ชอบกลอนนี้จัง........


ยามที่แม่สั่งสอนพร่ำวอนลูก....เรื่องผิดถูกลูกก็ว่าแม่จู้จี้
ต่อเมื่อลูกเติบใหญ่จึงได้ดี......เพราะคำที่แม่พูดไว้ไม่ผิดคำ
เมื่อยังเด็กลูกไม่เห็นคุณค่าแม่....เป็นบาปแท้ที่ลูกเถียงแม่เช้าค่ำ
ลูกกระทำความผิดนี้ประจำ.....ขอกล่าวคำขอโทษโปรดอภัย

 By: เรื่องเล่าโดย ณัชชา ,โครงแต่งโดย อ. พูนอุดม


โดย.. ที 202.12.74.7   


 

 ความคิดเห็นที่ 1

12 ม.ค.2549  เวลา 16:49 น.
โดย.. ที 202.12.74.7  
แม่...ลูกขอโทษ

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องจริง
ดิฉันเกิดมาในครอบครัวที่ปานกลาง พ่อแม่เป็นคนที่ขี้บ่นปากร้าย จนดิฉันและพี่น้องต่างหงุดหงิดและรำคาญบ่อยครั้ง บางครั้งพ่อแม่ก็บ่นได้ไม่รู้จักหยุด บ่นได้โดยไม่ต้องมีสาเหตุ และทุกครั้งที่พ่อแม่บ่น ดิฉันต้องเถียงกลับไปทุกครั้ง บางครั้งแรงมาก มีอยู่ครั้งหนึ่ง ดิฉันไปตลาด เพื่อซื้อกับข้าวตามรายการที่แม่สั่งเพราะวันรุ่งขึ้นเป็นวันไหว้เจ้า ของที่แม่สั่งซื้อจึงมากมาย ดิฉันหิ้วของเหล่านี้เดินไปเดินมาหลายเที่ยว ทั้งเหนื่อยทั้งหนัก แต่พอกลับมาบ้าน แม่ก็บ่นดิฉันหนักขึ้นไปอีก เพราะของที่ซื้อมาราคาแพงเกินไป แม่หาว่าดิฉันซื้อของไม่เป็น หาว่าดิฉันอมเงินส่วนเกิน ดิฉันกำลังโกรธ กำลังโมโหเพราะเหนื่อย เพราะร้อน และเพราะหิว จึงตะโกนสวนกลับไปด้วยอารมณ์ที่ไม่นึกว่าจะทำอย่างนั้นไปได้
"ชั้นเหนื่อยนะ แม่เป็นแม่ยังงัย ไม่เห็นหัวอกลูกเลย ใช้เหมือนเป็นสัตว์ ก็ชั้นเกิดมาจากใครล่ะ มันก็เหมือนกัน"
ดิฉันเลวมาก เลวเหมือนสัตว์จริง ๆ ที่กล้าตะคอกเอากับแม่อย่างนั้น
มันออกมาได้อย่างไรก็ไม่รู้ มันต่ำทรามมาก
ฉันจะยังไม่รู้สึกผิดเลยตอนนั้น ถ้าแม่จะด่าแล้วตวาดกลับมาเหมือนทุกครั้ง
แต่คราวนี้แม่ดิฉันหันมามอง เหมือนไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า คนที่พูดออกมาเมื่อสักครู่นี่คือลูกสาวตัวเอง
ดิฉันเห็นแม่นิ่งเงียบไป แล้วเดินมาหยิบของเอาไปในครัวอย่างเงียบ ๆ
เงียบจริง ๆ ไม่มีแม้แต่เสียงบ่นเสียงด่าว่าสักคำ
ดิฉันอึ้ง !!!

แล้วสักครู่ก็เดินตามเข้าไปดูแม่
ภาพที่เห็นทำให้ดิฉันร้องไห้โฮ
ภาพแม่กำลังนั่งร้องไห้เงียบๆ น้ำตาไหลรินเป็นทาง สะอื้น แต่ไม่มีเสียง
แม่นั่งอยู่นาน นานจนดิฉันทนไม่ไหวต้องวิ่งเข้าไปหา
แม้วันนั้น ดิฉันจะได้กราบแทบเท้าแม่แล้ว แต่มันก็เป็นภาพที่ติดตาฉันมาจนทุกวันนี้
จนฉันต้องมาสารภาพว่า "ฉันไม่น่าทำอย่างนั้นเลย"

ยามที่แม่สั่งสอนพร่ำวอนลูก....เรื่องผิดถูกลูกก็ว่าแม่จู้จี้
ต่อเมื่อลูกเติบใหญ่จึงได้ดี......เพราะคำที่แม่พูดไว้ไม่ผิดคำ
เมื่อยังเด็กลูกไม่เห็นคุณค่าแม่....เป็นบาปแท้ที่ลูกเถียงแม่เช้าค่ำ
ลูกกระทำความผิดนี้ประจำ.....ขอกล่าวคำขอโทษโปรดอภัย

 
By: เรื่องเล่าโดย ณัชชา ,โครงแต่งโดย อ. พูนอุดม


 ความคิดเห็นที่ 2

12 ม.ค.2549  เวลา 16:51 น.
โดย.. ที 202.12.74.7  
ครั้งหนึ่งในชีวิต "พ่อของลูก-ลูกของพ่อ"



บ่อยครั้งที่ลูกไม่เข้าใจพ่อและในขณะเดียวกันพ่อเองก็ไม่เข้าใจลูก ผมจึงขอนำเรื่องเกี่ยวกับพ่อมาเล่าสู่กันฟัง เป็นเรื่องของคุณพ่อที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นลูก และเมื่อทุกวันนี้เขาเป็นพ่อ บทเรียนชีวิตที่เขาได้พบในต่างกรรมต่างวาระเป็นเรื่องที่จะสอนใจผู้ที่เป็นลูกให้ได้เข้าใจพ่อของตนมากขึ้น และพ่อก็จะได้เข้าใจความสำคัญของการจัดแบ่งเวลาให้กับครอบครัวให้มากขึ้นเช่นกัน

เมื่อครั้งเป็นลูก


วันนั้นเป็นวันพ่อผมไม่ได้คุยกับพ่อ ได้แต่โทรทางไกลคุยกับแม่ ได้แต่ถามแม่ว่าพ่อสบายดีอยู่ใช่ไหม พยายามจะคุยกับพ่อหลายครั้ง แต่พ่อมักจะไม่ค่อยสบาย ฟังโทรศัพท์ไม่ค่อยได้ยิน พูดเสียงก็เบาเพราะไม่ค่อยมีแรงตะโกน พ่อเกษียณมาหลายปีแล้ว หลังจากทำงานหนักมาตลอด เพื่อมานอนป่วยอยู่ที่บ้านในบั้นปลายของชีวิต ชีวิตที่ทำมาทุก พ่อทำงานหนักหาเงินจนไม่ค่อยมีเวลามาสนิทกับลูก ปล่อยเวลาผ่านไปสิบปี ยี่สิบปี จนอะไรหลายอย่างยากที่จะเปลี่ยน บอกได้เต็มปากเลยว่า ไม่สนิทกับพ่อเลย บ่อยครั้งที่ผมรู้สึกตำหนิพ่อที่ทำไมไม่เหมือนพ่อคนอื่นเขาเลย แต่อย่างไรก็ดีผมรู้แต่ว่าพ่อรักลูกทุกคน ทำทุกอย่างเพื่อลูก และหวังอนาคตที่ดีของลูก เพียงแต่ทำไมพ่อไม่พูด ทำไมพ่อจึงต้องฝากแม่มาพูด แล้วทำไมลูกชายคนนี้ ต้องคุยกับพ่อผ่านทางแม่มาตลอดเวลา พ่อเคยบอกกับแม่เพียงแค่ว่า เราเป็นลูกที่ดี อยู่ในโอวาททุกอย่าง ตั้งใจเรียนหนังสือ ไม่จำเป็นต้องดุด่าว่ากล่าว พ่อไม่รู้เลยหรือว่า ที่ลูกชายคนนี้เป็นคนดีได้เพราะแม่เคยบอกให้ทำตัวดี ตั้งใจเรียน เพื่อพ่อจะได้รักมากๆ (และกลับมาคุยกับลูกแบบที่พ่อลูกคนอื่นเขาเป็นกัน???)

ไม่น่าแปลกใจเลย ที่พ่อเป็นคนสุดท้ายในครอบครัวที่ทราบว่า ลูกชายคนนี้สอบชิงทุนได้ และกำลังจะจากไปเรียนต่อเมืองนอกอีกถึง 6-7 ปี ตอนนั้นพ่อก็เริ่มป่วยมากแล้ว ทั้งพ่อและผมต่างก็คิดว่า อาจเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วที่จะได้เห็นหน้ากัน หรือพูดกัน คืนสุดท้ายก่อนเดินทาง พ่อมานั่งดูเราจัดกระเป๋าเดินทาง เหมือนอยากจะพูดอะไร แต่พ่อไม่พูด !!! เหมือนกับตอนที่พ่อนั่งคอยดูผลสอบเอ็นทรานซ์ของเราทางหน้าจอทีวี จนมีชื่อเราขึ้นว่าสอบติด แล้วพ่อก็ไม่พูดอะไร แม้แต่จะแสดงความยินดีด้วย (แต่แม่บอกว่าคืนนั้นพ่อดีใจมาก จนบอกแม่ว่าอยากจะหารถเก่าๆให้เราขับไปเรียนสักคัน)

เช้าวันนั้น พ่อไม่ได้ไปส่งที่สนามบิน เพราะพ่อเดินไม่ค่อยไหว ก่อนออกเดินทางรู้สึกอยากกราบลาพ่อมากๆ อยากบอกพ่อว่า "รักพ่อ" คำที่ไม่เคยบอกกับพ่อเลยมาตลอดชีวิต พ่อนั่งอยู่บนเตียง กำลังรอผมอยู่ ผมเข้าไปกราบท่านที่ตักแล้วขอให้ท่าน "อยู่" และรอจนเราเรียนจบ กลับมาจะเอาชุดครุยรับปริญญาเมืองนอกมาถ่ายรูปกับพ่อ แล้วก็เหมือนเช่นทุกครั้ง พ่อไม่พูดอะไร เพียงแค่ลูบหัวตบไหล่ แต่คราวนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เห็นพ่อ...ร้องไห้... ร้องเพราะว่าด้วยสภาพร่างกายของพ่อ เราอาจจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว แล้วพ่อก็ยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้เอาไปอ่านตอนอยู่บนเครื่องบิน ถึงแม้มันจะเป็นจดหมายสั่งสอนอบรมธรรมดา แต่มันลงท้ายว่า "อุ๋ยลูกรัก เรียนจบกลับมาเร็วๆ พ่อจะอยู่รอดูความสำเร็จของลูก" แต่นี่เรายังไม่ได้บอกพ่อเลยว่า "รักพ่อ"

เจ็ดปีผ่านไปแล้วตั้งแต่จากมาเรียน กลับไปหาพ่อบ้างสองปีที่แล้ว ใครจะคาดคิดว่าพ่อยังอยู่รอความสำเร็จของลูกคนนี้ แต่ด้วยร่างกายที่ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ พ่อต้องนอนอยู่บนเตียงแทบจะตลอดเวลา
ซ้ำร้ายพ่อยังเริ่มความจำเสื่อมด้วยโรคสมองฝ่อ แต่ก็พยายามถามแม่ว่า เมื่อไหร่อุ๋ยจะเรียนจบ เมื่อไหร่อุ๋ยจะกลับมา เพื่อกันลืม แม่บอกว่า บางคืนพ่อมักจะตื่นขึ้นมาแล้วเพ้อถามว่า "ดึกป่านนี้แล้ว ทำไมอุ๋ยยังไม่กลับบ้านอีก" แม่ยังบอกด้วยว่า หลังๆนี้พ่อมักจะพูดบ่นคนเดียวไปเรื่อยๆ ว่า "เมื่อไหร่อุ๋ยจะเรียนจบ เมื่อไหร่อุ๋ยจะกลับมา"

วันพ่อปีนั้น ผมเรียนจบพอดี ผมอยากบอกพ่อว่าขอบพระคุณที่อยู่เป็นกำลังใจให้ผม และอยู่เป็นเพื่อนแม่มาตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา แต่ครั้นแม่ถามพ่อว่า "อุ๋ยโทรมาจากอเมริกา จะคุยไหม?"

พ่อถามแม่กลับว่า "อุ๋ยนี่มันเป็นใครนะ?" ……………………… อ้าว...โธ่...?!?นี่ผมให้พ่อรอนานจนสายเกินไปที่จะได้พูดคุยกันแล้วหรือ สายเกินไปที่จะบอกพ่อว่า "รักพ่อ" แล้วหรือ? ทำไมผมไม่หาเรื่องคุยปรึกษาหารือกับท่าน? ทำไมผมไม่เล่าเรื่องที่พบเห็นให้ท่านฟัง ทำไมผมรอให้ท่านพูดกับผมก่อนแทนที่ผมน่าจะเป็นฝ่ายพูดกับท่านก่อน? ทำไม? และ ทำไม?……..



 เมื่อครั้งเป็นพ่อ

วันนี้วันพ่อแต่คราวนี้ผมเป็นผู้ที่ถูกเรียกว่า “พ่อ” ที่มีลูกซึ่งไม่ค่อยได้มีโอกาสได้พูดคุยกัน และไม่ได้สนิทสนมกัน ผมในฐานะพ่อ เริ่มเข้าใจว่าทำไมคุณพ่อทั้งหลายต้องทำงานหนัก ผมพึ่งได้มีโอกาสเข้าใจพ่อของผม ที่ครั้งหนึ่งท่านคงเคยรู้สึกเหมือนผมในเวลานี้ว่าทั้ง ๆ ที่อุตส่าห์ทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวให้อยู่สุขสบายยอมสละความสุข ส่วนตัว เอาแต่ทำงานชนิดหามรุ่งหามค่ำ แต่ทำไมบางครั้งลูก ๆ และแม้แต่แม่ของลูก จึงดูว่าไม่ยอมเข้าใจเอาเสียเลย โดยเฉพาะลูก ๆ กลับไปรักแม่ สนิทสนมกับแม่มากกว่าพ่อ มีความลับหรือมีปัญหาคับใจอะไรก็คอยแต่จะปรึกษากับแม่ ไม่ค่อยยอมเข้ามาหาพ่อหรือคลุกคลีกับพ่อให้ชื่นใจ กันบ้างทำให้ผมหวนระลึกถึงครั้งเมื่อผมเป็นลูก และเริ่มเข้าใจพ่อของผมมากยิ่งขึ้นว่า

เหตุผลที่ทำให้ลูก ๆ เป็นเช่นนี้ ก็คงเนื่องมาจากสาเหตุสำคัญคือ คุณพ่อมีเวลาให้ลูก ๆ น้อยเกินไปนั่นเอง

เป็นธรรมดาที่ลูกย่อมจะรักใคร่สนิทสนมกับฝ่ายที่มีเวลาให้เขา และเห็นความสำคัญของเขามากกว่า เมื่อวันทั้งวันลูกอยู่แต่กับแม่ เช้าขึ้น แม่ก็หาข้าวให้ทาน พาไปส่งที่โรงเรียน บ่ายก็รับกลับบ้าน สอนการบ้านให้ เป็นเพื่อนดูโทรทัศน์ด้วยกัน ฯลฯ ในขณะที่พ่อ เช้าขึ้นก็รีบไปทำงาน ก่อนลูกจะตื่น กว่าจะกลับบ้านก็ค่ำมืด ลูกหลับไปแล้ว จะเป็นเพราะอยู่ทำงานล่วงเวลา หรือไปสังสรรค์เฮฮากับเพื่อนฝูง ก็ตามแต่

กรณีอย่างนี้ ลูกย่อมจะรักแม้ไว้วางใจแม่ และสนิทสนมกับแม่มากกว่าพ่อ อย่างแน่นอน

ผมเริ่มเข้าใจว่าทำไมบางวันที่พ่อเกิดกลับบ้านเร็วกว่าปกติ แม่กับลูกจะมีท่าทีประหลาดใจถึงขนาดทำอะไรไม่ถูกเอาเลย ลูกก็ไม่รู้จะวางตัวอย่างไรจึงจะถูกใจพ่อ ตัวพ่อเองก็ไม่รู้จะทักทาย พูดจา หรือหาเรื่องอะไรมาคุยกับลูก จึงจะเข้ากับลูกได้ เพราะพ่อแทบจะไม่รู้เรื่องส่วนตัวของลูกเลย ไม่รู้แม้กระทั่งว่า เพื่อนลูกมีใครบ้าง บางคนลูกเรียนหนังสือชั้นไหน เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้างก็ยังไม่รู้เลย พ่อกับลูกจึงแทบจะกลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน

ผมเริ่มเข้าใจว่า คุณพ่อผมก็คงอยากจะบอกลูกว่า ที่ทำงานหนักอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อให้แม่และลูกได้อยู่กันอย่างสุขสบาย พ่อเองก็รักลูกเท่า ๆ กับที่แม่รัก เหมือนกัน แต่ถึงจะบอกอย่างไร ลูกก็คงไม่เข้าใจ เพราะการกระทำของพ่อที่มุมานะกับงานนอกบ้านมากเกินไป จนเกิดความห่างเหินกับลูก ย่อม แสดงให้ลูกเห็นว่าพ่อสนใจงานมากกว่าลูกอยู่นั่นเอง

มาถึงวันนี้ที่ผมเป็นพ่อ ผมยังได้เข้าใจเพิ่มขึ้นอีกว่า ในกรณีที่คุณพ่อกับคุณแม่มีปัญหาขัดใจกัน และยังไม่สามารถปรับความเข้าใจกันได้ มีการทะเลาะวิวาทปะทะคารมกัน ทำให้แม่มีความ ทุกข์ใจ ไม่สบายใจ ก็จะหาระบายปรับทุกข์กับลูก เพราะเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิด และเพื่อหาพวกให้กับตัวเอง แม่อาจจะกล่าวหาพ่อให้ลูกฟัง พูดถึงแต่ ความไม่ดีต่าง ๆ นานาของพ่อ เมื่อลูกได้รับฟังบ่อย ๆ ก็จะฝังใจว่าพ่อเป็นคนไม่ดี ลูกจึงเลิกเคารพเชื่อฟังพ่อ ร้ายกว่านั้น คือเลิกศรัทธาพ่อไปเลยก็มี เมื่อพ่อลูกเผชิญหน้ากัน จึงเหมือนคนไม่รู้จักกัน หรือลูกเป็นฝ่ายหลบหน้าพ่อ พ่อเองก็ไม่รู้ตัวว่า ถูกกล่าวหาไว้อย่างไรบ้าง จริงหรือไม่จริง แค่ไหนไม่มีโอกาสแก้ตัวหรือชี้แจงข้อเท็จจริงกับลูกให้เข้าใจกันได้เลย

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณพ่อทั้งหลายไม่อยากจะประสบกับเหตุการณ์แบบที่ทำให้คุณพ่อต้องรู้สึกเสียใจ หรือน้อยใจว่าลูกไม่รักแล้วละก็ ขอให้คุณพ่อพยายามหาเวลาให้ครอบครัวจะมากหรือน้อยนั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของความใกล้ชิดที่ให้ อยากให้พ่อแสดงความรักต่อลูก อย่าเขินอายที่จะกอดลูกเพียงวันละครั้ง บอกรักลูก บอกรักภรรยา และอย่ามีความคิดว่าลูกต้องพูดกับพ่อก่อน พ่อถึงพูดด้วย ซึ่งเป็นการสร้างช่องว่างให้ห่างกันออกไปมากขึ้น คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พ่อจะเป็นฝ่ายถามลูก และคุยกับลูกก่อน การแบ่งเวลาให้กับครอบครัวและหมั่นเอาใจใส่ใกล้ชิดกับลูก แสดงให้ลูกรู้ว่าพ่อก็รักเขาไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าที่แม่รักเขา ลูกก็ย่อมจะรับรู้ได้แล้วเขาก็คงจะรักพ่อเท่ากับแม่แน่ ๆ ที่ลืมไม่ได้คือจงรักแม่ของลูก ๆ ให้มาก มีปัญหาอะไรก็จงมีสติและใช้การพูดคุยปรึกษาหารือกัน ประนีประนอมเข้าหากัน คงไม่มีความรักและความเข้าใจใดดำเนินไปได้หากปราศการเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ และแม้แต่เสียงพูดปลอบโยนเมื่อยามเศร้าเสียใจ แล้วชีวิตในครอบครัวก็จะเป็นชีวิตที่มีความสุขครับ จงอย่าเสียเวลากับความเงียบไปโดยไร้ประโยชน์เลยเพราะเวลาไม่อาจหวนกลับมาได้อีก

By: พี่ชาย


 ความคิดเห็นที่ 3

12 ม.ค.2549  เวลา 16:56 น.
โดย.. ที 202.12.74.5  
www.love2home.com     


    2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน