การมีชีวิตอยู่อย่างมีชีวิตของ "คิตาโร" -วินทร์


เสียงกลองไทโกกังวานตั้งแต่เช้าจนเย็น เขาตีกลองจนเลือดอาบมือ แทบทุกปีเขาเดินทางมาที่เชิงภูเขาฟูจิ ตีกลองไทโกเพื่อขอบคุณแม่แห่งธรรมชาติ ในวันจันทร์เต็มดวงแห่งเดือนสิงหาคม

โดย.. สร้อย 58.181.232.221   


 

 ความคิดเห็นที่ 1

15 ก.พ.2550  เวลา 12:47 น.
โดย.. สร้อย 58.181.232.221  
การตีกลองเป็นการหวนคืนสู่รากเหง้าของเขา สำหรับเขาดนตรีไม่ใช่เป็นเพียงเสียงแต่เป็นการสื่อสารกับธรรมชาติ และเชื่อมจิตวิญญาณมนุษย์เข้าด้วยกัน เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคนไม่ใช่การมีชีวิตอยู่ แต่คือการมีชีวิตอยู่อย่างมีชีวิต คนตีกลองมีชีวิต คนตีกลองชื่อ คิตาโร คิตาโรอ่านโน้ตดนตรีไม่ออก ไม่เคยเรียนดนตรีจากสถาบันใด แต่ทุกครั้งที่เขาสัมผัสเครื่องดนตรี พลังบางอย่างจะไหลออกจากตัวเขาเชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกับเสียง กลายเป็นเสียงแห่งจิตวิญญาณ คิตาโรบอกว่า ?"ดนตรีนี้ไม่ได้มาจากจิตของผม มันมาจากสวรรค์ผ่านร่างของผมและออกมาทางนิ้วมือและบทเพลง บางครั้งผมก็สงสัยผมไม่เคยฝึก ผมอ่านและเขียนดนตรีไม่เป็น แต่นิ้วมือของผมเคลื่อนไหว ผมสงสัยว่านี่มันเป็นเพลงของใครกัน? ผมเขียนเพลงของผม แต่มันไม่ใช่เพลงของผมหรอก"

 ความคิดเห็นที่ 2

15 ก.พ.2550  เวลา 12:49 น.
โดย.. สร้อย 58.181.232.221  
คิตาโรเป็นลูกชาวนาชินโต ชื่อคิตาโรมาจากตัวละครการ์ตูนทางโทรทัศน์ เขาได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงแบบ R&B (Rhythm and Blues) ของ โอทิส เรดดิ้ง คิตาโรเรียนดนตรีด้วยตนเอง ทั้งกีตาร์ไปจนถึงกลอง เขาพูดถึงเรื่องการเรียนด้วยตัวเองว่า "ผมเพียงแต่เรียนรู้ที่จะไว้ใจหูและความรู้สึกของผม" ระหว่างที่เรียนโรงเรียนมัธยม เขาตั้งวงดนตรีกับเพื่อน พวกเขาเล่นดนตรีในคลับและงานปาร์ตี้ เขาว่า "ในโรงเรียน ผมอยู่ในวงสมัครเล่น ผมเริ่มเล่นกีตาร์แต่เปลี่ยนเป็นคีย์บอร์ด ในการเล่นสดครั้งหนึ่งเมื่อคนเล่นกลองบาดเจ็บเล่นไม่ได้ ผมไม่มีประสบการณ์การเล่นกลองเลยแม้แต่นิด แต่ผมก็ต้องเรียนรู้มัน เพราะผมเป็นหัวหน้าวง และเราต้องเล่นสด ฝีมือกลองของผมไม่ดีเลย แต่เราก็เข็นมันผ่านไปจนได้ ต่อมาคนเล่นเบสกีตาร์บาดเจ็บ ผมก็ต้องเรียนเล่นเบสกีตาร์" เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เขาเล่นเครื่องดนตรีได้หลายชนิด เป็นการฝึกแบบถูกบังคับ! เขาว่า "มันยากสำหรับผม แต่เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก มันสร้างฐานความรู้ในการใช้เครื่องดนตรีทั้งหมดที่ผมใช้ และจำเป็นที่จะใช้สร้างสายทางดนตรีของผมเอง"

 ความคิดเห็นที่ 3

15 ก.พ.2550  เวลา 12:50 น.
โดย.. สร้อย 58.181.232.221  
หลังเรียนจบ เขาต้องการเป็นนักดนตรี คิตาโรไปเล่นตามคลับต่างๆ ในโตเกียวและโยโกฮามา เขาเล่นคีย์บอร์ด จนต่อมาค้นพบซินธิไซเซอร์ เขาบอกว่า "ก่อนอื่น คู่มือการใช้เป็นภาษาอังกฤษ ผมอ่านไม่ออก ผมจึงพยายามสร้างเสียงอะไรสักอย่าง แต่ทำไม่ได้ ผมลองทั้งวัน แต่ก็ไม่มีเสียงอะไรออกมา เพราะผมตั้งโปรแกรมมันไม่เป็น ในที่สุด เสียงแรกก็หลุดออกมาจนได้ เป็นเสียงคล้ายลม แต่ผมดีใจมาก ที่ผมสามารถสร้างเสียงอะไรบางอย่างได้ มันไม่สำคัญว่าเป็นเสียงอะไร..." พ่อแม่ของเขาไม่อยากให้เขามีอาชีพทางดนตรี อยากให้ทำงานในบริษัทในเมืองที่อยู่ คิตาโรจากบ้านมาโดยไม่ได้บอกใคร เขาทำงานทุกอย่างเพื่อให้อยู่ได้ เช่นการทำอาหาร และอื่นๆ และแต่งเพลงตอนกลางคืน

 ความคิดเห็นที่ 4

15 ก.พ.2550  เวลา 12:54 น.
โดย.. สร้อย 58.181.232.221  
ในปี 1977 เขาออกงานอัลบั้มสองชิ้น คือ Ten Kai และ From the Full Moon Story กลายเป็นที่นิยมของพวกนิวเอจ เขาแสดงคอนเสิร์ตซิมโฟนีเล็กๆ ครั้งแรกที่โตเกียว เขาใช้เครื่องซินธิไซเซอร์ สร้างเสียงต่างกันของเครื่องดนตรีต่างๆ 40 ชนิด เป็นครั้งแรกในโลก

 ความคิดเห็นที่ 5

15 ก.พ.2550  เวลา 12:55 น.
โดย.. สร้อย 58.181.232.221  
เขาโด่งดังทั่วโลกจากเพลงประกอบหนังสารคดีโทรทัศน์ ของญี่ปุ่น Silk Road หลังจากนั้นก็ได้เล่นดนตรีกับนักเล่นที่มีชื่อเสียงทั่วโลก ได้รับรางวัลหลายครั้ง รวมถึงเพลงประกอบหนังของ โอลิเวอร์ สโตน เรื่อง Heaven and Earth คิตาโรใช้ชีวิตเรียบง่าย เขาบอกว่า "ธรรมชาติให้แรงบันดาลใจแก่ผม ผมเป็นเพียงคนส่งสาส์น... "สำหรับผม บางเพลงเป็นเหมือนก้อนเมฆ บางเพลงเป็นเหมือนสายน้ำ" แม้ว่าคนจะจัดดนตรีของเขาเป็นแบบนิวเอจ แต่เขาบอกว่า น่าจะเป็นเป็นดนตรีแบบจิตวิญญาณมากกว่า เน้นที่ความอบอุ่น อารมณ์ เขาบอกว่า "ความรู้สึกเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของดนตรีของผม" คิตาโรพิสูจน์ว่า ความรู้ดีมิสู้ประสบการณ์ และประสบการณ์ก็ไม่จำเป็นต้องมาจากการเล่าเรียนตามหลักสูตร ความรู้มาจากการเรียนที่ไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์ การดัดแปลง การเปิดช่องทางออกให้กฎเกณฑ์ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ การเรียนด้วยหัวใจ คนเราสามารถเรียนได้ด้วยตัวเองเสมอ หากเปิดหัวใจออกกว้าง

 ความคิดเห็นที่ 6

15 ก.พ.2550  เวลา 12:58 น.
โดย.. สร้อย 58.181.232.221  
ป.ล. ใช้ความพยายามอยู่นาน กว่าจะโพสบทความนี้ได้สำเร็จ copy มาทั้งดุ้นไม่ได้ เกิด Error Syntax ตลอด ต้อง copy มาทีละนิดๆ อยากให้ทุกคนอ่าน เลยยอม หวังว่าคงสร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คนนะ

 ความคิดเห็นที่ 7

15 ก.พ.2550  เวลา 13:00 น.
โดย.. สร้อย 58.181.232.221  
ลืมบอก เป็นบทความของ "วินทร์ เลียววาริณ" ค่ะ

 ความคิดเห็นที่ 8

15 ก.พ.2550  เวลา 15:25 น.
โดย.. แก่น 203.113.71.200  
- ซินธิไซเซอร์  นี่มันเครื่องอะไรเหรอครับ พอรู้ปะ มันใช่ไอ้เครื่องดนตรีอีเลคทรอนิคที่ต้องเอามือไว้กลางอากาศแล้วขยับมือไปๆมาๆปะครับ ใช่เครื่องเดียวกันปะ
- แล้วช่วงหลังๆนี่วินทร์ เปลี่ยนไปปะ บทความหลังๆมันต่างจากแนวหนังสือที่ผ่านๆมานะผมว่า หรือคิดไปเองไม่รู้สิ แหะๆ

 ความคิดเห็นที่ 9

16 ก.พ.2550  เวลา 12:32 น.
โดย.. สร้อย 58.181.232.221  
เรื่องเครื่อง ซินธิไซเซอร์ นี่พี่ก็ไม่รู้จักเหมือนกัน แต่เป็นเครื่องดนตรีอิเล็กฯ แน่ๆ ส่วนเรื่องบทความของวินทร์เนี่ย น่าจะเป็นว่า มันมีหลายสไตล์การเขียนมากกว่านะ คือ หากเป็นหนังสือก็แนวนึง เรื่องสั้นแนวทดลองก็แนวนึง หรือถ้าเป็นบทความ ก็มีอีกนั่นแหละ ทั้งแบบที่แสดงความคิดเห็นแบบเพียวๆ หรือแบบที่เป็นกลางๆ เน้นสร้างแรงบันดาลใจ แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าแบบไหน คมกริบ ทั้งนั้น


    2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน