เลือกตั้งเหลี่ยมจัด จะต้อง “โมฆะ”


เลือกตั้งเหลี่ยมจัด จะต้อง “โมฆะ”

 

ดร.เจิมศักดิ์  ปิ่นทอง

 

               การเลือกตั้ง ๒ เมษายนที่ผ่านมา รวมถึงการเลือกตั้งใหม่ ๒๓ เมษายนที่กำลังจะถึง  ล้วนเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ใช่ “การเลือกตั้งที่แท้จริง”  แต่เป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมือง โดยนักการเมือง และเพื่อนักการเมืองอย่างแท้จริง

               ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกเอาไว้ว่า  การเลือกตั้งครั้งนี้เป็น “การเลือกตั้งเหลี่ยมจัด” ที่สุด !

              

               เหลี่ยมเลือกตั้ง

               ๑) กกต. ประกาศวันรับสมัครและกำหนดวันเลือกตั้งโดยมิชอบ ปรึกษาแต่รัฐบาลฝ่ายเดียว และที่สำคัญที่สุด  ในการกำหนดวันประกาศรับสมัคร  กกต.ที่มีอยู่ ๔ คน ก็มิได้ประชุมร่วมกันทั้งหมด เพราะในขณะนั้น พลเอกจารุภัทร เรืองสุวรรณ อยู่ต่างประเทศ

               ๒) กกต.บางคนถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการแก้หลักฐานของผู้สมัครพรรคเล็ก เพื่อตบตาว่ามีคุณสมบัติ สังกัดพรรคก่อน ๙๐ วัน เพื่อจะได้ลงสมัครประดับสนามเลือกตั้งให้พรรคใหญ่  การกระทำนี้มีโทษตามกฎหมายถึงขั้นยุบพรรค ทั้งพรรคที่แก้หลักฐานและพรรคที่ว่าจ้างให้กระทำการ  เมื่อถูกเปิดโปงเสียแล้ว จึงปรากฏผลต่อมาว่า มีผู้สมัครพรรคเล็กถูกตัดสิทธิมากกว่า ๔๐๐ คน

               ๓) กกต.ยังไม่วินิจฉัยคำร้องกรณีหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยสัญญาว่าจะให้ ชักจูง จูงใจด้วยผลประโยชน์  ไม่ว่าจะเป็นการสัญญาว่าจะให้คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คแก่ลูกหลานผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง  การสัญญาว่าจะให้เงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ผ่านโครงการเอสเอ็มแอล   ทั้งๆ ที่การกระทำนี้มีโทษร้ายแรงถึงขั้นตัดสิทธิเลือกตั้ง ให้ใบแดงทางการเมือง และมาตรา ๑๔๗ ระบุชัดว่า เมื่อมีการกล่าวหาจะต้องเร่งสอบสวนโดยพลัน

๔) การจัดคูหาเลือกตั้งโดยให้ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งหันหลังออกมาด้านนอกคูหา ทำให้ผู้สังเกตการณ์อยู่ในบริเวณคูหาสามารถล่วงรู้ได้ว่า ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งกาช่องใด  เพราะในการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่วนใหญ่มีผู้สมัครจากพรรคเดียว เบอร์เดียว ซึ่งช่องลงคะแนนอยู่ส่วนบนของบัตรเลือกตั้ง ในขณะที่ช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนนอยู่ส่วนล่างของบัตร ดังนั้น หากเพียงเห็นว่าผู้ใช้สิทธิกาส่วนล่างหรือส่วนบน ก็ทราบได้แล้วว่า ผู้ใช้สิทธิตัดสินใจอย่างไร

               การกระทำเช่นนี้ เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ  ผิดกฎหมายที่บัญญัติให้การใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนเป็นความลับ สุ่มเสี่ยงกับการควบคุมการลงคะแนนเสียงของประชาชนโดยหัวคะแนนภายใต้ระบบอุปถัมภ์ในต่างจังหวัด

               ๕) การติดชื่อผู้สมัคร และเบอร์ผู้สมัครเหนือคูหาเลือกตั้ง โดยที่ส่วนใหญ่มีผู้สมัครจากพรรคเดียว เบอร์เดียว จึงมีผลเป็นการจูงใจ ชี้นำ การใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชน  เพราะไม่มีการติดป้ายแนะนำสิทธิในการลงคะแนนของประชาชนในช่องทางอื่นๆ เพื่อเป็นทางเลือก ไว้ในบริเวณเดียวกัน อาทิ การกาช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนน เป็นต้น 

               ๖) กรรมการการเลือกตั้งในระดับจังหวัด ไม่ผ่านกระบวนการสรรหาที่กว้างขวาง โปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน  เพราะมากกว่าครึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดได้มาจากการแต่งตั้งขึ้นมาเอง

               ยิ่งกว่านั้น กรรมการการเลือกตั้งชุดนี้ ยังมีข้อครหาอย่างร้ายแรงหลายประการ จนกระทั่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น กกต.สีเทา ที่กำลังรอเวลาขึ้นศาลเท่านั้นเอง 

               ๗) เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง ไม่ขานชื่อและที่อยู่ของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ดังๆ ตามกฎหมายเลือกตั้ง มาตรา ๕๔ มาตรา ๑๗ ทำให้อาจจะมีขบวนการสวมสิทธิ ลงคะแนนแทนผู้มีสิทธิตัวจริง

               ๘) การดำเนินการเปิดรับสมัครใหม่กระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  กรณีเขตเลือกตั้งจังหวัดสมุทรสาครมีการเปิดรับสมัครก่อนการเลือกตั้งเพียง ๒ วัน  กรณีเขตเลือกตั้งจำนวน ๓๘ เขตที่ผู้สมัครพรรคเดียวได้คะแนนไม่ถึงร้อยละ ๒๐ ในการเลือกตั้ง ๒ เมษายน ก็ไม่ใช้ผู้สมัครชุดเดิม แต่มีการเปิดรับสมัครใหม่ ทั้งๆ ที่มิได้ออกพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งใหม่ เป็นการกระทำขัดต่อกฎหมาย เพื่อเอื้อประโยชน์ให้พรรคไทยรักไทย ให้หลีกพ้นจากเกณฑ์ที่ต้องได้คะแนนมากกว่าร้อยละ ๒๐  ขัดแย้งกับการเลือกตั้งในอดีต ดังเช่นการเลือกตั้ง ส.ว.ที่เคยต้องเลือกใหม่ ๕-๖ ครั้ง ก็ยังใช้ผู้สมัครชุดเดิมทั้งหมด โดยไม่สามารถเปิดรับสมัครใหม่ได้

                

               ผลการเลือกตั้งที่อัปลักษณ์

               ๑) การเลือกตั้งครั้งนี้ มีพรรคการเมืองใหญ่พรรคเดียวลงสมัครรับเลือกตั้ง ถูกคว่ำบาตรจากพรรคการเมืองฝ่ายค้านเดิม  ลงสมัครคนเดียว  พรรคเดียว  ประชาชนตกอยู่ในสถานะเหมือนถูกมัดมือชก

               ๒) ประชาชนจำนวนมาก ได้แสดงออก สะท้อนความอึดอัด การถูกมัดมือชก ถูกข่มขืนจิตใจ และไม่พอใจต่อการเลือกตั้งอย่างโจ่งแจ้ง มีทั้งการเขียนด่าลงในบัตรเลือกตั้ง  การฉีกบัตรเลือกตั้ง การเจาะเลือดกากบาทแทนปากกา การไม่ไปเลือกตั้ง ฯลฯ

               ๓) การเลือกตั้งครั้งนี้ มีประชาชนมาใช้สิทธิเพียง ๒๙ ล้านเสียง ไม่ถึงร้อยละ ๖๕ ของผู้มีสิทธิทั้งประเทศ เท่ากับว่า มีผู้ไม่ออกมาเลือกตั้งมากกว่า ๑๖ ล้านเสียง ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา โดยที่จำนวนไม่น้อย ไม่ออกมาเลือกตั้งเพราะเบื่อหน่ายและไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งครั้งนี้

ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า มีประชาชนเลือก No Vote หรือไม่ลงคะแนน จำนวนมากถึง ๑๐ ล้านเสียง  ในขณะที่มีบัตรเสียกว่า ๓ ล้านเสียง โดยบัตรเสียจำนวนมาก เป็นการเขียนด่าหัวหน้าพรรคไทยรักไทย

๔) การเลือกตั้งเหลี่ยมจัด ทำให้ได้มาซึ่งผู้แทนพรรคเล็กที่ชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเพียง ๓ พันกว่าคะแนน ในขณะที่ประชาชนในเขตนั้นกาช่องไม่ประสงค์จะเลือกมากกว่า ๓ หมื่นเสียง โดยที่ผู้แทนคนนี้ มีโอกาสจะได้ดำรงตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้าน” ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในรัฐสภา

ตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้าน” เป็นตำแหน่งที่พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้ง

๔) การเลือกตั้งเหลี่ยมจัด นำไปสู่การชิงเล่ห์เหลี่ยมเพื่อดึงดันเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทั้งๆ ที่ จำนวน ส.ส.ไม่ครบ ๕๐๐ คน เนื่องจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคไทยรักไทยมีเพียง ๙๙ คน ในขณะที่ยังมีเขตเลือกตั้งอีก ๓๘ เขตที่ยังมีปัญหา ผู้สมัครพรรคเดียวได้คะแนนไม่ถึงร้อยละ ๒๐

ยิ่ง กกต. ดึงดัน ดำเนินการเลือกตั้งต่อไป ก็จะเป็นการข่มขืนจิตใจประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างที่สุด ถึงแม้จะหาผู้สมัครพรรคเล็กเข้ามาเป็นไม้ประดับ เพื่อหลบเลี่ยงกฎหมายเรื่องจำนวนเสียงร้อยละ ๒๐  แต่ก็จะได้ผู้แทนที่อัปลักษณ์ เพราะเป็นผู้แทนด้วยคะแนนเสียงจำนวนน้อยกว่าคะแนนที่ประชาชน No Vote เสียอีก  

                             

               การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่ใช่ “การเลือกตั้งที่แท้จริง”  แต่เป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยผิดเพี้ยนไปจากวิถีทางประชาธิปไตย

               การเป็นประชาธิปไตย ประเทศจะต้องมีการเลือกตั้ง  แต่ถ้าเพียงมีการเลือกตั้ง ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศจะเป็นประชาธิปไตย

               เสมือนการบอกว่า   ใครเป็นนักร้องที่ดีจะต้องเสียงดี  แต่คนที่เสียงดี ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นนักร้องที่ดีเสมอไป

               เช่นเดียวกับการให้เหตุผลว่า  ถ้าฝนตก  นายก. จะต้องถือร่ม  แต่เมื่อเห็นนายก.ถือร่ม ก็ไม่ได้หมายความว่าฝนต้องตก เพราะนายก. อาจจะถือร่มเพื่อกันแดด หรืออาจจะถือร่มเพื่อกันหมาก็ได้

               การเลือกตั้งจอมปลอม นอกจากจะไม่ได้เสียงของประชาชนส่วนใหญ่แล้ว ยังไม่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประชาชน

               ประชาธิปไตย หมายถึง ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ  ทั้งในการเข้าสู่อำนาจ การบริหาร และการตรวจสอบ โดยประชาชนจะต้องได้รับข้อมูลข่าวสารที่ครบถ้วน

               การบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร แล้วมีแต่การเลือกตั้งจอมปลอม  จะเรียกว่า จะมาอ้างความชอบธรรมว่าเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร

               การเลือกตั้งเหลี่ยมจัด ไม่ใช่การเลือกตั้งที่ถูกต้องแท้จริง จะต้องโมฆะสถานเดียว  

 


โดย.. คดท 203.146.104.41   


 

 ความคิดเห็นที่ 1

19 เม.ย.2549  เวลา 11:12 น.
โดย.. คดท 203.146.104.41  

การเมืองตลบตะแลง

กับ ๒ นายกรัฐมนตรี

 

               คำว่า “ตลบตะแลง” ในพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน หมายความว่า “พลิกแพลงด้วยเล่ห์เหลี่ยมให้หลงเชื่อ, ปลิ้นปล้อน” 

               การเมืองตลบตะแลง จึงหมายความถึง การเล่นการเมืองอย่างไม่ตรงไปตรงมา พลิกแพลงด้วยเล่ห์เหลี่ยม เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อ  ไม่ว่าจะด้วยกลอุบาย  การหลบเลี่ยงกฎหมาย การตะแบงตีความกฎหมาย การปลุกปั่นกระแสสังคมให้เคลิบเคลิ้มหลงใหล  หรือการพูดอย่างแต่ทำอีกอย่าง ทำต่อหน้าอย่างแต่ทำลับหลังอีกอย่าง

               หรือ กระทำในสิ่งที่ขัดแย้งกันเอง  แล้วบอกว่าถูกทั้งสองอย่าง  ทั้งๆ ที่ หากอย่างหนึ่งถูก อีกหนึ่งอย่างก็จะต้องผิด  หรือหากอย่างหนึ่งจริง อีกอย่างหนึ่งก็จะต้องเท็จ

               การเมืองในช่วงนี้  มีลักษณะอย่างนี้ให้เห็นอยู่จนชิน

 

๑) วันก่อน  “ทักษิณ ชินวัตร” ไม่ยอมให้สัมภาษณ์นักข่าวถึงแนวทางการเมือง หลบเลี่ยงโดยบอกว่า “อย่ามาสัมภาษณ์คนตกงาน ให้ไปสัมภาษณ์คนมีงานทำ”

ความหมายที่ต้องการจะบอก คือ  ตนเองไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่แล้ว

 

๒) ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน  “ทักษิณ ชินวัตร” กลับเชิญเอกอัครราชทูตของชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจหลายประเทศเข้าไปพบ ณ ที่ทำการพรรคไทยรักไทย ไม่ว่าจะเป็น ทูตสหรัฐ อังกฤษ ญี่ปุ่น รัสเซีย เป็นต้น

อ้างว่า  เชิญทูตมาพบ เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ!

               แสดงว่า  ตนยังอยู่ในอำนาจหน้าที่ผู้นำประเทศ  ทูตต่างประเทศจึงต้องเข้าพบ เข้ามาหาถึงที่ทำการพรรค ทั้งๆ ที่ โดยปกติในทางการทูต เขาจะต้องนัดทูตไปพบยังสถานที่ราชการ  ไปทำเนียบรัฐบาล  ไม่ใช่สถานที่ส่วนตัว  เว้นแต่จะเป็นการเข้าเฝ้าประมุขของผู้นำประเทศเท่านั้น

              

หากพิจารณาข้ออ้างตาม ข้อ ๑) และ ๒)  จะเห็นว่า ข้ออ้างทั้งสองประการ จะเป็นจริงไปในคราวเดียวกันไม่ได้เด็ดขาด  เพราะทั้งสองอย่างเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันอยู่ในตัวเอง

ถ้า “ทักษิณ ชินวัตร” ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ตามข้อ ๑)   ทูตก็จะต้องไม่เข้าไปพบตามข้อ ๒)

หรือถ้าทูตเข้าไปพบตามข้อ ๒)  แสดงว่า “ทักษิณ ชินวัตร” ยังอยู่ในอำนาจหน้าที่ ยังต้องรับผิดชอบในอำนาจหน้าที่ เท่ากับว่า ข้อ ๑) เป็นการโกหก

 “ทักษิณ” จะหลบเลี่ยงความรับผิดชอบในอำนาจหน้าที่ โดยอ้างว่าไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่แล้ว แต่กลับยังใช้อำนาจหน้าที่ในการเชิญทูตต่างประเทศเข้าไปพบตนเองถึงที่ทำการพรรคเยี่ยงนี้ไม่ได้เด็ดขาด

การเมืองที่พลิกแพลงด้วยเล่ห์เหลี่ยมให้หลงเชื่อ เป็นการเมืองที่ “ตลบตะแลง”

เป็นการเมืองที่ใช้วิธีการตะแบงตีความกฎหมาย เพื่อทำให้ประเทศหนึ่งเดียวมีนายกรัฐมนตรีรักษาการณ์พร้อมกัน ๒ คน

คนหนึ่ง  มีไว้เพื่อใช้ตำแหน่งอำนาจหน้าที่ปกป้องตัวเองจากความรับผิดชอบใดๆ

อีกคนหนึ่ง มีไว้เพื่อใช้อำนาจหน้าที่บริหารราชการในทางนิตินัย 

โดยวิธีการนี้  “นายกรัฐมนตรีรักษาการณ์ผู้เป็นหัวหน้าพรรค”  จึงได้ “ลอยตัว” อยู่เหนือความรับผิดชอบใดๆ

เท่ากับว่า  ยกระดับตัวเองขึ้นเป็น “นายกรัฐมนตรีผู้ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการอยู่ในอำนาจหน้าที่” หรือ “Can do no wrong”

เพราะความรับผิดชอบทั้งหมด ถูกตัดตอน ปัดเป่า ดำเนินการ จัดให้  โดยน้ำมือของ “นายกรัฐมนตรีรักษาการณ์ผู้เป็นลูกน้องในพรรค”

นึกถึงประเทศที่มีประธานาธิบดีเป็นผู้นำ  แล้วก็มีนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่บริหารราชการไปด้วย

นึกถึง  ความหมายของคำว่า “ตลบตะแลง”

น่าเศร้าใจจริงๆ

 

สารส้ม

๑๒ เมษายน ๔๙

โปรยนำ: “สารส้ม” วิเคราะห์ “การเมืองตลบตะแลง” กับ “๒ นายกรัฐมนตรี”

 

 


 ความคิดเห็นที่ 2

21 เม.ย.2549  เวลา 08:00 น.
โดย.. คนเหลียน 221.128.111.97  

อ้ายทักษิณ อ้ายหลากา อ้ายบาทลวก มรึงจิเอาอ้ายไหรเหลยเห็นหน้าด้านแรง  มรึงมาเหลียนสักทีแล้วมรึงจะโดนแรงหวาเชียงหม่ที่บ้านมรึงทำกับคนใต้



    2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน