สำหรับพื้นที่ภาคใต้นั้นเป็นที่รู้กันดีว่า พืชเศรษฐกิจหลักก็คือยางพารา ไม่เพียงแต่น้ำยางพาราเท่านั้นที่ทำรายได้ให้กับเจ้าของ ในส่วนของลำต้นก็สามารถนำมาเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปเป็นอุปกรณ์ใช้สอยต่างๆ ได้อย่างมากมาย ในขณะที่ "ใบ" นั้นยังมีผู้คิดค้นที่จะนำมาใช้ประโยชน์กันน้อยมาก
จนกระทั่ง "ชิราภรณ์ พงษ์พิพัฒน์" อายุ 42 ปี ชาวบ้าน ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.ตรัง ซึ่งได้มีโอกาสไปเล่าเรียนในสาขาวิชาศิลปะประดิษฐ์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และได้เคยเข้าไปฝึกฝีมือที่ศูนย์ศิลปาชีพฯ บางไทร อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา มีแนวคิดที่จะนำเอาใบยางพารามาผลิตเป็นสินค้าฝีมือ ประเภทของที่ระลึกจนก่อเกิดเป็น "ดอกไม้ใบยางพารา" ขึ้น ซึ่งล่าสุดได้รับรางวัลโอท็อประดับ 4 ดาวของ จ.ตรัง จากการประกวดในประเภทศิลปะประดิษฐ์และของที่ระลึก
ชิราภรณ์ อธิบายขั้นตอนการทำก่อนที่จะมาเป็นดอกไม้อันสวยสดได้นั้น จะต้องมีการเตรียมวัสดุคือ ใบยางพาราเสียก่อน ด้วยการนำไปแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน เพื่อให้มันย่อยสลายไปเองตามธรรมชาติและเหลือเฉพาะร่างแห หรือเหลือเฉพาะใบบางๆ สีขาวเท่านั้น จากนั้นจึงนำไปล้างด้วยน้ำสะอาด ก่อนที่จะฟอกด้วยน้ำยาไฮเตอร์ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 8 จากนั้นก็จะนำใบยางพารามาประดิษฐ์เป็นดอกไม้ โดยเสริมลวดเหล็กลงไปในก้านที่ทำขึ้นมาโดยใบยางพารา แล้วนำไปย้อมเพื่อให้เกิดสีสันต่างๆ ซึ่งดอกไม้ที่นิยมผลิตกันมากก็คือ ดอกเชอร์รี่ ดอกซากุระ และดอกลิลลี่ โดยเฉพาะดอกเข็มอินเดียนั้นถือว่า ประดิษฐ์ได้ยากมากที่สุด
"ในช่วงแรกที่ประดิษฐ์ "ดอกไม้ใบยางพารา" ก็ได้มีการทดลองส่งไปฝากขายที่ศูนย์ศิลปาชีพพิเศษบางไทรและปรากฏว่า เป็นหนึ่งในประเภทสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างสูง มียอดการสั่งซื้อเข้ามามากมายจนแทบจะผลิตไม่ทัน เพราะขณะนั้นยังเป็นการลงมือทำกันเองเฉพาะในครอบครัว ซึ่งปกติจะสามารถผลิตได้ประมาณเดือนละ 200 ดอกเท่านั้น ตอนนี้มีลูกค้าชาวต่างประเทศสนใจเข้ามาสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก ทั้งจากมาเลเซียและสิงคโปร์ โดยจะมีคนมารับซื้อเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ"
เจ้าของผลิตภัณฑ์ดอกไม้ใบยางพารากล่าวต่อว่า หลังสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองตรัง ได้เข้ามาสนับสนุนงบประมาณในการซื้อหาวัสดุในการผลิต เช่น กรรไกร คีม เครื่องยิงกาว หรือลวด พร้อมกับการส่งเสริมทางด้านการตลาด ด้วยการเปิดโอกาสให้เข้าไปจำหน่ายในงานต่างๆ ที่ทางสำนักงานได้จัดขึ้น จากนั้นก็ได้มีการรวมกลุ่มกับบรรดาเพื่อนบ้านในจำนวนเริ่มแรกคือ 17 คน ก่อนที่จะมีหลายๆ หน่วยงานเข้ามาให้การสนับสนุนเพิ่มเติม ซึ่งทำให้มีสมาชิกภายในกลุ่มกลายเป็นจำนวน 52 คน และสามารถผลิตสินค้าได้เดือนละกว่า 1หมื่นชิ้น
"ราคาของผลิตภัณฑ์ภายในกลุ่มทั้งหมด จะเริ่มตั้งแต่ 15 บาทจนถึง 250 บาท แต่หากเป็น "ดอกไม้ใบยางพารา"ก็จะมีราคาอยู่ที่ดอกละ 25-70 บาท ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของดอก หรือหากเป็น "ตุ๊กตาบัลเล่" ก็จะตกตัวละ 220-250 บาท" เธอระบุ
"ดอกไม้ใบยางพารา" จึงนับเป็นที่สามรรถทำรายได้ให้กับชาวบ้านโพธิ์ ที่ใช้เวลาว่างจากการทำสวนยางพารา มีรายได้เสริมให้กับสมาชิกเดือนละ 3,000-5,000 บาท สำหรับผู้สนใจผลิตภัณฑ์ หรือต้องการเยี่ยมชมกลุ่มดังกล่าวติดต่อได้ที่โทร.0-1370-0954
ที่มา : http://www.komchadluek.net/news/2005/06-27/farm1-17830080.html