นิทานสอนใจ : ฟรานซิสผู้ไม่เคยแก่งแย่ง



โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

นานมาแล้ว มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อว่า หมูบ้านลอแลง หมู่บ้านนี้มีประชากรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่มีอาชีพทำการเกษตร
       
       อยู่มาปีหนึ่ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านจึงไม่อาจปลูกพืชผักได้ ภัยแล้งดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารอย่างหนักในหมู่บ้าน ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดเห็นจะเป็นคนยากจนและเด็ก ๆ ซึ่งพากันร้องไห้กระจองอแงจนดังระงมไปทั้งหมู่บ้าน
       
       ในขณะที่หมู่บ้านแห่งนี้กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต ก็มีเศรษฐีใจบุญคนหนึ่งเดินทางผ่านมาพอดี เสียงร้องไห้ของเด็ก ๆ ทำให้เศรษฐีเกิดความเวทนาสงสารเป็นอย่างมาก เมื่อสอบถามชาวบ้านจนได้ใจความแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เศรษฐีใจบุญจึงตัดสินใจแวะพักที่หมู่บ้านแห่งนี้ก่อน เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่เด็ก ๆ และชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อน

       เศรษฐีใจบุญได้เข้าพบหัวหน้าหมู่บ้าน และถามว่าตัวเขาเองนั้นพอจะช่วยอะไรคนในหมู่บ้านนี้ได้บ้าง หัวหน้าหมู่บ้านจึงขอร้องให้เศรษฐีช่วยบรรเทาความหิวโหยของเด็ก ๆ ก่อน ส่วนความช่วยเหลืออื่น ๆ คาดว่าทางการจะส่งมาถึงหมู่บ้านในไม่ช้า
       
       เมื่อได้ยินเช่นนั้น เศรษฐีจึงขอให้หัวหน้าหมู่บ้านประกาศแก่เด็ก ๆ ว่า ทุกเช้าขอให้เด็กไปรอที่หน้าประตูโบสถ์ เขาจะนำขนมปังมาแจกจ่ายให้ทุกวัน จนกว่าความช่วยเหลือจากทางการจะมาถึง
       
       เช้า วันรุ่งขึ้นจึงมีเด็กมารอการแจกขนมปังจากเศรษฐีจำนวนมาก และทันทีที่เด็ก ๆ เห็นถุงขนมปังก็กรูเข้ามาแย่งชิงโดยไม่ฟังอีร้าค่าอีรมใด ๆ แม้เศรษฐีใจบุญจะบอกให้ใจเย็น ๆ แต่เด็ก ๆ เหล่านี้อดอยากมานาน และอยากได้ขนมปังมาประทังความหิวของตน จึงไม่มีใครฟังคำขอร้องของเศรษฐีใจบุญ เด็กบางคนแอบหยิบขนมปังไปมากกว่า 1 ชิ้น บางคนผลักเพื่อนให้พ้นทางตน บางคนดึงทึ้งผมคนข้างหน้า บางคนถึงกับชิงเอาขนมปังจากคนที่ได้ก่อนไปหน้าตาเฉย
       
       การ แจกขนมปังเป็นไปด้วยความวุ่นวายไร้ระเบียบที่สุด แต่เศรษฐีใจบุญก็ไม่ได้รู้สึกโกรธเด็ก ๆ เขาเข้าใจดีว่าความหิวทำให้เด็กทุกคนต้องเอาตัวรอด
       
       ในตอนนั้นเอง เศรษฐีใจบุญเหลือบไปเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยืนมองเพื่อน ๆ แย่งขนมปังอยู่นอกกลุ่ม และไม่มีทีท่ากระวนกระวายอยากได้ขนมปังเหมือนคนอื่น ๆ เศรษฐีรู้สึกแปลกใจจึงเดินไปหาเด็กหญิงแล้วถามว่า
       
       "หนูไม่อยากกินขนมปังบ้างหรือ"
       
       เด็กหญิงเงยหน้าอันซีดเซียวของเธอขึ้นมองเศรษฐี แล้วยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะตอบว่า
       
       "หนูอยากรับประทานขนมปังค่ะ เพราะหนูหิวมากเหลือเกิน แต่หนูไม่อยากเข้าไปแย่งชิงขนมปังกับเด็กคนอื่น ๆ มันไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะทำร้ายกันเพียงเพราะขนมปังแค่ชิ้นเดียว แล้วเด็กเหล่านั้นก็เป็นเพื่อนเล่นของหนูทั้งนั้นเลยค่ะ"
       
       เมื่อ เด็กคนอื่น ๆ ได้ขนมปังและถอยห่างออกไปจนหมดแล้ว เด็กหญิงจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปและหยิบขนมปังชิ้นเล็กเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ออกมาจากก้นถุง
       
       "หนูชื่ออะไรจ๊ะ เป็นลูกเต้าเหล่าใครกัน" เศรษฐีใจบุญถามด้วยความรู้สึกสนใจในตัวเด็กหญิง
       
       "หนูชื่อฟรานซิสค่ะ หนูอยู่กับแม่สองคนในบ้านเช่าใกล้ ๆ กับโบสถ์นี่เอง แม่ของหนูเป็นคนรับจ้างทำความสะอาดบ้านค่ะ" เด็กหญิงตอบ พร้อมกันนั้นก็ได้กล่าวคำขอบคุณแก่เศรษฐีใจบุญที่ให้ความเมตตาช่วยบรรเทา ความหิวแก่ตนและเพื่อน ๆ ก่อนจะกลับบ้านไป
       
       วันรุ่งขึ้น เด็ก ๆ ก็มารอการแจกขนมปังหน้าโบสถ์จากเศรษฐีใจบุญอีก บรรยากาศเต็มไปด้วยความวุ่นวายเช่นเคย เศรษฐีใจบุญมองหาฟรานซิส และพบว่าเธอยังยืนรอให้เพื่อน ๆ หยิบขนมปังชิ้นโต ๆ ไปก่อนเหมือนเดิม เศรษฐีใจบุญมองดูเธอเดินเข้าไปหยิบขนมปังชิ้นเล็กที่สุดออกมาเป็นคนสุดท้าย จากนั้นจึงเดินเข้าไปคุยกับฟรานซิส
       
       "วันนี้ หนูก็ได้ขนมปังชิ้นเล็กที่สุดเหมือนเคยนะ ดูดี ๆ แล้วฉันว่ามันเล็กกว่าชิ้นเมื่อวานด้วยซ้ำไป แล้วหนูจะกินพอหรือ" เศรษฐีใจบุญถาม
       
       "เท่านี้ก็พอค่ะ ท่านเศรษฐี ขอบพระคุณท่านอีกครั้งที่กรุณาเมตตาพวกหนู วันนี้หนูมีความสุขมากที่ได้รับความเมตตาจากท่าน" ฟรานซิสกล่าวขอบคุณแล้วเอาขนมปังกลับบ้าน โดยมีเศรษฐีมองตามด้วยความเอ็นดู

       
       เหตุ ผลที่ฟรานซิสไม่เคยกินขนมปังทันทีที่ได้ และเอากลับมาที่บ้านก่อนทุกครั้งนั้น เป็นเพราะเธอมีใจนึกถึงแม่ซึ่งต้องทำงานหนักและมีความหิวเช่นเดียวกับเธอ ดังนั้นฟรานซิสจึงไม่กินขนมปังที่ได้คนเดียว แต่เธอจะนำกลับมาให้แม่กินก่อน และวันนี้ก็เช่นเดียวกัน..
       
       เมื่อมาถึงบ้าน ฟรานซิสเข้าไปกราบแม่ และส่งขนมปังที่ได้รับมาให้แก่แม่ของเธอ
       
       "มากินขนมปังด้วยกันสิลูก" แม่ของฟรานซิสบอกกับลูกสาว เมื่อเห็นเธอเข้าไปนั่งอ่านหนังสือตรงมุมห้อง
       
       "แม่กินเถอะจ้ะ ลูกเบื่อขนมปังแล้ว และวันนี้ลูกก็ไม่หิวเลย" ฟรานซิสตั้งใจปดแม่ เพราะเธอเห็นว่าขนมปังที่ได้รับในวันนี้มีขนาดเล็กมากเหลือเกิน หากแบ่งกันกิน เกรงว่าแม่ของเธอจะไม่อิ่ม
       
