.
สกู๊ปเมืองตรัง : เติมเต็มประวัติศาสตร์เมืองตรัง
   
 

 ๐ ข้อมูลจังหวัดตรัง
 ๐ ข้อมูลท่องเที่ยวตรัง
  ๐ เกี่ยวกับตรังโซน
  ๐ เพื่อนบ้าน

      สกู๊ปเมืองตรัง
จำนวนผู้อ่าน 214 คน

เติมเต็มประวัติศาสตร์เมืองตรัง

     องค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง (อบจ.ตรัง) โดยการบริหารของนายกิจ หลีกภัย นายกอบจ.ตรัง ได้มอบเงินอุดหนุนประจำปีงบประมาณ 2552 จำนวน 200,000 บาทแก่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ตรัง เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์จังหวัดตรัง และเมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2553 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดการประชุมสัมมนารายงานผลการศึกษาประวัติศาสตร์ตรังโดย คุณสุนทรี สังข์อยุทธ์ หัวหน้าหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ตรัง และทีมงาน ณ โรงแรมเดอะแกรนด์ เอ็ม. พี.รีสอร์ท (โรงแรมเรือ) ซึ่งการประชุมดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วนโดยเฉพาะภาคการศึกษาประมาณ 200 คน

     ถึงแม้จังหวัดตรังจะมิใช่ศูนย์กลางของอาณาจักรเก่าแก่ในอดีตอย่างบางจังหวัด เช่น จังหวัดนครศรีธรรมราช (อาณาจักรตามพรลิงค์) จังหวัดภูเก็ต (อาณาจักรถลาง) จังหวัดเชียงใหม่ (อาณาจักรล้านนา)  จังหวัดปัตตานี (อาณาจักรลังกาสุกะ)  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (อาณาจักรอยุธยา) และ จังหวัดสุโขทัย (อาณาจักรสุโขทัย)   ที่นักโบราณคดีจำนวนมากต่างพุ่งความสนใจไปศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จังหวัดตรังจะไม่มีเรื่องราวใดๆ ในอดีตที่น่าสนใจ

     ในทางตรงกันข้าม ประวัติศาสตร์เมืองตรังเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งและยิ่งค้นคว้าลึกลงไปเท่าไรความน่าสนใจก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น โดยในการเปิดการประชุมสัมมนาดังกล่าว นายกิจ หลีกภัย นายกอบจ.ตรัง ได้เล่าถึงการสืบค้น “ตำนานชื่อบ้าน” ซึ่งเป็นความสนใจส่วนตัวอย่างแรงกล้าของท่านให้ที่ประชุมฟังอย่างสนุกสนานว่า จากการออกพบปะประชาชนในโอกาสต่าง ๆ ทำให้ได้รับทราบถึงประวัติความเป็นมาของชื่อสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดตรัง โดยในวันนั้นนายกอบจ.ตรังได้เล่าที่มาของชื่อ “สะพานนายโพล่ง” ซึ่งเป็นสะพานข้ามคลองที่ตั้งอยู่บนถนนซึ่งเชื่อมระหว่าง ต.โคกหล่อ อ.เมือง กับ ต.ทุ่งค่าย อ.ย่านตาขาว ว่า คำว่า “นาย” ในที่นี้คือภาษาไทยถิ่นใต้ที่ชาวภาคใต้มักใช้เรียกเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เช่น นายอำเภอหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนคำว่า “โพล่ง” นั้นมาจากเสียงของการที่มีสิ่งตกลงไปในน้ำอย่างแรง โดยคำบอกเล่าของชาวบ้านเกี่ยวกับสะพานแห่งนี้มีว่า บริเวณตำบลโคกหล่อจะมีตลาดนัดซึ่งพ่อบ้านที่เดินทางมาจากตำบลทุ่งค่ายเพื่อมาจับจ่ายซื้อของมักจะกลับบ้านไปมือเปล่าเพราะมัวแต่ไปเล่นการพนันในตลาดนัดดังกล่าวจนแพ้การพนันเสียเงินหมดตัว อยู่มาวันหนึ่งได้มีผู้ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาจับผู้เล่นการพนันในตลาดนัดแห่งนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงผู้เล่นการพนันต่างก็วิ่งหนีเอาตัวรอดทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องวิ่งไล่จับจึงลื่นตกลงไปในคลองใต้สะพานดังกล่าวเสียงดัง “โพล่ง” เหตุการณ์ในครั้งนั้นจึงกลายมาเป็นที่มาของชื่อ “สะพานนายโพล่ง” มาจนถึงบัดนี้ โดยตำนานชื่อบ้านที่นายกอบจ.ตรังได้สืบทราบมาจะได้รับการบันทึกไว้ในวารสารอบจ.ตรังเพื่อเผยแพร่ให้ทราบโดยทั่วกัน

     ในการประชุมสัมมนาดังกล่าวได้มีการนำเสนอเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมืองตรังในหลายประเด็นที่น่าสนใจ เช่น ในสมัยพระเจ้าศรีธรรมโศกราช (จันทรภานุ) ได้สร้างและจัดการปกครองเมืองนครศรีธรรมราชให้เป็นปึกแผ่นเพื่อเผยแพร่พุทธศาสนา โดยได้แบ่งการปกครองหัวเมืองออกเป็นนักษัตรเรียกว่า “เมือง 12 นักษัตร”  จังหวัดตรังคือหนึ่งในสิบสองเมืองดังกล่าวซึ่งมีตราประจำเมืองคือตรามะเมีย (ตราม้า) นอกจากนี้ ตรังยังเคยเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในช่วงต้นของสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เพราะมีการจัดตั้ง “กรมปืน” ขึ้นเพื่อป้องกันศัตรูที่อาจจะมารุกรานและยังมีกองเรือซึ่งมีเรือรบประจำการรักษาน่านน้ำอยู่ประมาณ 300 ลำ ทำให้เมืองตรังในขณะนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือที่ยิ่งใหญ่ในภูมิภาค โดยหลักฐานที่ยังคงหลงเหลืออยู่ก็คือปืนใหญ่ทั้งหมด 31 กระบอกที่ยังปรากฏอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดตรัง โดย 2 กระบอกที่สามารถหาชมได้ง่ายตั้งอยู่ที่อนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์

     และในช่วงบ่ายได้มีการแบ่งผู้เข้าร่วมการประชุมออกเป็น 6 กลุ่มย่อยเพื่อการระดมสมองใน 6 หัวข้อ คือ (1) มรดกทวดตรังครั้งก่อนประวัติศาสตร์ (2) ตระกูลใครมาอยู่ตรังตั้งแต่ครั้งไหนทำอะไรไว้แก่ลูกหลาน (3) ศึกษาที่ตั้งเมืองตรังเมื่อครั้งเขาสามบาตร (4) ปืนใหญ่เมืองตรังอดีตและอนาคต (5) ชื่อบ้านนามเมืองและเรื่องมาแต่ตรังไม่หนังก็โนรา และ (6) ตัวตนคนตรังจากความเชื่อและวิถีการทำมาหากิน นอกจากนี้ การประชุมดังกล่าวยังได้มีการตั้งคำถามชวนคิดอีกหลายประเด็น เช่น เพราะเหตุใดจึงมีนามสกุล “ณ อยุธยา” “ณ สงขลา” “ณ พัทลุง” ฯลฯ แต่กลับไม่มีนามสกุล “ณ ตรัง” (ที่ประชุมได้สันนิษฐานว่าน่าจะเนื่องมาจากการที่ตรังเป็นเพียงหัวเมืองเล็ก ๆ จึงไม่ปรากฏนามสกุลนี้) รวมทั้งมีการตั้งคำถามว่านามสกุลต่าง ๆ ที่เป็นที่รู้จักกันในจังหวัดตรังมีต้นกำเนิดมาจากที่ใด

     ท้ายที่สุดนี้ อบจ.ตรังจะเป็นหน่วยงานที่อนุมัติงบประมาณเพื่อตีพิมพ์ผลจากการระดมสมองในการประชุมสัมมนาในครั้งนี้เพื่อใช้ในการอ้างอิงค้นคว้าให้โครงการนี้สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ และเมื่อประวัติศาสตร์เมืองตรังได้รับการเติมเต็มจนครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว เชื่อว่าจังหวัดตรังน่าจะได้ประโยชน์จากประวัติศาสตร์ดังกล่าวอย่างน้อย 2 ด้าน คือ (1) ด้านการท่องเที่ยว ที่น่าจะมีการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์เพิ่มเติมจากการท่องเที่ยวทางทะเลและธรรมชาติที่จังหวัดตรังมีชื่อเสียงอยู่แล้ว และ (2) ด้านการศึกษา ซึ่งการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นย่อมมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการศึกษาประวัติศาสตร์ระดับชาติเพื่อให้ประชาชนชาวไทย “รู้จักอดีต เข้าใจปัจจุบัน และเตรียมการณ์สำหรับอนาคต”


บทความโดย: สิทธิ หลีกภัย เลขานุการนายกอบจ.ตรัง



    ตรังควรจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เองเพื่อเป็นแหล่งรวบรวม โบราณวัตถุ จาก่ทั่วประเทศ ให้นักท่องเที่ยวได้ชม เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์ลูกปัด คลองท่อมมีวัตถุโบราณมากมาย
 โดย... NONG TOO
10 พฤศจิกายน 2555 ลบความคิดเห็น 


    เป็นโครงการท่ีดี ควรทำตั้งนานแล้ว เพราะเมือ งตรังเป้นเมืองที่เก่าแก่ในอดีต แต่ไม่ประวัติจารึกไว้ ควรจัภัดตั้งพิพิธภัณลำดับเรื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผมจะบริจาคหม้อ 1 ตู่ให้ลูกหลานได้ชม
 โดย... เขาน้ำพราย
4 ตุลาคม 2555 ลบความคิดเห็น 

แสดงความคิดเห็น
ข้อความ* :  
โดย* :
 

กรุณากรอกข้อความในภาพที่ท่านเห็นด้านบน
 
 
 

  2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน 08-6397-2702