่ Charles & Keith สามารถขยายพื้นที่ช็อปออนไลน์ของแบรนด์ให้สามารถครอบคลุมในหลายๆ พื้นที่บนโลกนี้ได้


อ้างอิงจากช่วงโควิดที่ผ่านมา ที่ทางแบรนด์สามารถ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการลุยตลาด Online Sales แบบเต็มตัว กับการเปิดรับและเทรนพนักงานใหม่กว่า 7,000 คนจากทั่วทุกมุมโลก ให้สามารถบริการลูกค้าได้อย่างทั่วถึง คือไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ที่ไหน ก็จะสามารถช็อปปิ้งและได้รับการดูแลจาก Charles & Keith ได้

นอกจากบริการแล้ว ยังมีการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่แบบ Exclusive ผ่านทางเว็บไซต์ รวมไปถึงการทำการตลาดผ่าน Social Media ช่องทางอื่นๆ เพื่อกระตุ้นยอดขายอีกด้วย ซึ่งรู้กันไหมว่า Charles & Keith เป็นแบรนด์แฟชั่นแรกๆ เลยนะ ที่มีการเริ่มใช้ Ads บน Facebook และประสบความสำเร็จกับการทำการตลาดบนโลกออนไลน์ได้ตั้งแต่เปิดตัวเว็บไซต์เลยแหละ











จับตาดู ! ก้าวต่อไปของ Charles & Keith

ต้องบอกว่าการแข่งขันของตลาดแฟชั่นค้าปลีกในปัจจุบัน เป็นอะไรที่น่าจับตามาก โดยตั้งแต่ช่วงโควิดที่ผ่านมาส่งผลทำให้การขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นกอง แบรนด์ที่มีความหลากหลายของประเภทสินค้าเยอะ ก็จะมีความได้เปรียบที่มากกว่า เพราะลูกค้าสามารถตามหาสิ่งที่พวกเค้าต้องการได้ผ่านช่องทางเดียว

นอกจากนั้นยังรวมไปถึงแบรนด์ที่สามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการดึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ให้ได้รู้จักแบรนด์ของตัวเอง แต่การจะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้นั้น ต้องอาศัยหลายๆ ปัจจัยไม่ว่าจะเป็นตัวสินค้า ที่จะต้องตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้จริงๆ รวมไปถึงตัวเว็บไซต์ที่จะต้องรองรับการใช้งานบนพื้นที่ต่างๆ ในโลกนี้ได้


ซึ่งภาพลักษณ์ของ Charles & Keith บนโลกออนไลน์ตอนนี้ ดูเหมือนว่ากำลังจะไปได้สวย ไม่ว่าจะเป็นการทำการตลาดผ่านเว็บไซต์, Facebook รวมไปถึง Instagram โดยเฉพาะเมื่อได้มาผนึกกำลังกับกลุ่มธุรกิจแบรนด์หรูอย่าง LVMH ด้วย ก็ต้องมาจับตาดูกันต่อไป ว่าในอนาคตข้างหน้า Charles & Keith จะมีอะไรมาเซอร์ไพรส์พวกเรากันอีก

ถ้าถามความรู้สึกส่วนตัวของเรา ก็ต้องพูดกันตรงๆ เลยว่า การเติบโตของแบรนด์นี้ไม่ได้รวดเร็วเหมือนอย่างที่มันควรจะเป็น ฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นอะไรที่ไม่ดี แต่ส่วนตัวเรามองว่า ตราบใดที่เรารู้จักจุดแข็งของตัวเอง รู้จักกลุ่มลูกค้าของเรา รวมไปถึงมีการวางแผนอนาคตของตัวเองที่ชัดเจนแล้ว ต่อให้จะเดินช้า หรือเดินเร็ว ส่วนตัวเรามองว่ามันก็ยังจะสามารถพัฒนาต่อยอดไปได้




ส่วน Charles & Keith จะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์หรูในราคาที่จับต้องได้

เหมือนที่ทาง LVMH ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ไหม งานนี้เห็นทีจะต้องส่งกำลังใจให้กันแล้ว !










ขอบคุณภาพจาก : Charles & Keith


ล่าสุดทาง Charles & Keith ได้เปิดตัวคอลเลคชันใหม่ฉลองครบรอบ 25 ปี โดยเพื่อนๆ ที่สนใจอยากจะเข้าไปส่อง หรือเข้าไปเลือกช็อปสินค้าคอลเลคชันพิเศษนี่กัน ก็สามารถเข้าไปช็อปกันได้ที่นี่ > https://ppro.onl/69z3ka2z



ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก : charleskeith.com, martinroll.com, forbes.com, wikipedia.org และ similarweb.com

โดย.. promotion (promotion) ส่งข้อความหลังไมค์ 171.5.251.62   


 


    2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน 
sisli escort mecidiyekoy escort taksim escort umraniye escort istanbul escort besiktas escort bomonti escort istanbul escort maslak escort atakoy escort bakirkoy escort beylikduzu escort atasehir escort kadikoy escort bishkek escorts tuzla escort bagcilar escort beykoz escort turbanli escort kartal escort maltepe escort bebek escort levent escort pendik escort sisli escort istanbul escort isitme cihazi umraniye escort erotik shop sex shop erotik shop erotik shop erotik shop erotik shop erotik shop erotik shop erotik shop erotik shop