       "อย่าโกหกแม่เลยฟรานซิส ลูกไม่มีวันเบื่อขนมปังหรอก เพราะนี่คือสิ่งที่ลูกชอบมากที่สุด มาเถอะลูก มานั่งกินขนมปังนี้ด้วยกัน" แม่ของฟรานซิสกล่าวกับลูกสาวอย่างรู้ทัน พร้อมกับบิขนมปังออกเป็นสองชิ้น แต่แล้วฟรานซิสกับแม่ก็ต้องตกใจเป็นอย่างมาก เมื่อมีเหรียญทองคำเหรียญหนึ่งตกลงมาจากขนมปังชิ้นนั้น
       
       "มีเหรียญทองคำอยู่ในขนมปังนี้ได้อย่างไรจ๊ะแม่" ฟรานซิสถามแม่ด้วยความตกใจ
       
       "ท่านเศรษฐีคงเผลอทำตกลงไประหว่างที่กำลังดูเขาทำขนมปัง ลูกจงเอาเหรียญนี้ไปคืนท่านเถิด" แม่ของฟรานซิสบอก
       
       ฟรานซิสจึงไปตามหาเศรษฐีใจบุญ และคืนเหรียญทองคำให้เขา
       
       "แม่ของหนูบอกว่า มันอาจจะตกลงไประหว่างการทำขนมปังน่ะค่ะ" เธอกล่าวด้วยสีหน้าและแววตาใสซื่อบริสุทธิ์
       
       "การ กระทำของหนูทำให้ฉันประทับใจมาก เหรียญทองคำนี้ฉันตั้งใจใส่ลงไปเอง เพื่อเป็นของขวัญที่หนูเป็นเด็กดี มีมารยาท และไม่แย่งขนมกับเพื่อน" เศรษฐีกล่าวพร้อมกับยื่นเหรียญทองคำอีกมากมายให้แก่ฟรานซิส และกล่าวต่อว่า
       
       "จงนำเหรียญทองคำนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของหนูและแม่ด้วย เถิด และจงรักษาความดีเหล่านี้ให้อยู่กับตัวหนูตลอดไป ฉันเชื่อว่าด้วยความดีทั้งหมดของหนู จะทำให้หนูเติบโตเป็นคนที่มีความสุข และประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแน่นอน


       บทสรุปของผู้แต่ง
       
       มี ตัวอย่างให้เห็นกันมามากว่า การไขว่คว้าหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตนเองด้วยการแก่งแย่งทำร้ายนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีใด ๆ เธออยากได้สิ่งเหล่านั้น ถึงขนาดยอมทำร้ายหัวใจตนเอง และเข่นฆ่าความสุขของผู้อื่นเลยหรือ ถ้าอย่างนั้น สิ่งที่เธอได้มาจะมีความหมายอะไร
       
       คนที่ได้อะไรมาด้วยการแย่งชิงนั้น แม้จะได้รับชัยชนะจากการเป็นผู้ครอบครอง แต่เขาจะไม่มีความสุขกับสิ่งนั้นได้นานนักหรอก ในไม่ช้าเขาก็จะเริ่มไขว่คว้าหาสิ่งอื่นที่คิดว่ามีค่ายิ่งกว่าต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยสำคัญผิดว่าจะสามารถถมความต้องการที่ไม่มีวันเต็มของตนเองได้

       
       ผิดกับคนที่รู้จักการรอคอย และทำใจให้พอกับสิ่งที่ได้รับมา แม้จะไม่เคยแก่งแย่งแข่งขันกับใคร แต่การรอคอยอย่างมีสติจักนำพาสิ่งที่ต้องการมาอยู่ในครอบครองของเขาในที่สุด แม้สิ่งที่ได้มาอาจดูน้อยค่าเหลือเกินในความคิดของผู้อื่น แต่การรอคอยจะสอนให้เขารู้จักคุณค่าของสิ่งที่ได้รับ และความรู้จักพอจะสอนให้เขาตระหนักในสิ่งที่ได้รับมาว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่า กับเขาเสมอ เขาจึงเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนมี และไม่ปรารถนาที่จะไขว่คว้าหาสิ่งเกินจำเป็นอื่นใดเพื่อมาเติมเต็มความต้อง การของตนเองอีกต่อไป
       
       **************************
       
       ขอบคุณนิทานดี ๆ จากหนังสือ "นิทานสีขาว" เล่าเรื่องโดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
*********เครดิตจา FW:mail SiamHRM.com

โดย.. อมตะพฤกษา 110.77.145.108   


 


    2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน