มาจากอากาศธาตุ


วันหนึ่งในต้นศตวรรษที่ยี่สิบ สถาบัน เอ็ม. ไอ. ที. ได้รับเงินบริจาคจากชายคนหนึ่งเป็นจำนวนยี่สิบล้านเหรียญสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่ถามชื่อคนบริจาค ได้ความว่าชื่อ Mr. Smith ซึ่งมีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า ‘นิรนาม’

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มิสเตอร์ สมิธบริจาคเงินเพื่อสาธารณชน ชั่วชีวิตของเขา 'มิสเตอร์ สมิธ' บริจาคเงินมากกว่าหนึ่งร้อยล้านเหรียญ ซึ่งมีมูลค่าในปัจจุบันสูงกว่านั้นหลายเท่า

แต่ใครคือ มิสเตอร์ สมิธ ?



วันหนึ่งในปี ค.ศ. 1879 ชายหนุ่มวัยยี่สิบสี่คนหนึ่งวางแผนไปเที่ยว ซานโต โดมิงโก กับเพื่อน เพื่อนบอกให้เขานำกล้องถ่ายรูปไปด้วย

กล้องถ่ายรูปในปลายศตวรรษที่ 19 มีขนาดใหญ่กว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ในสมัยนี้ ต้องใช้ขาตั้งขนาดใหญ่รองรับ การถ่ายรูปนอกสถานที่หมายถึงการแบกเตนท์ไปด้วยเพื่อใช้เป็นที่เก็บกล้อง เพลทถ่ายรูปแบบเปียก สารเคมีถ่ายรูป ขวดแก้ว ที่ยึดเพลทหนักอึ้ง เหยือกน้ำ ฯลฯ

ชายหนุ่มไม่ได้ไปเที่ยว ซานโต โดมิงโก อย่างที่ตั้งใจตอนแรก เขาหันความสนใจไปที่กล้องใหญ่เทอะทะนั้นแทนที่

ชายหนุ่มคนนี้ชื่อ จอร์จ อีสท์แมน

เรียนไม่จบ ออกจากโรงเรียนกลางคันตอนอายุสิบสี่ เพราะความจำเป็นของครอบครัว เริ่มทำงานเป็นเด็กส่งของในสำนักงานประกันภัย ค่าจ้างอาทิตย์ละสามเหรียญ เลี้ยงแม่และน้องสาวสองคน น้องสาวหนึ่งคนพิการ และต่อมาเป็นเสมียนธนาคาร อาทิตย์ละสิบห้าเหรียญ

อีสท์แมนอ่านเจอในนิตยสารฉบับหนึ่งว่า ช่างภาพอังกฤษคนหนึ่งทำน้ำยาเจลาตินขึ้นมาใช้เอง เมื่อฉาบเพลทถ่ายรูปด้วยสารนี้ จะทำให้ถ่ายรูปเมื่อใดก็ได้

ช่วงสามปีนั้น เขาทำงานธนาคารตอนกลางวันเพื่อเลี้ยงชีพ กลางคืนทำงานส่วนตัวในครัวเพื่อเลี้ยงฝัน

เขาเกิดความคิดว่าโลกจะเป็นอย่างไร หากเพียงเขาทำให้การถ่ายรูปง่ายขึ้นเหมือนกับการใช้ดินสอ

แล้วฟิล์มถ่ายรูปก็ถือกำเนิดขึ้นในโลก



กล้องถ่ายรูปโกดักปรากฏตัวในโลกในปี 1888 ด้วยสโลแกน "You press the button, we do the rest" (คุณกดปุ่ม เราทำที่เหลือ) มันปฏิวัติวงการถ่ายรูปทันที

กล้องที่เขาทำออกมาขายสามารถถ่ายภาพได้ 100 ภาพด้วยฟิล์มหนึ่งม้วน ราคา 25 เหรีียญ เมื่อถ่ายรูปแล้วก็ส่งกลับมาให้ทางโรงงานล้างในราคา 5 เหรียญ แล้วจะส่งม้วนใหม่ไปให้

ชื่อ Kodak นี้มาจากอากาศธาตุ ไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ



ปรัชญาการทำงานของอีสท์แมนไม่เหมือนผู้นำธุรกิจอื่นๆ เขาเชื่อในปรัชญา "มีสุขร่วมเสพ มีภัยร่วมต้าน"

เขาเชื่อว่าลูกจ้างของเขาสมควรได้รับมากกว่าแค่ค่าจ้าง ซึ่งเป็นวิธีการคิดที่ล้ำหน้ามากในสมัยนั้น

เขาแบ่งส่วนแบ่งให้ลูกจ้างในรูปของเงินปันผล ทำงานยิ่งนาน ก็ได้ส่วนแบ่งยิ่งมาก ในปี 1919 เขามอบหนึ่งในสามของหุ้นบริษัทแก่พนักงาน มูลค่าสิบล้านดอลลาร์ นอกเหนือจากสวัสดิการอื่นๆ อีกมากมาย

อีสท์แมนเห็นว่า ความรุ่งเรืองขององค์กรไม่ได้อยู่ที่การประดิษฐ์ของใหม่ หรือลิขสิทธิ์ แต่อยู่ที่ความรู้สึกและความจงรักภักดีของพนักงาน เขาเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการไม่ใช่เพราะเก่งอย่างเดียว แต่ที่ขนาดของหัวใจด้วย

เขามอบเงินคืนกำไรให้สังคมมาตลอด ให้เงินสถาบันต่างๆ มากมาย บางทีี่โดยไม่ใช้ชื่อจริง เช่น มอบเงินให้สถาบัน เอ็ม. ไอ. ที. ยี่สิบล้านเหรียญ ในชื่อ Mr. Smith สร้างโรงเรียนสอนดนตรี โรงละคร วงออเคสตรา โรงพยาบาล สถานทำฟัน ฯลฯ

ครั้งหนึ่งเมื่อเซ็นเช็คเงินบริจาคสามสิบล้านเหรียญ เขาวางปากกาและบอกว่า “เออ! ตอนนี้ผมรู้สึกดีขึ้นมากเลยว่ะ”

เขาเป็นคนสมถะ ไม่ชอบสังคม ที่น่าขัดแย้งคือ เขาถูกถ่ายรูปน้อยมาก เขาบอกว่า "สิ่งที่เราทำระหว่างชั่วโมงทำงานของเรากำหนดสิ่งที่เรามี สิ่งที่เราทำในชั่วโมงผ่อนคลายกำหนดสิ่งที่เราเป็น"

จวบจนปัจจุบัน สถาบัน เอ็ม. ไอ. ที. ก็ยังคงระลึกถึงชื่อมิสเตอร์สมิธไม่เสื่อมคลาย

ในช่วงสองปีสุดท้ายของชีวิต เขาป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลังที่รักษาไม่ได้ ใช้ชีวิตไม่ได้ตามปกติ ทรมานมาก เดินเหินลำบาก เขาไม่อยากคิดว่าตนเองจะนั่งบนเก้าอี้เข็นตลอดชีวิตที่เหลือ

เขาไม่ชอบเป็นภาระกับใคร



อีสท์แมนเลือกจากโลกไปด้วยวิธีการของเขาเองในวันที่ 14 มีนาคม 1932 อายุ 77 ปี

เขายิงตัวตายด้วยปืนพกที่ตำแหน่งหัวใจ เขียนจดหมายลาตายว่า “งานของฉันเสร็จแล้ว ทำไมต้องรอ?”

ชีวิตของเขาก็เช่นชื่อสิ่งประดิษฐ์ของเขา มาจากอากาศธาตุ ไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ

และเมื่อไม่ต้องใช้ร่างกายนี้แล้ว ก็คืนมันสู่ผืนดิน...


(พิมพ์ครั้งแรก เปรียว 2549)


วินทร์ เลียววาริณ
www.winbookclub.com
24 พฤศจิกายน 2549

โดย.. สร้อย 203.156.185.93   


 

 ความคิดเห็นที่ 1

1 ธ.ค.2549  เวลา 17:50 น.
โดย.. คดท 202.44.210.31  
อ่านจบ 1 เที่ยว หักมุก (กล้วย) เลยนะ....


    2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน