16 ข้อ แห่งความยิ่งใหญ่ของเวียดนามเหนือไทย


16 ข้อ  แห่งความยิ่งใหญ่ของเวียดนามเหนือไทย

ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

 

คือคนไทยส่วนใหญ่เกิดมาแล้วชีวิตไม่ลำบากยากเข็ญก็เลยไม่ค่อยขยันและอดทน  ชอบแต่ความสะดวกสบาย  คือหนักไม่เอาแต่เบาสู้ (เอา)  เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องมากกว่าชาติบ้านเมือง  มุ่งแต่จะแสวงหาผลประโยชน์ทุกวิถีทางโดยไม่คำนึงว่าสิ่งที่ได้มานั้นจะถูกทำนองคลองธรรมและสุจริตหรือไม่  ขอให้ได้มาเท่านั้น  ดำเนินชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อไม่รู้จักมัธยัสถ์และอดออม  ไม่ฟังคำตักเตือนของใครทั้งสิ้น  ข้อสำคัญประการหนึ่งคือลืมขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทยจนหมดสิ้น  ความเป็นคนไทยที่ดีไม่เหลือแล้วในหมู่คนไทยรุ่นใหม่  ไม่มีความรักชาติ  ศาสน์ กษัตริย์  ขาดความรักและเคารพผู้อาวุโส  ผมไม่รู้จะแก้อย่างไรเหมือนกันทุกวันนี้ก็ได้แต่สอนลูกหลานให้เป็นคนดีอย่าเห็นแก่ตัว  ให้รักชาติ  ศาสน์ กษัตริย์  รักและภูมิใจในความเป็นคนไทยที่ดีเท่านั้นเอง  เคยเปรยๆ กับคุณดีนว่า อยากให้เครื่องแบบเด็กนักเรียนของเราเริ่มแต่ชั้นอนุบาล  ชั้นประถม นุ่งผ้าถุง  เพื่อให้มีความสำนึกในความเป็นไทย
 
สงครามเวียดนามทำให้ประเทศเขาบ้านแตกอย่างไม่มีชิ้นดี  สงคราม

เวียดนามเพิ่งยุติมาเกือบ 30ปี นี้เอง  แต่ทำไมประเทศเขาจึงฟื้นมาได้อย่างดีเช่นนี้  ลองอ่านและวิเคราะห์ข้อเขียนข้างล่างนี้ดูนะครับ
 
จริงแล้วเวียดนามไม่ได้มีอะไรดีกว่าไทยเลย  แต่ว่าเรา
 
1)  คนไทยเห็นแต่ผลประโยชน์ของตัวเองเป็นใหญ่
 
2)  อิจฉาริษยาเห็นใครดีกว่าไม่ได้
 
3)  เอาฐิติและความเชื่อมั่นของตัวเองเป็นใหญ่
 
4)  มองตัวเองเป็นพี่ใหญ่  ดีกว่า  เก่งกว่า  เจริญกว่า ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร  มองฐานะตัวเองสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
  
บ้านเมืองเราที่วุ่นวายอยู่ทุกวันนี้และจะเป็นอย่างนี้ต่อไปเพราะอะไรครับ ช่วยกันคิดและช่วยกันเปล่งเสียงดังๆ ว่า

" หยุดเถิดองคุลิมาน "  " สงครามไม่มีผู้ชนะ "
 
 

ตอนนี้เวียดนามกำลัง " ฮิต " ติดตลาด มีคนสนใจไปลงทุนกันมากมาย... มีเสน่ห์มากกว่าไทยด้วยซ้ำไป  เวียดนามยังไม่อาจไล่ทันไทยในเร็ววันนี้หรอกครับ (ปลอบใจสักหน่อย).  แต่มีศักยภาพที่จะยิ่งใหญ่เหนือไทยได้ในวันหน้า... เราควรสังวรและพิจารณาให้ดี หลายเรื่องเราควร " เอาเยี่ยงกา " มาลองดูกันครับ

 

1. สนามบินสะดวกกว่าไทย

อันที่จริงสนามบินหลายแห่งในประเทศไทยทันสมัยกว่าสนามบินกรุงฮานอยและนครโฮชิมินห์  แต่ที่เวียดนาม  เครื่องบินจอดถึงงวงเสมอ... ไม่ต้องต่อรถโค้ชให้เสียอารมณ์แบบบ้านเรา  และที่สำคัญในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า  นครโฮชิมินห์จะมีสนามบินใหม่ที่ใหญ่กว่าสุวรรณภูมิของเราในขณะนี้เสียอีก

2. คนเวียดนามรักชาติ

ไม่ต้องดูอื่นไกล เขานิยมอาหารของเขาเอง.. ประเภทอาหารแฟชั่น/ขยะของฝรั่งเข้าไปตีกินในประเทศเขาได้ยาก... คุณสมบัติที่ไม่ยอมเป็นเมืองขึ้น (แม้ทางความคิด) กับใครเช่นนี้เชื่อว่าเหนือกว่า " เลือดไทย " ที่ทำท่าจะเจือจางลงทุกวัน

3. "ผ้าขี้ริ้วห่อทอง"

คนเวียดนามที่เราเห็นแต่งตัวดูปอนๆ นั้น... เขาชอบสะสมทอง ว่างๆ ก็เอามาชื่นชมเล่นเงียบๆ... เขาไม่ต้องการทำตัวหรูหรา… เพราะเดี๋ยวถูกเพ่งเล็ง เขามีเงินสะสมไว้มาก แต่ไม่เปิดเผย... ซื้อของก็มักใช้เงินสด  ซื้อบ้านอาจมีกู้เงินบ้าง  แต่ก็ยังจำกัดมาก

ข้อนี้อาจทำให้ระบบการเงินของประเทศไม่หมุนเวียนมากนัก… แต่ผมก็ยังนิยมความมัธยัสถ์... มากกว่าการสุรุ่ยสุร่าย สังเกตง่าย ๆ.... อีกอย่างหนึ่งก็คือสนุนราคาของอาหารเวียดนามนั้น…. หาได้ถูกกว่าไทย.... มาตรฐานค่าครองชีพไม่ได้ต่ำกว่าไทยเลย... นี่แสดงว่า.... เขามีแหล่งรายได้ที่ไม่เปิดเผยหรือรับ job ทำงานพิเศษต่าง ๆ…. ไม่ใช่กินแต่เงินเดือนปกติ

4. คนเวียดนามชอบค้าขาย

เปิดร้านค้าขายแทบทุกหัวระแหง ในทุกท้องที่มีสินค้าครบถ้วนไม่ต้องไปเดินห้างใหญ่หรือไม่ต้องไปย่านการค้าใด... ด้วยความนิยมค้าขายโดยสายเลือดบวกกับความขยันขันแข็งเช่นนี้... โอกาสที่เวียดนามจะแซงไทยได้  คงไม่ไกลเกินเอื้อม

5. มีขอทานน้อยกว่าไทย

ในนครโฮชิมินห์ ที่มีประชากรไม่แพ้กรุงเทพมหานคร... แต่แทบจะหาขอทานไม่พบ  มีแต่คนอุ้มลูกจูงหลานมาขายหมากฝรั่งให้พอรำคาญเล่น คนใจอ่อนก็อุดหนุนกันไปบ้าง  แต่ประเภทเป็นขอทานแท้ๆ... แทบไม่เคยพบ  ทางการเขาเอาจริง  จับและกวาดต้อนไปฝึกอาชีพ.... ไม่ปล่อยให้เกลื่อนถนนแบบไทยที่มีกระทั่งขอทานเขมรมาเพ่นพ่านเต็มไปหมด (น่าอนาถแท้ๆ ประเทศไทย)

 

6. (แทบ) ไม่มีปัญหายาเสพติด หรือเด็กเกเร-อันธพาล

ที่เวียดนามใครขืนเสพหรือค้ายาเสพติด... มีโอกาสเกิดใหม่สูงมาก.... เขาไม่ค่อยขังให้เปลืองข้าวแดงเสียด้วย… ย่านอิทธิพลค้ายาหรือขาใหญ่แบบสลัมเมืองไทย... แทบหาไม่ได้… ที่เคยมีก็ถูกรื้อไปสร้างแฟลตกันแทบหมดแล้ว

7. เศรษฐกิจ " กระดี๊กระด๊า " ดูดีไปหมด!  ทั้งนี้เพราะเติบโตปีละ 7-10% มาหลายปี

ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เวียดนามก็กระอักแบบไทย... แต่ฟื้นตัวเร็วกว่าและฟื้นตัวอย่างมั่นคงกว่าไทยมาก... อนาคตของประเทศแลดูสดใส อยู่ในช่วงขาขึ้น... มีการพัฒนาสาธารณูปโภคอย่างขนานใหญ่และต่อเนื่อง

8. ให้การต้อนรับกระทั่งมหาวิทยาลัยต่างชาติ

นี่เป็นมิติที่ขอย้ำถึงการส่งเสริมการลงทุนของต่างชาติในเวียดนาม..มหาวิทยาลัยชั้นนำของต่างประเทศสามารถเข้าไปตั้งสาขาได้.... ผิดกับของไทยที่กีดกันมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศ... มหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งกลัวการออกนอกระบบ.. เพียงเพราะเกรงใจอาจารย์ที่เป็นข้าราชการ...จะสูญเสียผลประโยชน์.... แต่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของนักศึกษาและประเทศชาติ

9. แทบหา " บ้านว่าง " (บ้านที่สร้างเสร็จแต่ไม่มีผู้เข้าอยู่) ไม่ได้เลย

ที่อยู่อาศัยทุกระดับราคาต่างมีคนเช่าหรือซื้ออยู่อาศัย  ที่ว่างมีไม่ถึง

5-10%  นี่แสดงว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจของอสังหาริมทรัพย์… แทบไม่ปรากฏให้เห็นในเวียดนามเลย

10. ระบบผ่อนบ้านมีหลักประกัน (ของไทยยังล้าหลังกว่า!)

ในเวียดนามบ้านสร้างเสร็จก็แสดงว่า.... การผ่อนชำระค่าบ้านเสร็จพอดี...ซึ่งเป็นลักษณะ escrow account ที่ป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการ... นำเงินไปหมุนทางอื่นหรือนำไปซื้อรถเมอร์เซดีส.... โครงการต้องนำเงินงวดของการผ่อน.... มาก่อสร้างบ้านจนแล้วเสร็จและหากใครจะขอกู้ .... ก็ต้องติดต่อสถาบันการเงินให้แล้วเสร็จโดยเร็ว.... เมื่อสถาบันการเงินตกลง....สถาบันการเงินนั้น... ก็จะผ่อนชำระกับโครงการจนแล้วเสร็จแทนเราต่อไป

11.กล้าย้ายสถานที่ราชการออกนอกเมือง แล้วนำที่ดินทำเลทองมาพัฒนา

ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือหรืออื่นๆ ในฟิลิปปินส์ถึงขนาดย้ายค่ายทหารออกไปนอกเมือง เพื่อนำที่ดินทำเลทองมาพัฒนาเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ... แต่สำหรับไทย  คงทำไม่ได้เพราะ " เขตทหารห้ามเข้า " (ฮา)  หรือเพราะเรามัก " เจาะยาง " ด้วยการตีขลุมว่า ... ขืนเอาทรัพย์สินไปหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์.... อาจเกิดการการฉ้อราษฎร์บังหลวง.. นี่คือกระบวนการกีดกัน/ยับยั้งความเจริญของชาติอย่างแท้จริง

12. กฎหมายเวนคืนศักดิ์สิทธิ์ทางราชการ

เวียดนามสามารถย้ายชาวบ้านได้ทุกบริเวณที่ต้องการ.... อาจมีอิดออดบ้าง แต่ต้องไปภายในเวลาที่รวดเร็ว .... จะมาอ้างรักถิ่นฐานอนุรักษ์เครือข่ายเพื่อนบ้านหรือรักษาจิตวิญญาณชุมชน ไม่ได้เด็ดขาด.... และโดยความศักดิ์สิทธิ์นี้เอง.... พื้นที่แปลงขนาดใหญ่จึงสามารถนำมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที... นี่เป็นจุดเด่นสำคัญที่ทำให้เวียดนามก้าวล้ำนำไทยที่  " ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก " เช่นทุกวันนี้

13. กฎหมายมีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

บางครั้งแม้แต่ข้าราชการยังตามไม่ทัน.... แต่เป็นข้อดีอย่างยิ่งที่ทำให้กฎหมายสามารถตอบสนองสถานการณ์ใหม่ๆ ของการพัฒนาประเทศ ....ไม่เหมือนไทย  ที่การแก้ไขกฎหมายเพื่อชาติและประชาชนเชื่องช้าเป็นที่สุด.... เช่น เรามี พรบ. ผังเมืองตั้งแต่ 2475  แต่มีผังเมือง กทม.  ฉบับแรกเมื่อปี 2535 หรืออีก 60 ปีถัดมา!  เพราะชนชั้นนำของประเทศ... ไม่ต้องการให้ที่ดินของตนเสียผลประโยชน์นั่นเอง.

14. ปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างจริงจัง

ท่านเชื่อหรือไม่กัปตันเครื่องบินเวียดนามแอร์ไลน์... ถูกไล่ออกเพียงเพราะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าประเทศ... มูลค่าเพียงหลักแสนบาท... โดยไม่ผ่านด่านศุลกากร .. นักฟุตบอลเวียดนาม 4 คน.... ที่ไปรับสินบนในงานแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่ฟิลิปปินส์เมื่อปี 2548… ขณะนี้ยังติดคุกหัวโตอยู่เลย

เรื่องนี้ประเทศไทยในยุคคุณธรรมนำการเมือง.... เทียบอะไรเขาได้หรือไม่

15. การเมืองเวียดนามมีแต่ความมั่นคง ไม่มีรัฐประหาร

ผมได้รับเชิญจากสมาคมนายธนาคารมาเลเซีย (Malaysian Investment Bankers Association) ไปพูดที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เขาบอก (เชิงขอบคุณประเทศไทย) ว่า หลังรัฐประหารของไทย... มาเลเซียได้รับอานิสงส์ไปเต็ม ๆ... เงินลงทุนแทนที่จะมาไทย.... กลับไปมาเลเซีย ... ที่เวียดนามก็เช่นกัน...นักลงทุนไปกันมากมาย.... นักลงทุนทั่วโลกแทบจะข้ามหัวประเทศไทยไปหมด... เพราะเขาไม่นิยมรัฐประหาร!

16. ข้อสุดท้ายนี้น่ากลัวที่สุดกล่าวคือ....

เวียดนามกำลังรวมตัวกัน.... แต่ไทยกำลังจะแตก.... นับจากสิ้นสุดสงครามเวียดนามเมื่อ 30 ปี ที่ผ่านมา.... เวียดนามเป็นปึกแผ่นแน่นแฟ้นยิ่งๆ  ขึ้น.... คนเวียดนามโพ้นทะเล  ส่งเงินกลับบ้านจำนวนมหาศาลถึง 150,000 ล้านบาท  แต่ประเทศไทยของเรากลับกำลังจะแตกแยก... ภาคใต้ไม่แน่ว่า... จะต้องปล่อยให้ปกครองตนเองหรือกลายเป็นประเทศอิสระในไม่ช้าไม่นานนี้ (โอมเพี้ยง ขอให้เดาผิด).... การแตกแยกคุกรุ่นของคนในประเทศ... กลับยิ่งเพิ่มขึ้นหลังรัฐประหาร.... ไทยกับเวียดนามสวนกระแสกันอย่างนี้

....แล้วไทยจะเหลือหรือ.... ผมไม่ได้เชียร์เวียดนาม.... แต่หวั่นใจว่าไทยเราจะถอยหลัง... ก็ได้แต่หวังว่าข้อคิด 16 ข้อนี้จะทำให้เราได้ " เสียวสันหลัง "  กันเสียบ้าง  ปรองดองกันเถอะครับ  จำไว้ว่า  จะเข่นฆ่ากันทำไม…

หมายเหตุ

ดร.โสภณ พรโชคชัย เคยเป็นที่ปรึกษารัฐบาลเวียดนาม... ด้านการวางระบบการประเมินค่าทรัพย์สินประจำการอยู่ที่กรุงฮานอย… แต่ได้เดินทางไปศึกษาเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในนครอื่นด้วย…

ดร.โสภณ มีอาชีพเป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ และยังเป็นกรรมการที่ปรึกษาหอการค้าไทยสาขาอสังหาริมทรัพย์...

ผู้แทนสมาคมประเมินค่าทรัพย์สินนานาชาติ (IAAO) ประจำประเทศไทย

และกรรมการสภาที่ปรึกษา Appraisal Foundation ซึ่งก่อตั้งโดยสภาคองเกรสเพื่อการควบคุมการประเมินค่าทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกา

Email: sopon@thaiappraisal.org  


โดย.. เจียง 118.173.51.121   


 

 ความคิดเห็นที่ 1

21 ก.ค.2553  เวลา 22:09 น.
โดย.. The'Deamz 118.173.135.119  
ผมเชื่อว่ามีมากกว่า 16 ข้อที่ไทยเหนือเวียดนาม

 ความคิดเห็นที่ 2

21 ก.ค.2553  เวลา 22:49 น.
โดย.. Jit 118.173.173.47  

เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อสุดท้าย

 ความคิดเห็นที่ 3

22 ก.ค.2553  เวลา 08:14 น.
โดย.. Kantang Port 118.173.127.97  
ไม่ได้ชื่นชมเวียดนาม แต่อยากบอกคนไทยว่า มันคือเรื่องจริง แต่สำหรับคนไทยบางคนแล้ว ต้องมีข้อแก้ตัวเสมอ

 ความคิดเห็นที่ 4

22 ก.ค.2553  เวลา 09:39 น.
โดย.. ไท 118.173.163.180  

อ่านแล้ว หากมองในเชิงบวก ถือเป็น "ข้อคิด เตือนสติ" ได้เป็นอย่างดี  .. อะไรที่เป็นแบบอย่างที่ดี ของเขา

เราควรนำมาใช้ .. แต่ปัญหาลึกๆของสังคมไทยคือ เรามีวัฒนธรรม ที่เป็นโครงสร้างของสังคมไทยคือ "การยึด

มั่น ถือมั่นในตัวบุคคล มากกว่ากฎหมาย หรือระเบียบของสังคม"  ...สิ่งเหล่านี้ ได้ส่งผลต่อ "ความเป็นธรรมใน

สังคม"  พิสูจน์ง่ายๆ ท่านลองมองรอบๆตัวท่านในที่ทำงานซิ  จะพบว่า ใคร "คือเด็กของใคร" ใครมีเส้นสาย

ยิ่งใหญ่แค่ไหน  .. สังคมไทย ส่วนใหญ่ชอบใช้ "วิชามาร"  .. คนเก่ง ถ้าเส้นไม่ดี ก็ไม่มีทางเก่ง .. สุดท้าย

สังคมก็ยากที่จะพัฒนา ให้ก้าวไปสู่ "อารยะประเทศ" 


 ความคิดเห็นที่ 5

26 ก.ค.2553  เวลา 19:36 น.
โดย.. ๏มัJกSน้๏€๏— 180.183.175.18  

เวียดนาม เมืองสกปรก

กินหมา

ผู้หญิงดูรุนแรง

กินข้าวมูมมาม

 

ข้าวของแพง

ไม่มีรถไฟฟ้าใต้ดิน

 

 

แล้วข้อ 16 นี่จะให้ทำยังไงเหรอครับ ก็ได้แต่ทำงานอยู่บ้าน นอน ไปวัน ๆ เราไม่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการตรงนั้น

เห้อ นี่แระ น่าเบื่อ

 

ไม่เห็นมีใครกล่าวบ้างเลย


 ความคิดเห็นที่ 6

27 ก.ค.2553  เวลา 07:19 น.
โดย.. o มู๋แซม o 118.173.126.234  
ผมเห็นด้วยกับคุณไท คห.ที่4 นะคับ ถึง คห. ข้างบนคับ มองแต่จุดด้อยของคนอื่น จนทำให้หลงระเริงคิดว่าตนเองเหนือกว่า...

 ความคิดเห็นที่ 7

27 ก.ค.2553  เวลา 07:23 น.
โดย.. o มู๋แซม o 118.173.126.234  
ถ้าหาก 16ข้อดังกล่าวของเวียดนาม ยังสามารถทำได้ดีต่อไปและเข้มแข็งต่อไป อีกเพียง 5-10 ปี หลายๆคนก็พูดไม่ออกละมั้งครับ ว่าใคร มั่นคงกว่า

 ความคิดเห็นที่ 8

27 ก.ค.2553  เวลา 15:54 น.
โดย.. pick 119.42.87.171  
ถ้าคุณใด้สัมผัสกับคนเวียดนามแล้วละก้อ คุณจะรู้ว่าไทยไม่สามารถสู้เวียดนามใด้เลย ไม่ว่าด้านใหน

 ความคิดเห็นที่ 9

27 ก.ค.2553  เวลา 16:05 น.
โดย.. pick 119.42.87.171  

พม่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่ากลัว หากใด้ประชาธิปตัย

คนไทยส่วนมากชอบดูถูกคนที่ด้อยกว่า ประเทศที่ด้อยกว่า เช่น

ใอ้พวกลาว ใอ้พม่า ใอ้เขมร ติดนิสัยคนใทยมาตลอดและยังคงเป็น

แบบนั้นตลอดไป ซึ่งประเทศพวกนั้นเขาแซงหน้าเราไปหมดแล้ว

รู้เปล่า หากไทยไม่เปลียนนิสัยที่เป็นอยู่ คงใด้ดังแต่ท่อครับ เพราะล้อมันหมุนไม่ทันเขา


 ความคิดเห็นที่ 10

29 ก.ค.2553  เวลา 09:45 น.
โดย.. CBR150 118.173.126.104  

คนไทยขาดความเป็นชาติยิยม ดูตัวอย่างเเค่น้ำชาใส่น้ำตาลใช้ชื่อภาษาต่างชาติขายตั้ง20บาท



    2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน