คนดังพิสูจน์ชัด "กินฉี่" พิชิตสารพัดโรค ปัสสาวะ"บำบัดโรค


แหล่งที่มาครับ
http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9550000039765

คนดังพิสูจน์ชัด "กินฉี่" พิชิตสารพัดโรค
โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 29 มีนาคม 2555 10:38 น.
       ๐ เผยคนดังกินฉี่รักษาโรคได้ผลชงัด 
       ๐ กระทรวงสาธารณสุขการันตี ใส่ข้อมูลเผยแพร่บนเว็บไซต์
       ๐ “หมอเขียว” ยืนยันด้วยสถิติ และผลวิจัยผู้ป่วยสารพัดโรคทั้งใกล้ตายและเรื้อรัง
       ๐ 3 กูรูแนะเทคนิคดื่มฉี่ให้ได้ผล
       
       เมื่อดูตัวเลขการบริโภคยาในประเทศไทยแล้วพบว่ามีการเพิ่มขึ้นเป็น134,482 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 35% ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในปี 2553 โดยเป็นยาที่ผลิตในประเทศมูลค่า 46,895.7 ล้านบาท นำเข้า 99,663.8 ล้านบาท และส่งออก 12,077.5 ล้านบาท มีสาเหตุมาจาก 1.การผูกขาดยาเนื่องจากการมีสิทธิบัตร 2.การป่วยเป็นโรคเรื้อรังมากขึ้น เช่น เบาหวาน หัวใจขาดเลือด มะเร็ง 3.การที่คนไทยเข้าถึงยามากขึ้นจากระบบหลักประกันสุขภาพ และ 4.การใช้ยาไม่เหมาะสมหรือเกินความจำเป็น
       
       โดยกลุ่มยาที่มีการใช้มากที่สุดคือ กลุ่มยาต้านการติดเชื้อหรือยาปฏิชีวนะมูลค่ากว่า 26,000 ล้านบาท กลุ่มยารักษาโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงกว่า 21,000 ล้านบาท กลุ่มยารักษาโรคระบบทางเดินอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้กว่า 17,000 ล้านบาท กลุ่มยารักษาโรคมะเร็งกว่า 15,000 ล้านบาท ซึ่งยารักษาโรคมะเร็งทั้งหมดนำเข้าจากต่างประเทศ และกลุ่มยาที่ใช้กับกล้ามเนื้อและกระดูกกว่า 12,000 ล้านบาท
       
       นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังเปิดเผยสถิติการผลิตและนำเข้ากลุ่มยาฆ่าเชื้อ ได้แก่ ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านเชื้อแบคทีเรีย ยาต้านไวรัส ยาต้านเชื้อรา และยาฆ่าเชื้ออื่นๆ ระบุว่าตั้งแต่ปี 2543 ประเทศไทยผลิตและนำเข้ายากลุ่มนี้มากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ขณะที่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่เฝ้าระวังสถานการณ์การดื้อยาของเชื้อแบคทีเรียมานานกว่า 10 ปีพบว่า เชื้อแบคทีเรียที่มีการดื้อยาสูงขึ้น ได้แก่ เชื้อสเตรปโตค็อกคัส นิวโมเนีย (Streptococcus pneumoniae) ที่ทำให้เกิดโรคปวดบวมและเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เพราะมีการดื้อยาเพนนิซิลินเพิ่มขึ้นจาก 47% เป็น 64%
       
       ขณะที่ เชื้ออีโคไลที่ทำให้เกิดโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบและการติดเชื้อในช่องท้อง ยังดื้อยาปฏิชีวนะกลุ่มที่ออกฤทธิ์กว้าง คือสามารถฆ่าเชื้อได้หลายชนิด เพิ่มจาก 19% ในปี 2542 เป็น52% ในปี 2548 และดื้อต่อยาในกลุ่มฟลูโอโรควิโนโลน (fluoroquinolone) ถึง60% ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะที่หาซื้อได้ง่าย จึงมีการใช้เกินความจำเป็นทั้งในคนและในสัตว์เลี้ยง ซึ่งปัญหาเชื้อโรคดื้อยา เกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น การเลือกใช้ยาที่ไม่เหมาะสมกับเชื้อแบคทีเรีย การควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลไม่ดีพอ และการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ที่ไม่เหมาะสมนั่นเอง สถิติดังกล่าวบ่งบอกถึงแนวโน้มการสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมาหาศาล
       
       อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการต่อต้านการใช้ยาและแนวทางการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันซึ่งมีส่วนทำให้มีการบริโภคยามากขึ้น รวมทั้ง การแพทย์ทางเลือกโดยเฉพาะแนวทางการใช้ธรรมชาติบำบัดเพื่อรักษาและป้องกันอาการป่วยและโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ กำลังเติบโตและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีผลการพิสูจน์ชัดเจนจากทั้งผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยในประเทศไทยและต่างประเทศยืนยันและสร้างความเชื่อมั่น ล่าสุด “ผู้จัดการ 360 องศารายสัปดาห์” รวบรวมข้อมูลและเรื่องราวของผู้มีชื่อเสียงที่ศึกษาและมีประสบการณ์เกี่ยวกับการนำปัสสาวะบำบัดมาใช้ ซึ่งที่ผ่านมามีข้อสงสัยอย่างมากในหมู่คนทั่วไปถึงประสิทธิผลที่ได้รับ

สมณะโพธิรักษ์ - โมราจิ ดาซาย
       คำยืนยัน - ประสบการณ์น่ารู้
       
       ไม่เพียงคนดังในเมืองไทย แต่ในต่างประเทศอดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย โมราจิ ดาซาย กับนาราช นเรนทร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ดื่มน้ำปัสสาวะเป็นประจำ เพื่อบำรุงสุขภาพมานาน ส่งผลให้สุขภาพดีมาจนตลอดอายุขัย เมื่ออายุ 90ปีไม่เคยเจ็บป่วยด้วยโรคภัยใดๆ แม่แต่โรคหวัด กำลังกายดี สมองปกติ ไม่หลงลืม กระทั่งจนถึงอนิจกรรมเมื่ออายุ 99ปี
       
       อีกทั้ง ยังได้แนะนำให้ประชาชนดื่มตาม ในปีพ.ศ.2520 ขณะอายุได้ 81 ปี ได้ประกาศตนในที่สาธารณะว่า ท่านดื่มน้ำปัสสาวะทุกวัน แทบทุกเวลา รวมทั้งบรรดาญาติพี่น้องของท่านปฎิบัติตัวตามอีกทั้งยังได้สนับสนุนขบวนการรณรงค์ดื่มน้ำปัสสาวะรักษาโรค เพื่อให้สุขภาพแข็งแรงอีกด้วย
       
       ในการใช้ปัสสาวะบำบัดของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ผู้ก่อตั้งและเจ้าของหนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการ เริ่มทดลองดื่มน้ำปัสสาวะมาพักใหญ่แล้ว แต่หลังจากนั้นหยุดไปช่วงหนึ่ง แล้วจึงกลับมาดื่มใหม่เมื่อได้รับข้อมูลที่เป็นเหตุเป็นผลทางวิทยาศาสตร์และมีตัวอย่างของคนจำนวนไม่น้อยที่หายป่วยจากโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง ขณะเดียวกัน การได้อ่านหนังสือเรื่อง “ยาพระพุทธเจ้า น้ำปัสสาวะเป็นยารักษาโรค” ที่เขียนโดย “นิดดา หงษ์วิวัฒน์” ทำให้ตัดสินใจทำอย่างอื่นเพิ่มเติม คือการปฎิบัติตัวด้วยการรับประทานอาหาร ซึ่งมีผลต่อรสชาติของปัสสาวะว่าร่างกายอยู่ในภาวะสมดุลหรือไม่ เช่น ถ้าเค็มมากแสดงว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับไต ถ้าหวานแปลว่ามีโอกาสเป็นเบาหวาน ถ้าจืดแปลว่าสุขภาพดี
       
       จากนั้นจึงใช้กลั้วคอ ก็รู้สึกว่าดี เพราะจากการสูบบุหรี่ทำให้มีอาการไอมาก แต่ในตอนนี้อาการอหายไป ต่อไปจึงนำมาล้างหน้า แล้วผิวนุ่มนวลขึ้นมาและกำลังใช้หมักผมอยู่ในปัจจุบัน ปรากฏว่าผมแน่นขึ้นดำขึ้น พร้อมทั้งเม็ดผดที่ศีรษะหายไปหมด ล่าสุด เมื่อรู้ว่าล้างตาได้ ก็เริ่มเอามาใช้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา จากอาการน้ำตาไหลทุกวันไม่ทราบสาเหตุและตาพร่ามัวเมื่ออ่านหนังสือ แต่หลังจากล้างตาอาการน้ำตาไหลหายขาดและไม่มีอาการโฟกัสพร่ามัวอีกเลย ปัจจุบันจึงดื่มเช้า-เย็นเป็นอย่างน้อย ถ้าระหว่างวันสามารถดื่มได้จะดื่มด้วย
       
       นอกจากนี้ การใช้ธรรมชาติบำบัดโดยการล้างพิษด้วยตนเองที่ทำมาถึง 20 ปีแล้วคือ การทำซาวน่าแบบร้อนจัดและแช่ตัวด้วยน้ำเย็นจัดทุกวัน เพราะเป็นการขับสารพิษออกทางผิวหนัง ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การดื่มน้ำปัสสาวะได้ผลดี และด้วยความเชื่อในหลักการว่า เชื้อโรคปริมาณน้อยที่ออกจากร่างกายเมื่อเทียบกับเลือด เมื่อดื่มเข้าไปจะกระตุ้นให้เม็ดเลือดจาวทำงาน เพราะเป็นการกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวทำงาน จากเดิมที่ไม่รู้จัก ซึ่งเมื่อเม็ดเลือดขาวทำงานและจัดการกับโรค จะทำให้รู้ตัวก่อนว่าเป็นโรคอะไร แทนที่จะปล่อยให้โรคลุกลาม จึงตัดสินใจดื่มปัสสาวะในตอนเช้าและกลางคืน แต่ดื่มตอนเช้ามากกว่าเพราะรู้สึกว่ารสชาติดี เนื่องจากดื่มน้ำมากก่อนนอน
       
       อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้กระตือรือร้นมากขึ้นกับการใช้ปัสสาวะในช่วงหลังนี้ เป็นเพราะได้เห็นตัวอย่างจากคนใกล้ตัว คือคุณพ่อของคนขับรถซึ่งป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ ซึ่งเมื่อพาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลบอกว่าต้องผ่าเปิดหน้าท้องเพื่อให้สามารถขับถ่ายได้ ไม่เช่นนั้นจะไม่มีทางรักษาได้ถ้าฉีดยาฆ่าเชื้ออย่างเดียว และถ้าลังเลเพราะคิดจะใช้วิธีรักษากับแพทย์ทางเลือก จะไม่รักษาให้ และดูแคลนด้วยว่าถ้านำตัวกลับไปบ้านนอกจะขับถ่ายเองไม่ได้ แต่ปรากฏว่าในเวลาเพียงหนึ่งวันครึ่งเท่านั้นก็สามารถขับถ่ายได้เองซึ่งถือเป็นการเริ่มรักษาได้ ด้วยการหยุดรับประทานเนื้อสัตว์ทั้งหมด แล้วดื่มน้ำคลอโรฟิลด์ และวันนี้กลับมากรุงเทพฯ แล้ว แม้ว่าจะยังไม่หายจากการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ก็ตาม ซึ่งขั้นตอนต่อไปคือการดื่มปัสสาวะ และอีกตัวอย่างหนึ่งคือ มีพันธมิตรคนหนึ่งป่วยเป็นโรคเก๊าต์ ทานยาแผนปัจจุบันแล้วแต่ไม่หาย เมื่อหันมาดื่มปัสสาวะตามสูตรหมอเขียว (ใจเพชร กล้าจน) และปรับวิถีชีวิตด้วยทำให้หายได้
       
       “นิดดา หงษ์วิวัฒน์” อดีตนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย และผู้แต่งหนังสือเรื่อง “ยาพระพุทธเจ้า น้ำปัสสาวะ เป็นยารักษาโรค” เล่าว่า ศึกษาเรื่องปัสสาวะมานานแล้ว จนกระทั่งได้ฟังการบรรยายโดยหมอเขียว “ใจเพชร กล้าจน” จึงเกิดความมั่นใจ และมีโอกาสเริ่มต้นด้วยการใช้รักษาอาการเหงือกอักเสบด้วยการอมปัสสาวะของตัวเองอย่างต่อเนื่อง และทาบริเวณที่บวม จากนั้น จึงดื่มด้วยวิธีที่ศึกษามาแล้วพบว่าได้ผลดีมาก
       
       หลังจากนั้น จึงใช้เหมือนกับเป็นตู้ยาสามัญประจำบ้านประจำตัว และยังเผยแพร่ให้คนข้างตัวนำไปใช้ในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นสามีคือ ดร.ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์ อดีตนักวิชาการด้านสังคมศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข เช่น เป็นยาปฏิชีวนะ ใช้ราดแผนห้ามเลือดและป้องกันเชื้อโรคแพร่เชื้อ หรือรักษากลากเกลื้อนให้น้องชาย แม้กระทั่งสุนัขที่บ้านซึ่งเป็นแผลถูกสุนัขอื่นกัด และถูกตีหัวแตก จนถึงการใช้เป็นเครื่องสำอางบำรุงผิว บำรุงผม และเล็บอีกด้วย ทุกวันนี้จึงเป็นผู้หนึ่งที่เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้และประสบการณ์ในเรื่องนี้อย่างแพร่หลาย
       
       “สมณะโพธิรักษ์” ผู้ก่อตั้งอาศรมสันติอโศก ซึ่งเคร่งครัดในการปฎิบัติธรรมตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า กล่าวสั้นๆ เกี่ยวกับการใช้ปัสสาวะบำบัดหรือน้ำมูตรว่า ไม่ได้เจ็บป่วยอะไร จึงไม่ได้ใช้รักษาอะไร แต่ดื่มประจำ หรือเวลาคันตาใช้หยอดตาบ้างเท่านั้น
       
       อย่างไรก็ตาม “ใจเพชร กล้าจน” หรือหมอเขียว นักวิชาการสาธารณสุข กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลอำนาจเจริญ นักบำบัดสุขภาพทางเลือก และครูฝึกแพทย์แผนไทย สถาบันบุญนิยม และหัวหน้าฐานงานสุขภาพบุญนิยม สวนป่านาบุญดอนตาล(ศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง) จังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่าสมณะโพธิรักษ์สอนเขาว่า น้ำปัสสาวะเป็นน้ำที่สะอาดมากเพราะกรองจากไต ซึ่งไตเป็นเครื่องกรองชั้นดี ไม่มีเครื่องกรองชนิดใดที่สามารถกรองได้อย่างละเอียดยิ่งไปกว่าไต และการฝึกดื่ม/ฝึกใช้น้ำปัสสาวะให้เป็นประโยชน์ จนเป็นปกติสบาย เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง เพื่อละล้างจิตที่ทุกข์จากความชิงชัง รังเกียจ ขยะแขยง ไม่ชอบ ผลัก ในน้ำปัสสาวะ เพราะถ้าเราชิงชังรังเกียจไม่ชอบ เมื่อน้ำปัสสาวะสัมผัสเราเราก็ทุกข์ใจ แต่ถ้าเราไม่ได้ชิงชังรังเกียจ เมื่อน้ำปัสสาวะสัมผัสเราเราก็ไม่ทุกข์ใจ แถมได้ยาสร้างภูมิต้านทาน สร้างพลังชีวิตด้วย
       
       สมณะโพธิรักษ์แข็งแรงมาก ปัจจุบัน(พ.ศ.๒๕๕๔)ท่านอายุย่างเข้า ๗๘ ปีแล้ว แต่ยังสามารถทำงานและมีอิริยบถคล่องแคล่ว เหมือนคนอายุ ๕๐ ปี ผลการตรวจสภาพร่างกายล่าสุดด้วยเครื่องมือทันสมัยที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า สภาพหัวใจแข็งแรงเท่ากันกับคนอายุ ๓๐ ปี สมองมีสภาพเท่ากันกับคนอายุ ๔๐ ปี ท่านเล่าเคล็ดของการปฏิบัติที่ทำให้แข็งแรงดังกล่าว ให้ฟังว่า ท่านฉันอาหารไม่มีเนื้อสัตว์ ฉันอาหารรสจืด ฉันอาหารวันละ ๑ มื้อ เคี้ยวอาหารละเอียด ฉันแค่พอดีอิ่มสบาย ปฏิบัติใจไม่ให้มีไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะเผา บริหารกายด้วยการเดินเร็วสลับกับโยคะ (วันหนึ่งเดินเร็ว อีกวันหนึ่งก็โยคะสลับกัน) ปรับสมดุลด้วยหลัก ๘ อ.เพื่อสุขภาพที่ดีของสถาบันบุญนิยม ได้แก่ อิทธบาท ๔ อาหารดี อารมณ์ดี อากาศดี ออกกำลังกายและอิริยบถ เอนกาย เอาพิษภัยออก อาชีพที่สัมมาและเหมาะสม และฉันน้ำปัสสาวะในตอนเช้าและเย็นเป็นปกติทุกวัน

สนธิ ลิ้มทองกุล - นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล - นิดดา หงษ์วิวัฒน์
       หมอแผนใหม่
       แพทย์ทางเลือกยอมรับ 
       
       “นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล” แพทย์ที่มีความรู้การแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์ทางเลือก ผู้ก่อตั้งศูนย์สุขภาพธรรมชาติบำบัด “บัลวี” กล่าวถึงเรื่องปัสสาวะบำบัดซึ่งมีการโต้เถียงกันอย่างหนักในประเทศไทยเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน เนื่องจากมีแพทย์แผนไทยคนหนึ่งสอนให้ชาวบ้านใช้สมุนไพรดองปัสสาวะดื่ม ซึ่งโฆษกกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นออกมาแถลงข่าวกับสื่อมวลชนว่าการทำเช่นนั้นเป็นเรื่องไม่ถูกต้องไม่สมควรทำ ให้เลิกทำ เพื่อเป็นการแสดงความเห็นคัดค้าน แต่ในขณะนั้น มีการประกาศพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติรับรองภูมิปัญญาพื้นบ้าน
       
       โดยส่วนตัวพิจารณาเห็นว่าการที่โฆษกกระทรวงฯ ทำเช่นนี้ซึ่งเป็นการต่อต้านภูมิปัญญาพื้นบ้านเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องมากกว่า จึงเป็นแรงบันดาลใจในการริเริ่มศึกษาเรื่องปัสสาวะบำบัด ในตอนนั้นเริ่มต้นศึกษาด้วยการเข้าไปในอินเทอร์เน็ตหาข้อมูล พบว่ามีมากมายที่พูดว่าปัสสาสะบำบัด (Urine Therapy) มีอยู่ในศาสตร์การแพทย์พื้นบ้าน รวมทั้ง ทุกศาสนาระบุถึงการดื่มปัสสาวะเช่นกัน รวมทั้ง การประชุมนานาชาติที่ว่าด้วยเรื่องนี้ที่ผ่านมา 4 ครั้งแล้ว ครั้งที่ 1 อินเดียซึ่งไม่น่าแปลกใจเพราะมีโยคีทำในเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา ครั้งที่ 2 เยอรมนีซึ่งเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 3 บราซิล ครั้งที่ส 4 ญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นเจ้าภาพร่วมกัน ซึ่งเนื้อหาหลักการประชุมพบว่า การที่บอกว่าปัสสาวะเป็นของสกปรกควรจะเข้าใจใหม่เพราะไตมีหน้าที่ปรับสมดุลร่างกายเท่านั้น เช่น ถ้าดื่มน้ำมากจะมีการขับออกมาเพื่อทิ้งไป ถ้ากินโปรตีนมากร่างกายจะย่อยเนื้อสัตว์ออกมาเป็นยูเรีย แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นของสกปรก แต่เป็นการปรับสมดุลของร่างกาย
       
       ในความเป็นจริงปัสสาวะนอกจากมีสารยูเรีย มีอินซูลินซึ่งช่วยรักษาเบาหวาน อินเตอร์เฟอรอนซึ่งช่วยกระตุ้นภูมิต้านทาน รวมทั้ง ยูโรไคเนสที่ใช้ในการผ่าตัดสำหรับผู้ที่มีเส้นเลือดหัวใจหรือเส้นเลือดสมองตีบตัน เพราะช่วยละลายลิ่มเลือด ซึ่งมีบริษัทยารายใหญ่ของโลกทำเครื่องมือที่สามารถสกัดสารนี้จากปัสสาวะ แล้วนำเครื่องมือนี้ไปติดตั้งที่ส้วมสาธารณะในอเมริกาโดยคนอเมริกันไม่รู้ว่าตนเองกำลังเป็นแหล่งวัตถุดิบเพื่อผลิตยา จนบริษัทนำไปผลิตเป็นยาวางขายทั่วโลก ดังนั้น ใครที่รอดจากการผ่าตัดดังกล่าวหลังปี ค.ศ. 1947 เท่ากับว่า ได้รับน้ำปัสสาวะของคนอเมริกันเข้าไปในร่างกายโดยไม่รู้ตัว
       
       นอกจากนี้ ยังมีฮอร์โมนต่างๆ ในปัสสาวะที่ถูกนำไปสกัดเป็นยา เช่น บริษัทของอิตาลีที่สกัดปัสสาวะของผู้หญิงโปรตุเกสและอาร์เจนติน่ามาผลิตเป็นฮอร์โมนเสริมที่ชื่อ Primarin สำหรับผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทอง การใช้ปัสสาวะมีอยู่แล้วแต่กลับมีการต่อต้านกันมากสำหรับคนที่ไม่รู้ ซึ่งนี่คือความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังธุรกิจ
       
       หลังจากศึกษาเรื่องนี้มากขึ้นทำให้รู้สึกทึ่ง ในตอนนั้นจึงแถลงข่าวผ่านสื่อมวลชนเพื่อบอกกับสังคมให้รับรู้ แต่ก่อนที่จะบอกในวงกว้าง เพื่อให้มั่นใจมากขึ้นจึงทดลองดื่มด้วยตนเองตามหลักการที่มีการแนะนำกันมา แต่เนื่องจากไม่ได้เจ็บป่วย จึงน่าจะเป็นเหมือนการได้ส่งเสริมสุขภาพ แต่มีจุดที่น่าสนใจข้อหนึ่งคือตามปกติจะมีเชื้อราที่เท้า แต่เมื่อได้ดื่มปัสสาวะ เชื้อราดังกล่าวก็หายไป
       
       การดื่มตอนดึกก่อนนอนเพราะเป็นการส่งสัญญาณบอกทำให้เกิดการปรับตัว ตอนเช้าจึงมีสารที่เป็นประดยชน์ต่อการรักษา ถ้าเปรียบเหมือนคอมพิวเตอร์ตอนกลางคืนเท่ากับการดาวน์โหลด ขณะที่ ตอนเช้าเปรียบเหมือนการอัพโหลด โดยหลักการเหมือนกับการฉีดเซรุ่มซึ่งได้มาจากการนำพิษไปฉีดที่ม้าทีละน้อย ทำให้ม้าสร้างสารที่ใช้รักษาตัวเองขึ้นมา ดังนั้น จึงเหมือนกับ “น้อยรักษามาก” เหมือนการบอกเหตุกับร่างกายเพื่อทำให้ร่างกายสร้างสารขึ้นมารักษาตนเอง
       
       โดยส่วนตัวตามปกติจะดื่มวันละ 2 ครั้งคือตอนเช้าและตอนกลางคืน และมีอยู่ครั้งหนึ่งเคยใช้ทาผิว รู้สึกเหมือนเป็นโลชั่นบำรุงผิว วิธีใช้คือให้แห้งเองซึ่งเร็วมากและไม่มีกลิ่นเหม็น แต่ไม่ได้ใช้เป็นประจำเพราะเห็นว่าผิวเป็นปกติดีอยู่แล้ว และในทัศนะส่วนตัวการดูแลรักษาสุขภาพที่ดีไม่ใช่การปฎิบัติเพียงเรื่องใดเรื่องเดียวโดยไม่สนใจเรื่องอื่น
       
       ดังนั้น ปัสสาวะบำบัดจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เพราะจริงๆ แล้วเชื่อในหลัก 3 ประการคือ อาหาร การบริหารกาย และการบริหารจิต ในส่วนของอาหารกินอยู่อย่างไทย และไม่ได้กินมังสะวิรัติเพราะถือว่าการกินตามบรรพบุรุษไทยหรือตามพื้นถิ่นเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว เช่น กินข้าวกล้อง หมู ไก่ ปลาน้ำพริก พืชผักต่างๆ เพราะมีการพิสูจน์มาเป็นพันเป็นหมื่นปีว่าการกินเช่นนี้ทำให้ดำรงชีวิตอยู่และมีลูกหลานอยู่ต่อมาได้ ซึ่งหากจะพิสูจน์ตามหลักการแพทย์แผนใหม่จะพบว่าอาหารเหล่านั้นมีสารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย รวมทั้ง ไม่กินตามกรุ๊ปเลือดเพราะเป็นองค์ความรู้ที่สั้นมากเพิ่งเกิดมาไม่นาน อยู่ๆ มีการคิดขึ้นมา
       
       ส่วนการอดอาหารล้างพิษซึ่งเป็นวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ โดยส่วนตัวทำเป็นระยะๆ เช่น 15 วันทำหนึ่งครั้ง และมีการฝึกชี่กง ว่ายน้ำเพื่อออกกำลังกาย ปัสสาวะบำบัดเท่าที่ติดตามดูเหมือนกันเป็นการกระตุ้นกลไกต่างๆ ในร่างกายให้ปรับสมดุลตนเอง
       
       ขณะที่ “นายแพทย์เฉก ธนะสิริ” ผู้ก่อตั้งมูลนิธิการแพทย์ไทยเดิมและชมรมอยู่ 100 ปี ชีวีเป็นสุขกล่าวถึงเรื่องนี้ว่าถ้าเชื่อก็ไม่เสียหายอะไร เพราะบางคนเชื่อว่าดื่มปัสสาวะแล้วดีก็ไม่เห็นเสียหายอะไร หรือถ้าทำให้อาการของโรคที่เป็นดีขึ้นก็ดื่มได้ไม่เสียหาย แต่บางคนบอกว่าไม่จำเป็นเพราะมีเหตุผลของตนเองว่าเป็นของเสียที่มาจากการรับประทานอาหารจึงไม่ใช้ เพราะเคยไปเป็นวิทยากรการประชุมเรื่องปัสสาวะบำบัดและให้ความเห็นแบบกลางๆ โดยส่วนตัวเคยชิมเท่านั้น แต่ไม่คิดจะทดลองใช้เพราะไม่มีเหตุผลจะไปใช้
       
       เคล็ด (ไม่)ลับดื่มฉี่พิชิตโรค
       “เบาหวาน”หายได้ภายในปีครึ่ง
       
       3 ผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาและมีประสบการณ์ตรงจากการใช้ประโยชน์น้ำปัสสาวะ “หมอเขียว -นิดดา- ชญาบุญ”เผยเคล็ดลับการใช้ประโยชน์จากน้ำปัสสาวะเพื่อพิชิตสารพัดโรคตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้า อีกทั้งยังสามารถใช้ทำดีท็อกซ์ล้างลำไส้ได้เป็นอย่างดี หากนำไปผสมกับ “ถ่านหุงต้ม”กลายเป็นยาขับพิษ และหากประยุกต์ร่วมกับธรรมชาติบำบัดสามารถรักษาโรคเบาหวานหายได้ภายใน1ปีครึ่ง
       
       ประเดิมคนแรก หมอเขียว -ใจเพชร กล้าจน ผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ประโยชน์น้ำปัสสาวะมานานหลายปี เขาแนะนำถึงเทคนิคใช้น้ำปัสสาวะให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายและบำบัด รักษาโรคว่า ปัสสาวะที่ดีที่สุด ที่แสดงว่าเราปฏิบัติตัวได้สมดุล คือ มีรสจืดเหมือนน้ำหรือหอมเหมือนชา ไม่มีกลิ่นฉุน ปัสสาวะที่แสดงว่าเราปฏิบัติตัวไม่สมดุล คือ มีรสจัดหรือมีกลิ่นฉุน 
       
       กรณีน้ำปัสสาวะรสจัดหรือมีกลิ่นฉุน เวลาจะใช้ดื่ม หรือหยอดตาหยอดหู ควรเจือจางในน้ำสะอาดให้เหลือรสแค่ปะแล่มๆหรือกลิ่นน้อยลง ก่อนนำมาใช้ ปริมาณการดื่มที่พอดี คือ ดื่มในปริมาณที่ร่างกายรู้สึกสบาย อย่างไรก็ตาม หากใช้ดื่มตอนที่รู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลีย หิว หรือตอนที่รู้สึกไม่สบายต่างๆ พบว่า ช่วยให้ร่างกายมีพลังชีวิต และช่วยทุเลาอาการไม่สบายต่างๆได้ดี โดยใช้ภาชนะที่สะอาดรองน้ำปัสสาวะในตอนเช้า เย็น 
       
       กรณีมีแผลสด แผลเรื้อรัง แผลอักเสบ(ปวดบวมแดงร้อน) แผลน้ำกัดเท้า แผลหนามหรือเสี้ยนทิ่มตำ ฝี หนอง ผื่นคัน หากใช้น้ำปัสสาวะทาหรือล้าง พบว่าช่วยบรรเทาอาการปวด ลดอาการอักเสบ ลดผื่นคัน ช่วยสมานแผล และช่วยซ่อมแซมฟื้นฟูเนื้อเยื่อได้ดีมาก 
       
       นอกจากนี้ หากมีอาการไม่สบายตา ล้างมือให้สะอาด นั่งเงยหน้าหรือนอนหงาย ใช้มือจุ่มลงไปในน้ำปัสสาวะ แล้วมาแตะที่หัวตา จากนั้นลืมตา เอาน้ำปัสสาวะไปล้างตา แก้อาการไม่สบายนัยน์ตา ช่วยให้ตาสะอาด และช่วยถนอมลูกตา หรือ หากปวดฟัน เหงือกอักเสบ มีแผลในช่องปาก การอมน้ำปัสสาวะไว้นานๆ แล้วกลืนเข้าไปหรือบ้วนทิ้ง ช่วยทุเลาอาการดังกล่าวได้ดี
       
       ขณะเดียวกัน หากต้องการดีท็อกซ์ก็สามารถใช้ปัสสาวะสวนล้างลำไส้ใหญ่สามารถใช้ปัสสาวะลดอาการไม่สบาย โดยหมอเขียวและสมาชิกเครือข่ายบอกว่า ให้ใช้น้ำปัสสาวะ ๑ ส่วน ผสมน้ำเปล่า ๑ ส่วน ใส่ขวดดีท็อกซ์(แยกกันกับชุดสวนล้างลำไส้ใหญ่) แล้วสวนล้างช่องคลอด มีผลทำให้อาการไม่สบายส่วนใหญ่ลดลงภายใน ๑ วัน สามารถลดอาการไม่สบายหรือทำให้รู้สึกสบายตัวได้ดีมาก ผู้ป่วยหลายท่านที่มีปัญหาในช่องคลอด เช่น ตกขาว คัน ปวด แสบ ออกร้อน และอื่นๆได้
       
       ไม่เพียงเท่านี้ ยังสามารถใช้น้ำปัสสาวะแทนน้ำยาสระผม ขจัดรังแคแก้คันศีรษะได้ดี โดยขณะอาบน้ำชโลมน้ำปัสสาวะให้เปียกชุ่มทั่วศีรษะหมักผมเอาไว้ พออาบน้ำเสร็จก็สระล้างออกโดยไม่ต้องใช้น้ำยาสระผม หรือบางท่านอาจใช้คู่กับน้ำยาสระผมก็ได้ บางท่านใช้น้ำปัสสาวะแทนสบู่ พบว่าทำความสะอาดและเพิ่มภูมิต้านทานในร่างกายได้ดี 
       
       แนะเทคนิคฉี่ไม่มีกลิ่นฉุน
       
       นอกจากวิธีการดื่มน้ำปัสสาวะดังกล่าวแล้ว ยังสามารถนำไปผสมกับผงถ่าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาเฉพาะโรคได้อีกด้วย จากการถ่ายทอดประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ คนที่สอง-นิดดา หงษ์วิวัฒน์ ผู้ศึกษาและมีประสบการณ์โดยตรงในการดื่มน้ำปัสสาวะและธรรมชาติบำบัดแบบองค์รวม และเจ้าของผลงานเขียนหนังสือ “ยาพระพุทธเจ้า น้ำปัสสาวะ เป็นยารักษาโรค” บอกด้วยว่า ได้ดื่มน้ำปัสสาวะเพื่อบำรุงร่างกายและรักษาอาการบกพร่องทางร่างกาย คือ นอนหลับยาก ไอเรื้อรัง โดยดื่มน้ำปัสสาวะตอนเช้าหลังจากตื่นนอนแล้ว 1 แก้ว 
       
       อย่างไรก็ตาม มีข้อแม้ว่า ถ้าเช้าวันนั้นน้ำปัสสาวะใส ไม่มีรสเค็มหรือรสอื่นๆก็จะดื่มทันทีเลย แต่ถ้ามีสีเข้ม มีรสเค็มก็จะผสมน้ำสะอาดให้เจือจางเสียก่อน จึงค่อยดื่ม เนื่องจากน้ำปัสสาวะหลังจากตื่นนอนมีฮอร์โมนเมลาโทนินเพิ่มเติมจากสารอื่นๆ
       
       สำหรับเทคนิค ทำให้น้ำปัสสาวะมีรสจืดสีจางไม่มีกลิ่นฉุน นิดดาแนะนำว่า เมื่อตื่นนอนตอนเช้าให้เข้าห้องน้ำปัสสาวะน้ำแรกทิ้งไปก่อน จากนั้นก็ค่อยๆดื่มน้ำแบบช้าๆอมอยู่ในปากสักระยะ เพื่อคลายความเย็น และให้มีอุณหภูมิเท่ากับร่างกายแล้วค่อยๆกลืนน้ำจะไหลลื่นสบายคอ 
       
       เนื่องจากเป็นน้ำที่ย่อยแล้วและมีการปรับโมเลกุลน้ำให้ละเอียดขึ้น โดยดื่มสัก 3-4 แก้ว ถึง 5 แก้ว แล้วแต่ความพร้อมแต่ละคนสักครู่ใหญ่ 10-20 นาที จะรู้สึกปวดปัสสาวะและอุจจาระไปพร้อมๆกัน โดยให้ขับปัสสาวะรองขึ้นมาก่อนแล้วจึงค่อยถ่ายอุจจาระ วิธีการดังกล่าวจะช่วยทำให้ได้น้ำปัสสาวะใสสะอาด รสชาติดี ไม่มีกลิ่นฉุน และยังช่วยรักษาอาการท้องผูกเป็นยารักษาระบายอีกด้วย
       
       อย่างไรก็ตาม น้ำปัสสาวะยังมีสรรพคุณขับพิษทั้งหลายที่ซ่อนอยู่ในอวัยวะต่างๆอย่างได้ผล เมื่อนำเอาไปผสมผงถ่านที่หุงต้มตามบ้านหรือบด ตำจนละเอียด ในอัตราส่วน 1ช้อนชากับน้ำปัสสาวะ 1แก้วพร้อมเขย่า 20-30 ครั้ง ทิ้งไว้ให้ผงถ่านตกตะกอนแล้วดื่มน้ำที่ได้จะช่วยขับพิษจาก ท้องร่วงรุนแรงเป็นบิด ไอเสมหะ เป็นไข้เรื้อรัง ปวดหัวเรื้อรัง จากประสบการณ์ได้นำสูตรนี้ไปให้ลูกชายดื่ม ผลลัพธ์คือ ตลอดระยะเวลา 2 เดือนร่างกายขับพิษออกมาเป็นน้ำเหลืองไหลย้อยไปตามอวัยยวะทั้งพุง รักแร้ และหนังหัว หลังจากนั้นอาการดังกล่าวหายไป
       
       สูตรประยุกต์ร่วมธรรมชาติบำบัด
       
       นอกจากการใช้ประโยชน์ดื่มน้ำปัสสาวะโดยตรงแล้ว ยังสามารถปฎิบัติตามแนวธรรมชาติบำบัดเพื่อรักษาโรคในร่างกายควบคู่กันไป จากประสบการณ์โดยตรงของผู้มีประสบการณ์ฯ คนที่สาม เจ๊กอบ-ชญาบุญ เพชรพรหม เล่าให้ฟังว่า เดิมนั้นตนเองเป็นโรคหลายโรค ได้แก่ โรคเนิ้องอกรังไข่ ไทรอยด์เป็นพิษ ไต และโรคผิวหนังฝ้า แต่หลังจากได้เรียนรู้การดื่มน้ำปัสสาวะและแนวทางธรรมชาติบำบัดตามสูตรของหมอเขียวและดีท็อกซ์ตามคำแนะนำของสันติอโศก ขวัญดิน สิงห์คำเป็นประจำวันและทำเป็นประจำเดือนพบว่า ขณะนี้โรคต่างๆมีอาการทุเลาและดีขึ้นตามลำดับ
       
       พร้อมทั้ง แนะนำว่า ในชีวิตประจำวัน ชญาบุญจะดื่มน้ำปัสสาวะของตนเองทุกวันและทุกครั้งที่มีการปัสสาวะ โดยการดื่มน้ำปัสสาวะนั้นได้ปฏิบัติเป็นกิจประจำวันพร้อมกับการจัดตารางและรับประทานอาหารตรงเวลา โดยทุกวันหลังตื่นนอนจะดื่มน้ำใบสะเดาที่ต้มเป็นน้ำชาสวนพิษทุกเช้าและเย็น เพื่อทำให้ร่างกายภายในสะอาด 
       
       หลังจากนั้นประมาณมื้อเช้าตั้งแต่เวลา 07-00-09.00 น.รับประทานกล้วยน้ำหว้า 2 ลูกพร้อมน้ำดื่มใส่มะนาว 1แก้ว หลังจากนั้นมื้อเที่ยง รับประทานอาหารด้วยข้าวกล้อง ปลา ผักที่ทำเอง ไม่ใส่ผงชูรส งดรับประทานเนื้อสัตว์ หมู ไก่ และเนื้อโดยเด็ดขาด และมื้อเย็น รับประทานอาหารตามเมนูปกติเช่นเดียวกันกับมื้อเที่ยงเวลา 15.00-18.00น. ระหว่างมื้อก็จะดื่มน้ำปัสสาวะตามที่ร่างกายขับออกมาทุกครั้ง 
       
       “การที่ไม่กินเนื้อสัตว์ใหญ่ รับประทานอาหารผัก ปลา และข้าวกล้อง และทำดีท็อกซ์ทุกวันตามสูตรหมอเขียวและสูตรขวัญดิน ทำให้ปัสสาวะขาว และมีอินซูลินธรรมชาติ สำหรับวิธีนี้คนที่เป็นโรคเบาหวานสามารถหายจากโรคได้เมื่อปฎิบัติไปได้ 1.5ปี”
       
       “หมอเขียว”ใจเพชร กล้าจน
       เจ้าตำรับกินฉี่รักษาโรคร้าย
       
       “หมอเขียว”ใจเพชร กล้าจน เจ้าตำรับกินปัสสาวะรักษาโรคร้าย ผสมผสานการดูแลสุขภาพแนวเศรษฐกิจพอเพียง ตามวิถีพุทธ หวังควบคุมป้องกัน-บำบัด-บรรเทาโรค และฟื้นฟูสุขภาพในกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรัง 
       
       เผยผู้ป่วยหายขาดจากโรคร้ายใน 5 วัน
       
       ความเจ็บปวดจากโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ หลายโรคอาจจะรักษาได้หายจากการใช้ยาแผนปัจจุบัน ขณะที่หลายโรคไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยา บางคนต้องเสียทั้งเงินทองจำนวนมาก และเวลาในการรักษาอาการเจ็บปวดอย่างยาวนาน แต่ยังไม่สามารถรักษาหรือบรรเทาความเจ็บปวดจากโรคร้ายลงได้ จนทำให้โรคร้ายคร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย 
       
       “หมอเขียว”ใจเพชร กล้าจน ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคร้ายด้วยน้ำปัสสาวะ จบปริญาตรีวิทยาศาสตร์สุขภาพ บริหารสาธารณสุขภาพ มสธ.ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุข ระดับชำนาญการโรงพยาบาลอำนาจเจริญ แพทย์ทางเลือกวิถีพุทธ และครูฝึก แพทย์แผนไทย สถาบันบุญนิยม การศึกษาและอบรม และสำเร็จการศึกษาวิชาวิทยาศาตร์การแพทย์แผนไทย, แนวคิดและทฤษฎีการแพทย์แผนไทย, เวชกรรมแผนไทย, เภสัชพฤกษศาสตร์, ธรรมานามัย และสังคมวิทยาการแพทย์ มสธ. ศึกษาและอบรมด้านการแพทย์ทางเลือกจากประเทศมาเลเซียและจีนไต้หวัน
       
       ปัจจุบันกำลังศึกษาระดับปริญญาโท สาขาพัฒนบูรณาการศาสตร์ (เศรษฐกิจพอเพียง) มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง ความเจ็บป่วยกับการดูแลสุขภาพ แนวเศรษฐกิจพอเพียง ตามหลักแพทย์ทางเลือกวิถีพุทธของศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร
       
       ก่อนหน้านี้ หมอเขียวใช้ความพยายามอย่างมาก ในการหาหนทางรักษาผู้ป่วยให้หายจากการเป็นโรคร้าย โดยในช่วงที่ผ่านมาใช้เวลาในการศึกษาค้นคว้า เพื่อรักษาโรคร้ายมาตลอด ซึ่งเลือกใช้วิธีการรักษาโรคร้ายด้วยการดื่มปัสสาวะของตัวเอง ผสมผสานกับการดูแลสุขภาพแนวเศรษฐกิจพอเพียง ตามหลักการแพทย์วิถีพุทธ เพื่อควบคุมป้องกันโรค บำบัดบรรเทาโรค และฟื้นฟูสุขภาพในกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรัง ปรากฎว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีของหมอเขียวหายเป็นปรกติจำนวนมาก
       
       หมอเขียว กล่าวว่า “ผมใช้วิธีการรักษาด้วยวิธีนี้มานานกว่า 10 ปี และแนะนำผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ซึ่งผลที่ได้รับ คืออาการป่วยไข้ลดลง อาการปวดตัว แสบตา หูอื้อ มองไม่ค่อยชัด อาการอักเสบตามร่างกายลดลง ซึ่งจากการเก็บข้อมูล พบว่าอาการป่วยลดลง 10 วินาที อาการอักเสบจะลดลง 1-3 วัน การปวด บวม หนอง จะลดลงได้เร็ว อาการตาเจ็บ หากรักษาอาการเจ็บจะลดลงภายใน 1 วัน รวมถึงหากเป็นแผลก็สามารถนำปัสสาวะใช้ดื่มและทาก็ทำให้แผลหายด้วย” 
       
       จากการทดลองของจิตอาสาไม่ต่ำกว่า 100 คน เราเก็บข้อมูลว่า ถ้าไม่สบาย ใช้น้ำปัสสาวะแล้วดีขึ้น และจิตอาสาได้ไปช่วยให้คนอื่นใช้น้ำปัสสาวะด้วย โดยรวมแล้วปัจจุบันสามารถช่วยคนได้หลัก 1,000 คนแล้ว ซึ่งโรคเหล่านั้น อาการทุเลาลง เพราะน้ำปัสสาวะเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาโรค ใช้น้ำลดความร้ายแรงของโรคลงได้ประมาณหนึ่ง อาทิ อาการเต็มร้อย อาจจะลดลงเหลือ 50-40% แต่ต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย เช่น การฝึกจิตให้อยู่กุศล ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หรือการดื่มน้ำสมุนไพร การดีทร็อก ไปใช้น้ำปัสสาวะกับโรคร้ายๆ มีสถิติมีการหายจากโรคร้ายๆประมาณ 3,000-4,000 คน
       
       “สารต่างๆ ที่มีการวิจัยของแพทย์นักวิชาการทั่วโลก วิจัยไว้แล้ว ที่สำนักงานการแพทย์ทางเลือก ปัสสาวะบำบัด ระบุว่ามีสารอะไรที่ช่วยในเรื่องใดบ้าง บอกเปอร์เซ็นต์ไว้ด้วย ซึ่งสารต่าง ๆ ล้วนเป็นผลดีต่อการรักษาโรคร้ายทั้งนั้น”
       
       หมอเขียวได้จัดเก็บสถิติผู้ป่วยที่มารักษาโรคร้ายจำนวน 1,397 คน หลังจากที่ใช้เทคนิคการดูแลสุขภาพแนวเศรษฐกิจพอเพียงตามหลักการแพทย์วิถีพุทธ ภายใน 5 วัน ผู้ป่วยมีอาการของความเจ็บป่วยลดน้อยลง จำนวน 1,291 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรคร้ายแรงหรือโรคที่แพทย์แผนปัจจุบันวินิจฉัยว่าเป็นโรคเรื้อรัง จะต้องตายหรือรักษาไม่หาย เช่น มะเร็ง เนื้องอก เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ ภูมิแพ้ เกาต์ รูมาตอยด์ ปวดตามข้อ ปวดตึง เมื่อยตามร่างกาย โรคทางเดินกระเพาะอาหารลำไส้เรื้อรัง อ่อนเพลียอ่อนล้า หน้ามืดวิงเวียนปวดศีรษะเรื้อรัง ภูมิต้านทานลด และการอักเสบเรื้อรังตามอวัยวะต่างๆ เป็นต้น
       
       ในจำนวนดังกล่าว มีผู้ป่วยเบาหวานจำนวน 117 คน ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงคิดเป็นร้อยละ 88 ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจำนวน 158 คน ระดับความดันโลหิตสูงลดลง คิดเป็นร้อยละ 73.78 ผู้ป่วยมะเร็ง 111 คน อาการเจ็บป่วยทุเลาลง 85.59 โดยใยจำนวนผู้ป่วยมะเร็งเหล่านี้หลังจากเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตพบว่ามีผลตรวจร่างกายไม่พบมะเร็งและกลับมาปรกติต่อเนื่องกัน 6 เดือนขึ้นไปจำนวนร้อยละ 22.25 และเป็นจำนวนที่มีชีวิตอยู่ด้วยอาการไม่สบายจากพิษของมะเร็งลดน้อยลง หรือยืดอายุออกไปได้มากกว่าการคาดการณ์ของแพทย์แผนปัจจุบันร้อยละ 63.07 และมีอาการไม่ทุเลาร้อยละ 14.41 ในขณะที่ผู้ป่วยโรคหัวใจ อาการเจ็บป่วยทุเลาลงร้อยละ 75
       
       'แพทย์ทางเลือก' ยืนยันผลวิจัย
       ปัสสาวะบำบัดปลอดภัย
       
       การใช้ปัสสาวะบำบัดตามแนวพุทธกำลังเป็นกระแสนิยม หลังจากเป็นที่รู้จักในไทยเมื่อ 10 ปีก่อน มาวันนี้หลายคนยังสงสัยว่าปัสสาวะสามารถบำบัดได้จริงหรือไม่
       
       “ผู้จัดการ 360 องศารายสัปดาห์” ได้สัมภาษณ์ “นพ.เทวัญ ธานีรัตน์” ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก เกี่ยวกับความเป็นจริงของการดื่มปัสสาวะบำบัด พร้อมข้อมูลรองรับจาก “สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา” 
       
       “นพ.เทวัญ” ให้ความเห็นในการนำปัสสาวะมาใช้บำบัดว่า การนำปัสสาวะมาใช้บำบัดมีมานานแล้ว และอยู่ในพระวินัยด้วย โดยศาสตร์นี้ได้ถูกแนะนำให้ใช้มายาวนานกว่า 2,500 ปีแล้ว และเกือบทุกประเทศในฟากตะวันออกก็มีการดื่มปัสสาวะตรงนี้
       
       โดยจากการวิจัยของสำนักงานการแพทย์ทางเลือกจากกลุ่มตัวอย่าง 200 กว่าคนเมื่อ 10 กว่าปีก่อนก็พบการดื่มนำปัสสาวะปลอดภัย เพราะยังไม่มีหลักตัวใดที่แสดงให้เห็นว่าการดื่มน้ำปัสสาวะเป็นสิ่งอันตราย นอกจากนี้ ชมรมผู้ดื่มน้ำปัสสาวะก็มีการแวะเข้ามาให้ข้อมูลยืนยั่นถึงการรักษาโรคได้จริงกับสำนักฯ ด้วย 
       
       “เราเก็บข้อมูลจากคน 200 คนเขาก็บอกว่าได้ผลดี มีสุขภาพดี ยังไม่มีใครที่บอกว่าดื่มแล้วอันตราย การจะดื่มน้ำปัสสาวะหรือไม่ดื่ม เรามองว่าเป็นสิทธิของทุกคน เป็นสิ่งที่ประชาชนเขาเลือกเองว่าจะใช้หรือไม่ ในมุมของแพทย์แผนปัจจุบันก็มองว่าเสี่ยง แต่ในแพทย์ทางเลือกก็บอกว่าดี เป็นการดูแลสุขภาพ”
       
       แม้ว่าการดื่มน้ำปัสสาวะจะไม่อันตรายอย่างที่มีการเก็บข้อมูล แต่ในมุมมองของ “นพ.เทวัญ” แล้วเชื่อว่า การจะเปลี่ยนให้มาดื่มปัสสาวะก็เป็นเรื่องที่ยากแล้ว ดังนั้น คนที่ดื่มส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วย คนที่ไม่ป่วยเชื่อว่าไม่น่าจะดื่ม
       
       ส่วนคำแนะนำในการดื่มปัสสาวะนั้นอยากให้คนที่ป่วยเท่านั้นที่ดื่ม คนที่ไม่ป่วยก็ไม่ต้องดื่ม ส่วนปัสสาวะที่นำมาดื่มควรเป็นปัสสาวะของตนเอง และควรเตรียมใจก่อนที่จะดื่ม
       
       “การที่ปัสสาวะของตนเองจะสะอาดหรือไม่สะอาดอยู่ที่การกินอาหารของแต่ละคนด้วย แม้ว่าคนๆ นั้นจะเป็นโรคก็ตามแต่ปัสสาวะที่นำมาดื่มไม่ใช่ออกมา 1 ลิตรก็ดื่ม 1 ลิตร แต่เขาจะมีสัดส่วนที่บอกให้ดื่ม ถ้าเรากินปัสสาวะของตัวเองก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ถ้าไปดื่มของคนอื่นน่าจะมีปัญหา” 
       
       สำหรับประโยชน์ของการดื่มน้ำปัสสาวะ คือ ไม่สิ้นเปลือง และดีต่อสุขภาพตามที่ได้เก็บข้อมูลมาก 
       
       นอกจากนี้ “ผู้จัดการ 360 องศารายสัปดาห์” ได้สำรวจเว็บไซต์ของทางสำนักฯ พบว่ามีการนำข้อมูลเกี่ยวกับปัสสาวะบำบัดมาลงในหน้าเว็บไซต์ http://www.thaicam.go.th/index.php?option=com_content&view=category&id=49&Itemid=136 โดยมี 3 หัวข้อหลัก คือ “การศึกษาการใช้น้ำมูตรบำบัดของเครือข่ายชาวอโศก” “การรวบรวมองค์ความรู้เรื่องปัสสาวะบำบัด” และ “การบรรยายวิชาการเรื่องปัสสาวะบำบัด” 
       
       โดย “การศึกษาการใช้น้ำมูตรบำบัดของเครือข่ายชาวอโศก” จะบอกถึงการทำวิจัยกับกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นชุมชนชาวอโศกที่มีการใช้น้ำปัสสาวะบำบัด จำนวน 204 คน โดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้นเองกับชาวชุมชนอโศก
       
       ผลสรุปของงานวิจัยชิ้นนี้พบว่า กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 204 ราย อายุเฉลี่ย 51.3 (14.1) ปี พิสัย 18-87 ปี เป็นหญิง 61.3% การศึกษาระดับประถมศึกษา 42.6% มัธยมศึกษา 21.1% โดยที่ 68.8% อาศัยอยู่ในเขตเมือง/เทศบาล ในด้านอาชีพส่วนใหญ่เป็นนักปฏิบัติธรรม 40.7% รับจ้าง 14.7% และข้าราชการบำนาญ 10.3% 
       
       สำหรับแหล่งข้อมูลความรู้กลุ่มตัวอย่างทราบข้อมูลเรื่องปัสสาวะบำบัดมาจากพระ 46% จากญาติธรรม 40% จากการอ่านหนังสือ 36% และจากพระไตรปปิฎก 29% สำหรับวิธีการใช้ ใช้ดื่ม 96% (โดยเฉลี่ยดื่มครั้งละ 1 แก้ว 1 ครั้ง/วัน) ใช้ทา 28% ใช้หยอดตา 32% ใช้สระผม 19% ใช้อาบ 12% 
       
       ส่วนสาเหตุหลักที่จูงใจให้ใช้ำน้ำมูตรบำบัด 58% ตอบทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า 38% ตอบมีผู้แนะนำให้ใช้ และ 29% คิดว่าไม่มีผลข้างเคียง ระยะเวลาที่ใช้เฉลี่ย 6.2(6.2) ปี โดยที่ 52% ใช้ปัสสาวะบำบัดเพื่อรักษาโรค 40% ใช้เพื่อให้มีสุขภาพดี แข็งแรง และ 31% ใช้เพื่อป้องกันโรค ผลข้างเคียงและอาการไม่พึงประสงค์หลังใช้น้ำมูตรบำบัด พบว่า ส่วนใหญ่ 85% ไม่มีอาการ 10% มีอาการ คือ ท้องเสีย 5 ราย (2.5%) ไข้ อ่อนล้า คัน อย่างละ 2 ราย (1%) ส่วนใหญ่ของผู้ใช้ 87% ตอบได้ผลจากการใช้น้ำปัสสาวะบำบัด และ 84% ได้แนะนำให้ผู้อื่นใช้ด้วย 
       
       หัวข้อที่ 2 คือ “การรวบรวมองค์ความรู้เรื่องปัสสาวะบำบัด” ส่วนนี้จะบอกถึงประวัติของปัสสาวะบำบัดที่มีมาตั้งแต่พุทธกาล พร้อมทั้งส่วนประกอบของน้ำปัสสาวะตามหลักวิทยาศาสตร์ โดยจากงานวิจัยของ “ดร.ฟารอน นักชีวเคมี” พบสารต่างๆ ในปัสสาวะ 95% เป็นน้ำ 2.5% เป็น urea และ 2.5% เป็นสารอื่นๆ เป็นส่วนผสมของเกลือแร่ เกลือ ฮอร์โมน เอ็นไซม์ และภูมิคุ้มกัน แต่นักวิจัยยังเชื่อว่ายังมีสารอีกมาที่ไม่รู้จักในปัสสาวะ
       
       นอกจากนี้ ยังมีวิธีการรักษาโรค โดย “ดร.อัสเบิร์ต เซนต์ กีออร์กี”นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลได้ทดลองใช้สาร methyl gloxal ซึ่งพบในปัสสาวะรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง และได้ผลเป็นที่น่าพอใจในหลายราย พร้อมทั้งบอกวิธีการใช้ปัสสาวะบำบัดที่ปัจจุบัยใช้กันอยู่ทั้งแบบภายนอกและภายใน รวมทั้งการประเมินความปลอดภัย ประสิทธิผล ความสมประโยชน์ของการใช้ปัสสาวะบำบัด
       
       หัวข้อสุดท้าย “การบรรยายวิชาการเรื่องปัสสาวะบำบัด” โดยนพ.บรรจง ชุณหสวัสดิกุล ที่จะบอกทั้งประวัติ วิธีการดื่ม ประโยชน์ของปัสสาวะ 
       
       ด้านมุมมองของ “สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา” (อย.) เคยให้ความเห็นเกี่ยวกับการดื่มปัสสาวะเพื่อบำบัดโรคว่า เป็นความเชื่อตามตำราการแพทย์แผนโบราณ และยังไม่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจังถึงผลที่ได้รับจากการรักษาโรค แต่หากปัสสาวะที่ใช้ดื่มไม่มีเชื้อโรค สารปนเปื้อนก็สามารถนำมาดื่มได้
       
       อย่างไรก็ตาม โดยปกติปัสสาวะของคนจะมีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่ แต่ปริมาณไม่แตกต่างกันไปแต่ละบุคคล ยิ่งมีการค้างไว้มากโอกาสจะมีเชื้อโรคก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วย โดยเฉพาะปัสสาวะในผู้ที่เป็นโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบไม่ควรนำมาดื่ม เพราะมีจำนวนเชื้อโรคสูง
       
       ดังนั้น สิ่งที่ อย.ขอแนะนำ คือ ทางเลือกอื่นๆ ในการรักษาโรคยังมีอยู่ ผู้ที่จะนำปัสสาวะมาดื่มควรชั่งน้ำหนักให้ดี นอกจากนี้โดยปกติทั่วไปในร่างกายมีสารต้านโรคมะเร็งอยู่แล้ว รวมทั้งในอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน การดื่มน้ำปัสสาวะจึงไม่คำตอบสุดท้าย
       
       อนึ่ง นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้โพสต์ข้อความในหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวในหัวข้อเรื่อง "ชีวิตที่เปลี่ยนไป" เมื่อสนธิ ลิ้มทองกุล ดื่มน้ำปัสสาวะ!? โดยมีรายละเอียดดังนี้
       
       เป็นที่ทราบกันว่าชาวสันติอโศกจำนวนไม่น้อยดื่มน้ำปัสสาวะเพื่อบำบัดรักษาโรค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความศรัทธาต่อนิสัย 4 ของพระสงฆ์ตั้บแต่ในสมัยพุทธกาล ซึ่งพระพุทธองค์ได้กล่าวถึงการใช้น้ำมูตรเน่าเป็นยาปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกกระจัดกระจายหลายเล่ม และมีพระสงฆ์สายวัดป่าหลายรูปที่ฉันน้ำมูตรเน่า (น้ำปัสสาวะ) เป็นประจำเพื่อสุขภาพที่ดี เช่น พระอาจารย์สิงห์ทน นราสโภ วัดวรแก้ว จ.อยุธยา, พระอาจารย์มิตซูโอะ,หลวงพ่อชา, หลวงปู่โง่น โสรโย, หลวงพ่อยา ฯลฯ
       
       คุณสนธิเคยดื่มช่วงสั้นๆเมื่อหลวงพ่อยาแนะนำให้คุณสนธิดื่มน้ำมูตรเน่าเพื่อรักษาสุขภาพที่ดี
       
       รอบนี้คุณสนธิกลับมาดื่มอีกครั้งหลังอย่างเอาจริงเอาจัง จากได้ข้อมูลและเหตุผลทาง "วิทยาศาสตร์" เพิ่มมากขึ้น!!!
       
       เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่คุณสนธิได้ข้อมูลมานั้นมีหลายประการแต่กล่าวโดยสรุปคือ
       
       1. ปัสสาวะคือส่วนเกินของน้ำที่ไม่ได้ใช้ผลิตมาเป็นเลือด ดังนั้นปัสสาวะคือส่วนจำลองของเลือดเพียงแต่เจือจางกว่าเลือด จึงย่อมไม่ใช่ของเสีย(ต่างจากอุจจาระ) เพราะหากปัสสาวะเป็นของเสียเลือดที่อยู่ในร่างกายเรายิ่งเป็นของเสียยิ่งกว่า
       
       2. องค์ประกอบของปัสสาวะส่วนใหญ่เป็นน้ำ ที่เหลือมีฮอร์โมน เอนไซม์ แร่ และสารอาหาร ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เช่น เอนไซม์ยูโรไคเนส ช่วยละลายลิ่มเลือด, โพรทาแกลนดิน ฮอร์โมนประจำเนื้อเยื่อควบคุมการอักเสบ, อินเตอร์เฟอรอนเป็นสารต้านทานโรคโดยตรงและต้านมะเร็ง, อดิไนเลทไซคลาส เป็นสารประสานการทำงานของฮอร์โมนให้มีประสิทธิภาพ, ฮอร์โมนเพศ, ฮอร์โมนอินซูลิน ช่วยตับอ่อนทำงานจึงช่วยเบาหวาน เมื่อทำงานกับฮอร์โมนเพศจะทำให้ผิวพรรณดี, ฮอร์โมนเมลาโทนิน(พบในปัสสาวะตอนเช้า)ทำให้จิตใจสงบ แจ่มใส และมีสมาธิดี, โกรทฮอร์โมน ช่วยซ่อมแซมอวัยวะที่สึกหรอ
       
       รวมถึงสารอาหารหลายชนิด เช่น แคลเซียม รักษาโรคนอนไม่หลับและโรคกระดูก, แมกนีเซียม รักษาภาวะน้ำตาลเลือดสูง, ฟอสฟอรัส ช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง, ทองแดง รักษาโรคโลหิตจาง, สังกะสี รักษาโรคตับ เด็กที่เติบโตช้า และโรคต่อมลูกหมาก, ไอโอดีน รักษาโรคประสาท อาการกระสับกระส่าย ผมหงอกเร็ว ผมร่วง หนังศีรษะผื่นคัน ผิวหนังผื่นคัน, เหล็ก รักษาโรคโลหิตจาง แก้อาการอ่อนเพลีย บำรุงเลือด, โพแทสเซียม รักษาท้องผูก รักษาสิว ช่วยกล้ามเนื้อแข็งแรง
       
       ส่วนที่ถกเถียงทางการแพทย์แผนปัจจุบันที่ระบุว่า "ยูเรีย" เป็นสารพิษ เพราะทางการแพทย์มักพบยูเรีย"ที่มีมากเกิน"ในผู้ป่วยไตวาย แต่ความจริงยูเรียโดยตัวมันเองที่คลีนิคแห่งวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา กลับค้นพบว่ายูเรียเป็นสารช่วยขับปัสสาวะ ใช้ทาบำบัดโรคผิวหนัง เป็นสารที่แพทย์ใช้ลดความดันในลูกตาและสมองของผู้ป่วย ต้านการอักเสบ ต้านไวรัส ต้านแบคทีเรีย ปัจจุบันจึงพบยูเรียอยู่ในตัวยาหลายตัวเช่น ยาขับปัสสาวะ, ครีมรักษาผิว, ฮอร์โมนเสริมผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน, ครีมทารักษาผิวหนังถูกไฟไหม้น้ำร้อนลวก, ยากระตุ้นการตกไข่ในผู้หญิงที่มีลูกยาก, เป็นครีมรักษาแผลปากมดลูก
       
       อีกตัวหนึ่งที่แพทย์แผนปัจจุบันพูดถึงคือ "กรดยูริค" เป็นสารพิษที่อาจทำให้เกิดเกาต์(ไขข้ออักเสบ)ทั้งๆที่ความจริงมันมาจากอาหารที่เรากินจึงอยู่ในร่างกายเราต่างหาก แต่ที่มหาวิทยาลัยเบิร์กเลย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา กลับค้นพบว่ากรดยูริคเป็นสารต้านความชรา ต้านมะเร็ง ต้านอนุมูลอิสระ
       
       3. น้ำปัสสาวะ ได้จำลองมาจากสภาวะเลือดในร่างกาย เลือดจะต้องผ่านการกรองไต เพื่อเอาส่วนเกินและพิษออกจากกระแสเลือด ส่วนเกินเหล่านี้มีทั้งธาตุ สารอินทรีย์ ฮอร์โมนทั้งหลายออกมาด้วย เพราะร่างกายจะใช้สาร แร่ธาตุ ตามความจำเป็น ส่วนไหนที่ยังไม่ต้องการใข้ก็จะกลายเป็นส่วนเกิน และแน่นอนว่าในปัสสาวะย่อมต้องมีโรคหลายชนิดและพิษต่างๆออกมาจากร่างกายเราด้วย แต่โรคและพิษเหล่านั้นก็เจือจางและน้อยกว่าเลือด ดังนั้นเมื่อเราดื่มน้ำปัสสาวะเข้าไปสู่ร่างกาย จึงทำให้อวัยวะต่างๆของร่างกายตื่นตัวขึ้นมา เม็ดเลือดขาวก็ทำงานขจัดโรคและพิษที่เจือจางกว่านั้นได้ ทำให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายเราด้วยตัวเอง สร้างเม็ดเลือดแดงและขาวเพิ่มขึ้น และเมื่อเกิดภูมิคุ้มกันที่เรียนรู้ขจัดโรคที่เจือจางกว่าร่างกายเราแล้ว ภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นจากการเรียนรู้นี้จึงสามารถขจัดโรคเดียวกันในร่างกายเราที่เหลือได้เช่นกัน เป็นหลักการที่ทางการแพทย์สมัยใหม่ และแพทย์ทางเลือกพยายามศึกษาเพื่อนำมาใช้เยียวยารักษา และป้องกันโรคต่างๆที่เรียกกันว่า "เซรุ่ม" "พิษต้านพิษ" "วัคซีน" และ "โฮมิโอพาธี"
       
       ที่สำคัญคนที่คุณสนธิรู้จักหลายคนได้หายจากการเจ็บป่วยจากการดื่มปัสสาวะมากขึ้นทุกวัน เช่น ผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ โรคมะเร็ง โรคเกาต์ โรคภูมิแพ้ โรคไมเกรน ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไปรักษาสุขภาพตามธรรมชาติบำบัดของ "หมอเขียว" แห่งสันติอโศก
       
       นอกจากนี้หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าการแพทย์ปัสสาวะบำบัดนั้นไม่ใช่เป็นความเชื่องมงายอยู่ในประเทศไทยหรือในภูมิภาคเอเชียแล้ว เพราะปัจจุบันมีการตื่นตัวในระดับสากลอย่างมากทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่มีงานวิจัยอย่างมากมาย โดยเฉพาะหากเราค้นในกูเกิลด้วยคำว่า Urine Therapy จะค้นพบการศึกษาอย่างมากมายมหาศาลในเรื่องนี้
       
       หลายประเทศทั่วโลกที่ใช้น้ำปัสสาวะเป็นยารักษาโรค ได้รวมตัวผู้สนใจมีทั้งคนในวงการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ บุคคลทั่วไป จัดการประชุมระดับโลกว่าด้วยการใช้น้ำปัสสาวะเป็นยารักษาโรคถึง 2 ครั้งแล้วคือ
       
       The First World Conference on Urine Therapy เมื่อปี พ.ศ.2539 ประเทศอินเดียเป็นเจ้าภาพ
       
       The Second World Conference on Urine Therapy เมื่อปี พ.ศ.2542 ประเทศเยอรมนีเป็นเจ้าภาพ มีผู้เชี่ยวชาญระดับแพทย์และนักวิจัยเข้าร่วมประชุม 250 คน
       
       ครั้งที่ 3 ที่จะจัดต่อไปคือ
       The Third World Conference on Urine Therapy วันที่ 1-4 พฤษภาคม พ.ศ.2556 ประเทศบราซิลเป็นเจ้าภาพ
       
       นั้นคือเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่คุณสนธิกลับมาสนใจดื่มน้ำปัสสาวะอีกครั้ง!!
       
       ปกติคุณสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นคนที่สุขภาพแข็งแรงมาก เจ็บป่วยยากและหายเร็ว โดยคุณสนธิเป็นคนที่ไม่ใช้ยาแผนปัจจุบันเลย และมีเคล็ดลับในการเข้าซาวน่าด้วยความร้อนสูง แล้วลงแช่น้ำเย็นจัดเป็นการรักษาสุขภาพแบบเซน อันเป็นเทคนิคการคายพิษผ่านทางผิวหนังในรูปของเหงื่อ
       
       คุณสนธิกลับมาดื่มอีกครั้งอย่างเอาจริงเอาจังแล้วทดลองหลายอย่างได้แก่
       
       1. ตื่นเช้ามาใช้น้ำปัสสาวะล้างตา โดยใช้ถ้วยล้างตาโดยลืมตาในถ้วยล้างตาที่ใส่น้ำปัสสาวะ
       
       2. ดื่มน้ำปัสสาวะของตัวเองตอนเช้าและก่อนนอน ปัสสาวะใส่แก้วกรวกคอก่อนแล้วจึงดื่มเข้าไป หลังจากนั้นจึงตามด้วยน้ำอุ่นเล็กน้อย แล้วจึงแปลงฟัน และบางครั้งอาจดื่มมากกว่าวันละ 2 ครั้ง
       
       3. กันน้ำปัสสาวะอีกส่วนใช้ลูบและล้างหน้า และลูบไปทั่วศีรษะ และบางครั้งจะลูบตามแขน
       
       จากการปฏิบัติเช่นนี้เป็นเวลา 1 เดือนมาแล้ว ปรากฏผลลัพธ์ดังต่อไปนี้
       
       1. คุณสนธิปกติเป็นคนสูบบุหรี่ประจำ จึงมักมีอาการไอและเจ็บคอในระหว่างวันเป็นประจำ ผลปรากฏว่าปัจจุบันไอน้อยลงไปมากและไม่เจ็บคอแล้ว และรู้สึกตัวอย่างเห็นได้ชัดว่าพลังเสียงเพิ่มขึ้น
       
       2. คุณสนธิขับถ่ายได้ดีขึ้นมากกว่าเก่าหลังจากดื่มน้ำปัสสาวะเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เพราะน้ำปัสสาวะซึมเข้าระบบขับถ่ายเร็วมาก หลังจากนั้นจะรู้สึกโล่งสบายขึ้น
       
       3. มีผมขึ้นหนาแน่นขึ้นมาใหม่อย่างเห็นได้ชัด และผมที่ขึ้นมาใหม่นั้นเป็นสีดำที่กำลังมาทดแทนผมขาวมากขึ้น
       
       4. ปกติคุณสนธิมีน้ำตาออกมาเองบ่อยครั้ง และมีอาการตาพร่ามัวและน้ำตาไหลเวลาอ่านหนังสือต้องใช้กระดาษชำระซับบ่อยๆ แล้วจึงปรับโฟกัสสายตาใหม่ ปัจจุบันไม่มีน้ำตาไหลออกมาแล้ว และไม่มีอาการตาพร่ามัวแล้ว (หลังจากล้างตาด้วยน้ำปัสสาวะเพียงแค่ 3 วัน)
       
       5. การลูบที่ใบหน้าและตามแขนพบว่ามีการดูดซึมเข้าผิวหนังอย่างรวดเร็วกว่าน้ำปกติ คุณสนธิมีผิวที่ผ่องใสและมีย้ำมีนวลและสีหน้าดีขึ้นอย่างชัดเจน
       
       คุณสนธิ อธิบายว่าการดื่มน้ำปัสสาวะเป็นการฝึกจิตในการก้าวข้ามสมมุติในความรังเกียจที่มนุษย์ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เกิดว่าปัสสาวะเป็นสิ่งสกปรก ดังนั้นคนที่ดื่มได้จึงเป็นการเอาชนะและทัศนอคติของตัวเอง เป็นชัยชนะทางจิตใจที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองไม่ให้ยึดติดกับความรังเกียจที่มนุษย์สมมุติขึ้นมา อีกทั้งจะทำให้เรามีสติในการรับประทานอาหารมากขึ้น ระวังรสอาหารมากขึ้น หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์มากขึ้น ดื่มน้ำคลอโรฟิลมากขึ้น ด้วย
       
       สำหรับท่านที่สนใจในเรื่องปัสสาวะและอยากฟังเรื่องราวการบรรยายเรื่องปัสสาวะ มีให้เลือกได้หลายทาง
       
       1. สำหรับท่านที่ชอบอ่านหนังสือที่อ่านจากผู้มีประสบการณ์ตรงและเขียนทั้งมิติทางศาสนาและวิทยาศาสตร์ตลอดจนรวบรวมกรณีศึกษาในการใช้ปัสสาวะบำบัดได้อย่างน่าอ่านและน่าสนใจคือ หนังสือ "ยาพระพุทธเจ้า น้ำปัสสาวะเป็นยารักษาโรค" เขียนโดย คุณนิดดา หงษ์วิวัฒน์ สำนักพิมพ์ แสงแดด
       
       2. สำหรับท่านที่ชอบอะไรที่เป็นของทางราชการและเชื่อมั่นเฉพาะที่กระทรวงสาธารณสุขเผยแพร่เท่านั้น ให้เข้าเว็บไซต์ของ "สำนักการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข" ซึ่งได้เผยแพร่บทความเรื่อง "การรวบรวมองค์ความรู้ เรื่อง ปัสสาวะบำบัด" จากนางจุฑา ลิ้มสุวัฒน์ นักวิชาการสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขตามลิงก์ด้านล่างนี้
       
       http://www.thaicam.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=183%3A-urine-therapy&catid=49%3A2009-09-09-09-44-27&Itemid=136
       
       3. สำหรับท่านที่ชอบอ่านในหนังสือพิมพ์ ติดตามอ่านหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ (360 องศา) ประจำสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเป็นเล่มสุดท้ายก่อนก้าวเข้าไปสู่การนำเสนอผ่านระบบดิจิตอลและอินเตอร์เน็ท
       
       4. สำหรับท่านที่สนใจอยากฟังจากปาก "หมอเขียว" สามารถเข้าไปชมได้ที่ Youtube และค้นหาคำว่า "หมอเขียว ปัสสาวะ" มี 7 ตอน ดังนี้
       ตอนที่ 1/7
       http://www.youtube.com/watch?v=rNefGdsYrjM&feature=youtube_gdata_player
       ตอนที่ 2/7
       http://www.youtube.com/watch?v=YRyhduCVzC4&feature=youtube_gdata_player
       ตอนที่ 3/7
       http://www.youtube.com/watch?v=vS6fngwXltw&feature=youtube_gdata_player
       ตอนที่ 4/7
       http://www.youtube.com/watch?v=kMCfgo72bOU&feature=youtube_gdata_player
       ตอนที่ 5/7
       http://www.youtube.com/watch?v=exo9pEVrrkc&feature=youtube_gdata_player
       ตอนที่ 6/7
       http://www.youtube.com/watch?v=oBM8fWMtii4&feature=youtube_gdata_player
       ตอนที่ 7/7
       http://www.youtube.com/watch?v=D42GoC7OzBQ&feature=youtube_gdata_player
       
       5. สำหรับท่านที่สนใจในเรื่องนี้และต้องการรับชมผ่านสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV ติดตามชมเรื่องนี้ได้ในวันเสาร์ที่ 31 มีนาคม 2555 รายการ "สภาท่าพระอาทิตย์" ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV เวลา 9.30 น.-11.00 น. แขกรับเชิญได้แก่ คุณนิดดา หงษ์วิวัฒน์ (ผู้เขียนหนังสือ "ยาพระพุทธเจ้า น้ำปัสสาวะเป็นยารักษาโรค") และคุณจูนตัวแทนชาวอโศก ที่จะมาเปิดเผยการดื่มน้ำปัสสาวะพร้อมกับกรณีศึกษาอีกมากมาย สำหรับท่านที่สนใจไม่ควรพลาดรายการนี้

ผมนำ Link มาแปะเพิ่มด้านล่างนี้นะครับผม


 

 ความคิดเห็นที่ 1

17 เม.ย.2555  เวลา 18:43 น.
โดย.. สตัฟฟ์ 183.88.55.201  
2012/03/31 สภาท่าพระอาทิตย์ ช่วงที่2 "ปัสสาวะ"บำบัดโรค
VideoPortal : สภาท่าพระอาทิตย์
31 มี.ค. 55 00:00 น.
2012/03/31 สภาท่าพระอาทิตย์ ช่วงที่1 "ปัสสาวะ"บำบัดโรค
VideoPortal : สภาท่าพระอาทิตย์
31 มี.ค. 55 00:00 น.
2012/03/30 สภาท่าพระอาทิตย์ ช่วงที่4 กฎหมายภาษีที่ดิน
VideoPortal : สภาท่าพระอาทิตย์
30 มี.ค. 55 00:00 น.
แก้ไขใหม่นะครับ Link คลิป VDO ด้านล่าง แปะไม่เรียบร้อยเลยของมาแปะใหม่ครับ


    2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน